
นับตั้งแต่การบุกเข้าจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา โดยกองกำลังสหรัฐฯ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และสมาชิกในรัฐบาลของเขาได้ออกคำเตือนไปยังรัฐบาลอื่นๆ อีกหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงโคลอมเบีย คิวบา เม็กซิโก อิหร่าน และกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก
ทรัมป์กล่าวว่า “เราอยู่ในธุรกิจของการมีประเทศต่าง ๆ รอบตัวเรา ที่สามารถอยู่รอดและประสบความสำเร็จได้ และเป็นที่ที่น้ำมันได้รับอนุญาตให้ไหลออกมาได้อย่างเสรี… อำนาจนำของอเมริกาในซีกโลกตะวันตกจะไม่ถูกตั้งคำถามอีกต่อไป”
ประโยคนี้สะท้อนถึงโยบายต่างประเทศของทรัมป์ที่เน้น "ผลประโยชน์ของอเมริกาต้องมาก่อน" และการกลับไปใช้ "หลักการมอนโร" (Monroe Doctrine) ซึ่งเป็นการประกาศกร้าวว่า ซีกโลกตะวันตก โดยเฉพาะทวีปอเมริกาเหนือและใต้ คือเขตอิทธิพลหลักของสหรัฐฯ คำพูดของทรัมป์สื่อชัดเจนว่า สหรัฐฯ พร้อมจะใช้มาตรการเด็ดขาด รวมถึงใช้กำลังทางทหาร ดังที่เห็นในเวเนซุเอลา เพื่อรักษาระเบียบที่สหรัฐฯ ต้องการ โดยไม่สนคำคัดค้านจากประชาคมโลกหรือกฎหมายระหว่างประเทศหากสิ่งนั้นขัดต่ออิทธิพลของอเมริกา
ทว่าการส่งสัญญาณของเขาไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในครั้งนี้ มีการเฉพาะเจาะจงไปยังประเทศและพื้นที่ผลประโยชน์ที่ทรัมป์เล็งไว้ ซึ่งเขากล่าวถึงชื่อประเทศเหล่านั้น และเหตุผลที่สหรัฐฯ จะเข้าไปแทรกแซงอย่างเปิดเผย ราวกับว่าประเทศเหล่านี้อาจเป็นรายต่อ ๆ ไป ที่ทรัมป์อาจจะบุกยึดหรือไม่?
Spotlight รวบรวมรายชื่อประเทศที่ทรัมป์ให้ความสนใจจะเข้าแทรกแซงเป็นพิเศษ มีที่ไหนบ้าง และเขาให้เห็นผลว่าอย่างไรบ้าง
ทรัมป์ย้ำเมื่อวันอาทิตย์ ในขณะที่แถลงครั้งแรก หลังสหรัฐฯ บุกโจมตีเวเนซุเอลาและยึดคลังน้ำมันสำรอง เขากล่าวว่า สหรัฐฯ ต้องการเกาะขนาดใหญ่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนืออย่างกรีนแลนด์ โดยอ้างเหตุผลที่เขาใช้มาตลอด นั่นคือความมั่นคงของชาติ เขาเชื่อว่า ความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเฉพาะด้านการทหารขึ้นอยู่กับพื้นที่ในกรีนแลนด์
“เราต้องการกรีนแลนด์... ตอนนี้มันเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก กรีนแลนด์เต็มไปด้วยเรือของรัสเซียและจีนอยู่ทั่วทุกแห่ง” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า “เราต้องการกรีนแลนด์จากมุมมองด้านความมั่นคงของชาติ และเดนมาร์กจะไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้”
ด้านนายกรัฐมนตรี เยนส์ เฟรเดอริก นีลเซน แห่งกรีนแลนด์ ออกมาตอบต่อความเห็นล่าสุดของทรัมป์ เขาระบุในแถลงการณ์ว่า “วาทกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในปัจจุบันจากสหรัฐอเมริกานั้น เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง เมื่อประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาพูดถึง ‘ความต้องการกรีนแลนด์’ และเชื่อมโยงเราเข้ากับเวเนซุเอลาและการแทรกแซงทางทหาร มันไม่ใช่แค่เรื่องที่ผิด แต่มันคือการไม่ให้เกียรติกัน”
