
ความเป็นอยู่ที่ดีของเหล่าพนักงานบริษัทย่อมส่งผลดีต่อบริษัทอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อมีงานวิจัยที่ชี้ชัดว่า ยิ่งพนักงานอยู่ดีมีความสุข ผลการดำเนินงานของบริษัทก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน
สภาเศรษฐกิจโลกร่วมกับ Gallup บริษัทวิเคราะห์และให้คำปรึกษาข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน ทำการสำรวจและวิจัยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานควบคู่ไปกับผลิตภาพและผลการดำเนินงานของบริษัทมาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 พร้อมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยอิสระกว่า 330 ชิ้น ซึ่งครอบคลุมถึงความเป็นอยู่ที่ดีและผลิตภาพของพนักงาน 1.88 ล้านคน และผลการดำเนินงานของหน่วยธุรกิจกว่า 82,000 หน่วย จากองค์กรอิสระ 230 แห่ง ครอบคลุม 49 อุตสาหกรรมใน73 ประเทศ
สรุปผลสั้น ๆ ได้ว่าความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับผลิตภาพและผลการดำเนินงานของบริษัทที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน แต่ความเป็นอยู่ดีมีหลายมิติ นอกเหนือจากสวัสดิการต่าง ๆ สิ่งสำคัญคือสุขภาพจริง ๆ ของพนักงานแต่ละคน บริษัทจะทำอย่างไรให้พนักงานสุขภาพดีขึ้นจริง ๆ ที่นำไปสู่การใช้บริการประกันสุขภาพน้อยลง หยุดงานน้อยลง จนกลายเป็น pain point ให้ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ถูกกดดดันมาจากฝ่ายบริหาร กับค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่บางบริษัทต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมากในปีต่อไป
ขณะที่รายงานการศึกษาฉบับใหม่จาก WPI Economics ระบุว่า สุขภาพและความสุขของพนักงานในที่ทำงานมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร
ผลการวิจัยพบว่า พนักงานที่มีความสุขในการทำงานมีแนวโน้มลาป่วยน้อยกว่าพนักงานที่ไม่มีความสุข โดยเฉลี่ยปีละประมาณ 9 วัน นอกจากนี้ยังพบว่า พนักงานที่มีความสุขมีจำนวนวันที่เกิดภาวะ “presenteeism” หรือการมาทำงานทั้งที่ป่วยและไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ น้อยลงเฉลี่ย 5.5 วันต่อปี เมื่อเทียบกับผู้ที่ระบุว่าไม่มีความสุขในการทำงาน
ในด้านการผลิต รายงานระบุว่า พนักงานถึง 80% เชื่อว่าตนเองทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อรู้สึกมีสุขภาพดีและมีความสุขในที่ทำงาน และเมื่อเปรียบเทียบกับพนักงานที่ไม่มีความสุข
งานวิจัยยังชี้ว่า สุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดระดับความสุขของพนักงาน โดยผู้ที่มีสุขภาวะทางกายและจิตที่ดีถึง 87% มีแนวโน้มมีความสุขในการทำงานมากกว่าผู้ที่มีสุขภาพกายและใจไม่ดีถึงเกือบ 2.5 เท่า ซึ่งมีสัดส่วนเพียง 38%
โดยรวมแล้ว รายงานสรุปว่า บริษัทที่ลงทุนในโครงการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน มีแนวโน้มได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจอย่างชัดเจน ทั้งในแง่การลดจำนวนวันลาป่วย และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
เบี้ยประกันสุขภาพเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญขององค์กร เพราะมันกลายมาเป็นต้นทุนที่ควบคุมยากขึ้น แต่ประกันสุขภาพก็เป็นสวัสดิการพนักงานที่บริษัทจำเป็นต้องมี หลายบริษัทจึงเริ่มเข้ามาจับธุรกิจที่ช่วยลดต้นทุนในด้านนี้
ในประเทศไทยของเราเองก็มีแพลทฟอร์มตัวนึงที่น่าสนใจ ชื่อ Happy B ซึ่งเป็นผลผลิตจากความร่วมมือของ JMCQC กับเซนต์ไนท์ที่ให้บริการเรื่องระบบการบริหารจัดการพนักงาน ระบบ Flexible Benefit ที่พนักงานเลือกแผนประกันกลุ่มได้เองตามความต้องการ พร้อมระบบฟินเทคที่ช่วยจัดการเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการ
พงศ์พรหม ยามะรัต กรรมการผู้จัดการ JMC Quantum Cultures (JMCQC) เปิดเผยว่า
