advertisement

ความยั่งยืน

'กลุ่มไทยเบฟ' ชูกลยุทธ์ธุรกิจโตแบบยั่งยืน ตั้งเป้า net zero emissionในปี 2583

27 ก.ย. 65
'กลุ่มไทยเบฟ' ชูกลยุทธ์ธุรกิจโตแบบยั่งยืน ตั้งเป้า net zero emissionในปี 2583

advertisement

การทำธุรกิจที่ควบคู่ไปกับนโยบายความยั่งยืน(Sustainable) ปัจจุบันกำลังเป็นเทรนด์หลักของโลกที่กำลังมา โดยจะเห็นได้ว่าธุรกิจชั้นนำหลายๆ ทั่วโลกไม่เว้นแม้กระทั่งธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ของไทยก็ต่างตื่นตัวในเรื่องด้วยเช่นกัน โดยหลายแห่งเห็นความสำคัญในเรื่องการทำธุรกิจแบบยังยืน มีการกำหนดแผนและเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อนำไปสู่การเป็นองค์ที่ยั่งยืนแบบเต็มตัวในอนาคตการทำธุรกิจที่ควบคู่ไปกับนโยบายด้านความยั่งยืน

ปัจจุบันกำลังเป็นเทรนด์หลักของโลกที่กำลังมา โดยจะเห็นได้ว่าธุรกิจชั้นนำหลายๆ ทั่วโลกไม่เว้นแม้กระทั่งธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ของไทยก็ต่างตื่นตัวในเรื่องด้วยเช่นกัน โดยหลายแห่งเห็นความสำคัญในเรื่องการทำธุรกิจแบบยังยืน มีการกำหนดแผนและเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อนำไปสู่การเป็นองค์ที่ยั่งยืนแบบเต็มตัวในอนาคต

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ถือเป็นอีกหนึ่งในองค์กรตัวอย่างที่มีการกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายความยั่งยืนแบบชัดเจน โดยล่าสุด “ไทยเบฟ” ประกาศกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน(Sustainable) พร้อมทั้งโครงการและเป้าหมายที่ชัดเจนโดนจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์( net zero emission)ภายในปี 2583

ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ไทยเบฟ

โดยคุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ “ไทยเบฟ” ออกมาประกาศกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน พร้อมทั้งโครงการและเป้าหมายที่ชัดเจนด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาธิบาล รวมถึงการตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2583 กลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยให้ไทยเบฟสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนไปพร้อมกับเสริมความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจ

รวมถึงปกป้องสิ่งแวดล้อม สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น และยกระดับการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล นอกจากนี้ยังเป็นการเน้นย้ำเป้าหมายของกลุ่มที่จะสรรสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน (Enabling Sustainable Growth) ควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจในไทยและในภูมิภาค

เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย PASSION 2025 ตามพันธกิจ “สร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต” ไทยเบฟมุ่งมั่นให้ความสำคัญต่อการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล รวมถึงมีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และบุคลากรของกลุ่ม


สรรสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน (Enabling Sustainable Growth)

thaibev-esg

 

โดยไทยเบฟน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และได้น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน มาเป็นแนวทางในการพัฒนาความยั่งยืน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) 17 ข้อ

ขณะที่คุณ ต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นว่าความสำเร็จของการขับเคลื่อนองค์กรผ่านแผนการดำเนินธุรกิจ PASSION 2025 นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างยิ่งกับการมีสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ การพัฒนาชุมชนรอบพื้นที่ปฏิบัติงาน และการกำกับดูแลองค์กรและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ

โดยเรามั่นใจว่าเรามีส่วนร่วมในทุกๆ ด้านของการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการที่ดีภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ทั้งในฐานะผู้ว่าจ้าง องค์กรที่ดีของสังคม และผู้นำธุรกิจในภูมิภาค”
กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของไทยเบฟถูกขับเคลื่อนด้วย 3 เสาหลัก โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนดังต่อไปนี้
ด้านสิ่งแวดล้อม

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่ม (Scope 1) และจากพลังงานที่กลุ่มซื้อมา (Scope 2) ให้เป็นศูนย์ภายในปี 2583
  • คืนน้ำสู่ธรรมชาติและชุมชนให้ได้ 100% ภายในปี 2583
  • ส่งมอบผลกระทบสุทธิเชิงบวกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
    ด้านสังคม
  • เพิ่มการมีส่วนร่วมของพนักงานให้ได้มากกว่าหรือเท่ากับ 90% ภายในปี 2573
  • 80% ของรายได้จากธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ต้องมาจากเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพภายในปี 2573
  • แบ่งปันและสร้างคุณค่าแก่สังคมผ่านเสาหลัก 5 ประการ ได้แก่ การศึกษา สาธารณสุข กีฬา ศิลปะและวัฒนธรรม และการพัฒนาชุมชนและสังคม

 

การบริหารจัดการภายใต้หลักธรรมาภิบาล

ธุรกิจในกลุ่มไทยเบฟ

 

  • วางมาตรฐานด้านการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มไทยเบฟ
  • 100% ของคู่ค้ากลุ่มกลยุทธ์ต้องมีการจัดทำและบังคับใช้จรรยาบรรณสำหรับคู่ค้าของตนเอง
  • ผสานความร่วมมือสู่ผลกระทบเชิงบวกด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล

เราได้ดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนผ่านหลากหลายโครงการสำหรับการดำเนินงานในประเทศไทย โดยในปี 2564 ไทยเบฟบรรลุเป้าหมายแล้วดังนี้

  • บรรลุเฟสที่ 1 ของโครงการติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาของโรงงาน (Solar Rooftop) ในไทย 5 แห่ง
  • ขยายโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพเป็น 7 แห่ง สำหรับผลิตพลังงานความร้อนจากการเผาน้ำกากส่าซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นแอลกอฮอล์ เพื่อใช้เป็นพลังงานในโรงงานแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
  • เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในองค์กรเป็น 41.8%
  • ลดการใช้น้ำลง 6.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สำหรับพื้นที่ที่มีการดึงน้ำจากแหล่งน้ำมาใช้มาก (water-stressed area)
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ Scope 2 ลงได้ 9.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • เปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 เป็นครั้งแรก โดยมีหน่วยงานภายนอกร่วมยืนยัน
  • นำขยะอาหารและของเสียอื่นๆ จำนวน 60.2% กลับมาใช้ใหม่เพื่อวัตถุประสงค์อื่น
  • นำบรรจุภัณฑ์สินค้าจำนวน 82% กลับมาใช้ใหม่และรีไซเคิล (Reuse and Recycle)

หนึ่งในความภาคภูมิใจของเราคือการที่ไทยเบฟได้รับคัดเลือกเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มภายใต้ดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI) ถึง 4 ปีติดต่อกัน โดยในปี 2564 ไทยเบฟได้คะแนน 90 จาก 100 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดในบรรดาบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันที่เข้าร่วมรับการประเมิน

โดยได้คะแนนสูงสุดในด้านสังคม การกำกับดูแล และเศรษฐกิจ และได้คะแนนสูงเป็นอันดับสองในด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังได้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนีความยั่งยืน DJSI World เป็นปีที่ 5 และ DJSI Emerging Markets เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน

นอกจากนี้ เรายังมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการประชารัฐรักสามัคคี ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อสร้างโอกาสให้กับชุมชนท้องถิ่น สร้างอาชีพและรายได้ รวมถึงเสริมสร้างความรู้และทักษะให้กับเยาวชน โดยมุ่งเน้นการทำงานใน 3 กลุ่มงาน ได้แก่ ภาคการเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า และการท่องเที่ยว

ปัจจุบันได้สร้างรายได้ให้กับชุมชนแล้วมากกว่า 1,690 ล้านบาท โดยในปี 2564 ไทยเบฟได้ดำเนินกิจกรรมมากมายภายใต้โครงการประชารัฐรักสามัคคี เช่น โครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย และโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย

โดยไทยเบฟขอตั้งมั่นว่าจะร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการแสวงหาการเติบโตและความมั่นคงทางธุรกิจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามพันธกิจ “สร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต”

 

กลุ่มงานทรัพยากรบุคคล

149383

ดร. เอกพล ณ สงขลา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานทรัพยากรบุคคล กล่าวว่า “จากการที่ไทยเบฟดำเนินธุรกิจในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรามีเป้าหมายที่จะทำให้อาเซียนเป็นเหมือนกับบ้านที่อบอุ่นของบุคลากรทุกคนของเรา และมีความประสงค์ที่จะส่งมอบโอกาสในการพัฒนาและความก้าวหน้าให้กับพนักงานด้วยการสร้างทักษะ (Reskill) และเสริมทักษะ (Upskill) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของไทยเบฟในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน โดยเราไม่หยุดนิ่งในการวางรากฐานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กรจากภายใน ตามแนวคิดโอกาสไร้ขีดจำกัด (Limitless Opportunities)”

ภายใต้แนวคิด “โอกาสไร้ขีดจำกัด” ไทยเบฟมอบโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ๆ เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จในองค์กร รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จ เราสนับสนุนให้พนักงานทุกระดับได้ร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาตนเองด้วยแผนการพัฒนารายบุคคล (Individual Development Plan: IDP) ผ่านระบบ Beverest

โดยพนักงานสามารถเลือกผลของการเรียนรู้ตามที่ออกแบบไว้ได้ รวมทั้งสามารถจัดการและดำเนินการตามแผนด้วยตัวเองได้อย่างสะดวกสบาย
หนึ่งในความภาคภูมิใจจากความพยายามในการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลด้านการพัฒนาสายอาชีพคือการที่ไทยเบฟได้รับเลือกให้ได้รางวัล Gold Award ในด้าน HR Excellence in Learning and Development ในปี 2565 นอกจากนี้ยังคว้ารางวัลอื่นๆ ดังนี้

  • HR Asia Best Companies to Work For (ได้รางวัลเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน)
  • HR Excellence in Learning and Development (Gold Award)
  • HR Excellence in COVID-19 Response (Gold Award)
  • Silver Award in HR Innovation (จากนวัตกรรมด้านการพัฒนาสายอาชีพ ที่ครอบคลุม 22 กลุ่มงาน และ 138 กลุ่มงานย่อย)

สำหรับไทยเบฟมุ่งมั่นในการเป็นหนึ่งในองค์กรที่ดีที่สุดในภูมิภาคสำหรับพนักงาน และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าความพึงพอใจในงานและความก้าวหน้าในสายอาชีพจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ส่งเสริมให้พนักงานเกิดความผูกพันและทำงานกับองค์กรได้อย่างยาวนาน

 

 

 

advertisement

Relate Post

Spotlight