นีลเซนกล่าวเสริมว่า “ประเทศของเราไม่ใช่สิ่งของในวาทกรรมของมหาอำนาจ เราคือประชาชน เป็นประเทศ และเป็นประชาธิปไตย… เราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่คิดว่าการยึดครองประเทศอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน” เขายังให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สว่า “เราไม่สามารถนำกรีนแลนด์ไปเปรียบเทียบกับเวเนซุเอลาได้ เราเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตย”
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้กล่าวซ้ำหลายครั้งว่าเขาต้องการผนวกกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่อุดมไปด้วยทรัพยากร มีพื้นที่ 836,000 ตารางไมล์โดยอ้างว่า ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์กแห่งนี้จำเป็นต่อความมั่นคงของชาติสหรัฐฯ แม้ว่าเขาจะเคยอ้างถึง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ด้วยก็ตาม แน่นอนว่า ทั้งกรีนแลนด์และเดนมาร์กซึ่งเป็นพันธมิตรนาโต (NATO) ของสหรัฐฯ ก็ต่างคัดค้านแนวคิดนี้อย่างรุนแรง
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า ความมั่นคงไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้ทรัมป์หมายตากรีนแลนด์ เพราะเขาต้องการทำลายการผูกขาด "แร่หายาก" ปัจจุบัน จีนควบคุมการผลิตแร่หายากทั่วโลกถึง 80-90% ซึ่งแร่เหล่านี้จำเป็นมากในการผลิตสมาร์ทโฟน ชิปคอมพิวเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และกังหันลม สหรัฐฯ ต้องการกรีนแลนด์เพราะมีแหล่งแร่หายากขนาดใหญ่ เพื่อใช้เป็นแหล่งอุปทานสำรอง ทำให้สหรัฐฯ ไม่ต้องง้อจีนและลดความเสี่ยงจากการถูกจีนสั่งระงับการส่งออกเพื่อตอบโต้ทางการค้า
ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า พื้นที่รอบอาร์กติกอาจมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ยังไม่ถูกค้นพบจำนวนมหาศาล ซึ่งจะช่วยเสริมอำนาจในฐานะมหาอำนาจด้านพลังงานของอเมริกา นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการสร้างทางลัดเส้นทางการค้าโลก เพราะการละลายของน้ำแข็งจะเปิด "เส้นทางเดินเรือทรานส์โพลาร์" (Transpolar Sea Route) ซึ่งเป็นทางลัดจากยุโรปไปเอเชียที่สั้นกว่าการผ่านคลองสุเอซ หากสหรัฐฯ ครองกรีนแลนด์ได้ จะเท่ากับควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าโลกในอนาคต
ทรัมป์ใช้ถ้อยคำรุนแรงต่อประธานาธิบดี กุสตาโว เปโตร แห่งโคลอมเบีย ในการแถลงครั้งเดียวกันนั้น โดยบรรยายว่า เขาเป็น “คนป่วยที่ชอบผลิตโคเคนและขายให้กับสหรัฐอเมริกา และเขาจะทำแบบนั้นได้อีกไม่นานนัก” เมื่อถูกผู้สื่อข่าวซักถามว่าความเห็นเหล่านั้นหมายถึงอาจจะมี “ปฏิบัติการ” ในโคลอมเบียในอนาคตหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ฟังดูดีสำหรับผมนะ”
เปโตรได้ปกป้องผลงานของรัฐบาลในการต่อต้านการค้ายาเสพติดผ่านข้อความเกือบ 700 คำบนแพลตฟอร์ม X โดยอ้างถึงสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็นการ “ยึดโคเคนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก” เขากล่าวเสริมว่า “ผมไม่ใช่คนนอกกฎหมาย และผมไม่ใช่พวกค้ายา ทรัพย์สินที่มีอยู่มีเพียงบ้านของครอบครัวที่ผมยังคงต้องผ่อนชำระด้วยเงินเดือนของผมเอง”
เปโตรกล่าวว่า เขาได้สั่งการให้มีการทิ้งระเบิดเป้าหมายต่อกลุ่มติดอาวุธที่เชื่อมโยงกับยาเสพติด โดยยึดถือตามกฎหมายมนุษยธรรม อย่างไรก็ตาม สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุว่า การผลิตโคเคนในโคลอมเบียได้พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
