
วันนี้ (27 มีนาคม 69 ) กระทรวงศึกษาธิการของจีนออกแถลงการณ์ถึงกรอบนโยบายใหม่ เพื่อส่งเสริมสุขภาพกายและใจของนักเรียน โดยมีมาตรการสำคัญ เช่น การห้ามโรงเรียนมอบการบ้านเกินความจำเป็น และห้ามรุกล้ำเวลาพักของนักเรียน
แถลงการณ์ผ่านบัญชีทางการบน WeChat ระบุว่า โรงเรียนจะไม่ได้รับอนุญาตให้จัดสอบบ่อยเกินไป หรือเพิ่ม “ภาระทางวิชาการ” ให้กับนักเรียนมากเกินควร
มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของทางการจีนในการลดแรงกดดันด้านการเรียน และปรับทิศทางจากค่านิยมแบบเดิมที่เน้นให้เด็กต้องขยันเรียนและทำคะแนนให้ดี โดยจะหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ปริมาณการบ้านที่หนักหน่วงเป็นเรื่องปกติในโรงเรียนของจีน ซึ่งส่งผลให้นักเรียนนอนหลับไม่เพียงพอ และเผชิญภาวะความเครียด รวมถึงภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้น
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา จีนประกาศว่า โรงเรียนต้องควบคุมปริมาณการบ้านโดยรวมอย่างเข้มงวด และต้องจัดเวลาให้นักเรียนระดับประถมและมัธยมมีกิจกรรมที่ต้องใช้ร่างกายอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง
ประกาศดังกล่าวยังระบุด้วยว่า โรงเรียนอนุบาลถูกห้ามอย่างเคร่งครัด ไม่ให้นำรูปแบบการเรียนการสอนของระดับประถมมาใช้ หรือสอนเนื้อหาล่วงหน้าก่อนวัย
ขณะเดียวกัน โรงเรียนระดับประถมและมัธยม ก็ถูกห้ามจัดการสอบในทุกรูปแบบเพื่อใช้คัดเลือกนักเรียน และยังห้ามไม่ให้โรงเรียนให้รางวัลหรือลงโทษครู เพื่อเป็นแรงจูงใจในการดันนักเรียนให้ได้คะแนนสอบสูง ๆ ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
นอกจากนี้ โรงเรียนต้องไม่รุกล้ำเวลาพักของนักเรียนในทุกกรณี หรือห้ามนักเรียนออกจากห้องเรียนในช่วงเวลาพัก
มาตรการดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่จีนประกาศเพิ่มวันหยุดฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงให้กับโรงเรียน นอกเหนือจากช่วงปิดเทอมฤดูร้อนและฤดูหนาวตามปกติ
เมื่อจัดอันดับประเทศที่โรงเรียนให้การบ้านนักเรียนมากที่สุดในโลก จะพบว่า จีนครองอันดับหนึ่ง โดยมีค่าเฉลี่ยสูงถึง 13.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ส่วนใหญ่มาจากการสำรวจในพื้นที่เซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของโรงเรียนและงานที่มีการแข่งขันสูงที่สุด
อันดับสองได้แก่ รัสเซีย มีค่าเฉลี่ยการบ้าน 9.7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยรัสเซียเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ระบบการศึกษาอันเข้มงวด โดยเฉพาะในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
ขณะที่สิงคโปร์ก็ตามมาอย่างใกล้เคียงในอันดับ 3 ด้วยคะนน 9.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ด้วยวัฒนธรรมการศึกษาที่เข้มข้นและเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการในลักษณะคล้ายกัน
กรณีนี้เป็นที่ถกเถียงอย่างหนัก แต่รายงานชี้ว่า การมีการบ้านมากขึ้นไม่ได้หมายความว่านักเรียนจะประสบความสำเร็จมากขึ้นเสมอไป แม้ว่านักเรียนในสิงคโปร์และจีนอาจทำคะแนนได้สูงกว่า แต่ก็มีแนวโน้มว่าเป็นผลมาจากระบบการศึกษาที่เข้มข้นโดยรวม มากกว่าปริมาณการบ้านเพียงอย่างเดียว
ประเทศในเอเชียตะวันออกมีวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างสูง โดยมองว่าเป็นเสาหลักของชีวิต และเป็นตัวกำหนดสถานะทางสังคม การศึกษาเป็นทั้ง “ทางออกจากความยากจน” สำหรับครอบครัวรายได้น้อย และเป็น “เครื่องมือรักษาความสำเร็จ” สำหรับครอบครัวที่มีฐานะดี
ด้วยเหตุนี้ นักเรียนจำนวนมากจึงไม่ได้เรียนเพียงในโรงเรียน แต่ยังเข้าเรียนในสถาบันกวดวิชาและคอร์สเสริมต่าง ๆ เพิ่มเติม ควบคู่ไปกับภาระการเรียนและการบ้านในระบบปกติ