ทั้งนี้ เปโตร ซึ่งเคยเป็นอดีตสมาชิกกลุ่มกองโจร M19 กล่าวโต้ตอบคำพูดของทรัมป์ โดยให้คำมั่นว่า เขาจะต่อสู้ด้วยตัวเองเพื่อปกป้องโคลอมเบีย เขากล่าวเสริมว่า “ผมสาบานว่าจะไม่แตะต้องอาวุธอีก... แต่เพื่อมาตุภูมิ ผมจะหยิบอาวุธขึ้นมาอีกครั้ง”
ก่อนหน้านี้ เปโตรสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลทรัมป์ ทำให้สหรัฐฯ สั่งยกเลิกวีซ่าของประธานาธิบดีเปโตร ถือเป็นมาตรการลงโทษทางการทูตขั้นรุนแรง เพื่อตอบโต้กรณีที่ผู้นำโคลอมเบียกล่าวปราศรัยยุยงให้ทหารอเมริกันฝ่าฝืนคำสั่งผู้บังคับบัญชา
สหรัฐฯ มองว่า เป็นการแทรกแซงกองทัพและบ่อนทำลายความมั่นคงอย่างยอมรับไม่ได้ อีกทั้งยังสะท้อนถึงความขัดแย้งสะสมระหว่างทรัมป์ที่เน้นการปราบปรามยาเสพติดด้วยกำลัง กับเปโตรที่มีแนวคิดฝ่ายซ้ายและวิจารณ์นโยบายของสหรัฐฯ มาโดยตลอด จนนำไปสู่การแตกหักและความตึงเครียดในระดับภูมิภาค
ทรัมป์กล่าวว่า การแทรกแซงทางทหารในคิวบา ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของเวเนซุเอลานั้นไม่มีความจำเป็น เพราะคิวบานั้น “พร้อมที่จะล่มสลาย” อยู่แล้ว เขากล่าวเชิงประชดและเหยียดหยามว่า “ผมไม่คิดว่าเราจำเป็นต้องดำเนินการใด ๆ… ดูเหมือนว่ามันกำลังจะพังลงมาเอง”
ทรัมป์แสดงความเห็นว่า “ผมไม่รู้ว่าพวกเขาจะทนอยู่ได้ไหม แต่ตอนนี้คิวบาไม่มีรายได้แล้ว พวกเขาได้รับรายได้ทั้งหมดจากเวเนซุเอลา จากน้ำมันของเวเนซุเอลา”
ขณะที่มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเรียกเครือรัฐบาลคิวบาว่าเป็น “ปัญหาใหญ่” รูบิโอกล่าวว่า “ผมคิดว่าคิวบากำลังตกที่นั่งลำบาก” พร้อมปฏิเสธจะเปิดเผยถึงนโยบายและขั้นตอนการจัดการกับคิวบา แต่เขาบอกว่ามันไม่ใช่ความลับอะไร ส่วนรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ไม่ได้เป็นแฟนตัวยงของระบอบการปกครองในคิวบาสักเท่าไหร่”
ในการชุมนุมเมื่อวันเสาร์ที่หน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงฮาวานา ประธานาธิบดี มิเกล ดิอัซ-กาเนล แห่งคิวบา ให้สัญญาว่า จะไม่ยอมให้พันธมิตรคิวบา-เวเนซุเอลาล่มสลายลงโดยไม่มีการต่อสู้ ดิอัซ-กาเนล ประกาศว่า “เพื่อเวเนซุเอลา และแน่นอนเพื่อคิวบา เรายินดีที่จะสละแม้กระทั่งชีวิตของเราเอง แต่มันจะต้องมีราคาที่ต้องจ่ายอย่างแสนสาหัส”
ทรัมป์กล่าวหาเม็กซิโกบ่อยครั้งว่า ดำเนินการไม่เพียงพอในการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (4 มกราคม 69) หลังประกาศบุกเวเนซุเอลา ทรัมป์กล่าวว่า ยาเสพติดกำลังทะลักผ่านเม็กซิโก และสหรัฐฯ จะต้องทำอะไรสักอย่าง ทรัมป์กล่าวเสริมว่า ขบวนการค้ายาในเม็กซิโกนั้นแข็งแกร่งมา และเตือนว่า “เม็กซิโกต้องจัดการตัวเองให้เรียบร้อย”
ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ Fox News ทรัมป์กล่าวว่า เขาได้ถามประธานาธิบดี คลาวเดีย เชนบอม แห่งเม็กซิโกว่า เธอต้องการความช่วยเหลือจากกองทัพสหรัฐฯ ในการกวาดล้างขบวนการค้ายาหรือไม่
เชนบอมได้ปฏิเสธการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาและการจับกุมมาดูโรอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอกล่าวในการแถลงข่าวล่าสุดเมื่อวานนี้ ระบุว่า “เม็กซิโกขอยืนยันหลักการที่ไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่มีความคลุมเครือ เม็กซิโกปฏิเสธการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นอย่างเด็ดขาด”
ในการตอบโต้ข้อกล่าวหาของทรัมป์ที่ว่าเม็กซิโกทำไม่เพียงพอในการต่อต้านขบวนการค้ายา เชนบอมยืนยันว่า เม็กซิโกให้ความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เฟนทานิลและยาเสพติดอื่นๆ ไปถึงประชากร โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาว… เราไม่ต้องการให้เฟนทานิลหรือยาเสพติดชนิดใดเข้าใกล้คนหนุ่มสาว ไม่ว่าจะเป็นในสหรัฐอเมริกา ในเม็กซิโก หรือที่ใดก็ตามในโลก”
เชนบอมยังคงปฏิเสธแนวคิดเรื่องการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ บนแผ่นดินเม็กซิโก โดยกล่าวว่า เธอไม่คิดว่าสหรัฐฯ กำลังพิจารณาเรื่องการรุกรานเม็กซิโกอย่างจริงจัง
ทรัมป์ยังได้ย้ำคำเตือนไปยังอิหร่าน ซึ่งการประท้วงต่อต้านรัฐบาลได้เข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวหลังโจมตีทางอากาศกลางกรุงการากัส และรวบตัวมาดูโรกับภรรยามายังสหรัฐฯ ระบุว่า“ถ้าพวกเขาเริ่มฆ่าคนเหมือนที่เคยทำในอดีต ผมคิดว่าพวกเขาจะถูกสหรัฐอเมริกาโจมตีอย่างหนักมาก”
คำขู่ครั้งนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง โดย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์กล่าวว่า หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง ที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างสันติ ซึ่งเป็นสิ่งที่อิหร่านทำจนเป็นนิสัย สหรัฐอเมริกาจะเข้าไปช่วยเหลือ สหรัฐฯ พร้อมรบและเตรียมพร้อมที่จะไปทันที ทั้งนี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชนของอิหร่านกลุ่มหนึ่งประเมินเมื่อวันอาทิตย์ว่า มีผู้เสียชีวิตในการประท้วงแล้ว 16 ราย
เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ทรัมป์ได้เตือนอิหร่านเกี่ยวกับความพยายามที่จะสร้างโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธนำวิถีขึ้นมาใหม่ หลังจากพบกับนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ทรัมป์กล่าวว่า เขาได้ยินมาว่าอิหร่านกำลัง “ประพฤติตัวไม่ดี… ได้ยินมาว่าอิหร่านกำลังพยายามสร้างกองกำลังขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และหากเป็นเช่นนั้น สหรัฐฯ และอิสราเอลจะต้องทุบกองกำลังเหล่านั้นทิ้ง”
ด้านผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อะยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี กล่าวตอบโต้คำแถลงล่าสุดของทรัมป์ ระบุว่า อิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อศัตรูและกลุ่มผู้ก่อจลาจลควรถูก “จัดการให้เข้าที่เข้าทาง”
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดใส่โรงงานนิวเคลียร์สำคัญหลายแห่งของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ท่ามกลางสงคราม 12 วันของอิสราเอลกับประเทศดังกล่าว การโจมตีครั้งนั้นส่งผลให้กระบวนการเจรจาทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่เคยติดขัดเพื่อควบคุมโครงการนิวเคลียร์ของเตหะรานต้องสิ้นสุดลง รวมถึงส่งผลให้เศรษฐกิจอิหร่านใกล้การล่มสลาย ค่าเงินร่วมแตะต่ำสุดอย่างรวดเร็ว จนประชาชนไร้ทางเลือก ต้องออกมาเดือนขบวนประท้วงรัฐบาลอิหร่านที่พาประเทศมาถึงจุดนี้