“เราพบว่าบริษัทที่ตื่นตัวเรื่องนี้มันสูงมาก เพราะกลายเป็นแรงกดดันมาที่ผู้บริหาร ถ้าเอชอาร์ไม่สามารถทําได้ อยู่ดี ๆ ถูกให้ออก คือต้องบอกว่าภายใน 2 ปีที่ผ่านมา เอชอาร์ตื่นตัวเรื่องนี้มาก เป้าหมายคือรู้เรื่องสุขภาพจริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่รู้ว่าฉันถูกผู้บริหารกดดันมา ฉันต้องทําให้ได้”
ชณะที่บริษัทเซนไนท์มองว่า บางบริษัทจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพให้พนักงานเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 10 เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะมีการเบิกรักษาเกิดขึ้นสูงมากในปีก่อนหน้า บางบริษัทต้องจ่ายเป็นร้อยล้านบาทในเวลาแค่ปีเดียว
“เราทำระบบซุปเปอร์เบเนฟิตอยู่แล้ว คือพนักงานมาเลือกของรางวัลในระบบ คราวนี้เบี้ยประกันก็สูงขึ้นทุกปี องค์กรก็เริ่มถามผมว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะลดค่าใช้จ่ายลง ซึ่งเราก็ทําทุกอย่าง ทั้งกิจกรรม ทั้งโซเชียล ผลประโยชน์ ระบบทุกอย่างดีหมด แต่ว่าสาเหตุหลักก็คือตัวพนักงานไม่ได้ดูแลสุขภาพของตัวเอง มีปล่อยประละเลยบ้าง ก็เลยไปมองว่านี่คือแกนของปัญหา ตอนนั้นเราก็คิดว่าจะพัฒนาระบบเองเลย ทําเองนะครับ ยากมาก ระบบยากมาก” ผู้บริหารเซนไนต์ น.สพ. ธนัฐ ศิริวรางกูร พูดถึง pain point ของลูกค้าจากมุมเอชอาร์
ทั้งนี้ Happy B ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ AI และโครงความรู้ knowledge graph ในการวิเคราะห์สุขภาพพนักงานด้วยระบบการให้คะแนน Health Score
พงศ์พรหมยืนยันว่า เทคโนโลยีที่ใช้ใน Happy B เป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวของไทยตอนนี้ ในการใช้ AI และการสร้าง knowledge graph เพราะทีมของเขาพัฒนาขึ้นมาเองทั้งหมดและเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะขององค์กร (proprietary)
AI คือผู้ช่วยหลักในการประเมินข้อมูล การให้คำแนะนำที่ตอบโจทย์ส่วนตัวพนักงานแต่ละคน พร้อมช่วยออกแบบโครงการ กิจกรรม และวางแผนต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับเป้าหมายของแต่ละองค์กร ถ้ามีพนักงานหลายพันหรือเป็นหมื่นคน เป้าหมายแรกอาจคือการปรับสุขภาพพนักงานที่อยู่ในโซนสีแดงซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด ให้ขึ้นมาที่สีเหลืองหรือสีเขียว หรือแม้แต่อง์กรที่มีพนักงานหลักร้อยคน ต้องการสร้างกิจกรรมง่าย ๆ อย่างให้พนักงานแข่งกันนับก้าว
การคำนวณคะแนน เป็นการประเมินจากข้อมูลหลากหลายมิติของตัวพนักงาน ไม่ใช่แค่ผลการตรวจสุขภาพ แต่รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน พฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือเลิกมาแล้วกี่ปี ปกติออกกำลังมากน้อยแค่ไหน โดยที่ระบบสามารถเชื่อมต่อกับ wearable ของนักงานได้ด้วย เพื่อผลที่แม่นยำขึ้น ข้อมูลพื้นฐาน อย่างอายุและเพศ ผลการตรวจเลือดอย่างค่าน้ำตาล ไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล ข้อมูลกิจกรรมของร่างกายอย่างข้อมูลการนอนหลับ จำนวนก้าว การเต้นของหัวใจ สร้างเป็น Knowledge Graph ของโรคและปัจจัยเสี่ยง ตัวเลขคะแนน ถูกนำไปเปรียบเที่ยบกับฐานข้อมูลประชากรทั่วโลก ว่าพนักงานคนนั้นอยู่ในระดับโซนสีที่น่าเป็นห่วงหรือไม่ ซึ่งเอชอาร์สามารถดูได้ผ่านระบบการแสดงข้อมูลแบบ dashboard ที่สามารถดูภาพรวมทั้งองค์กรได้ หรือใช้ระบบกรองตัวเลือกเพื่อดูลงลึกเฉพาะหน่วยงาน
ข้อมูลทั้งหมดได้รับการรับรองว่ามีความปลอดภัย ด้วยมาตรฐาน !SO 27001 และมาตรฐานกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ ISO 290110 ระบบประมวลผลชุดข้อมูล ใช้ทั้ง Core analytics & predictive AI โดยใช้ข้อมูลงานวิจัยสากลจากสถาบันที่ได้รับความเชื่อถือและตรวจสอบได้ และใช้ Generative AI ในการสื่อสารผลกับพนักงานให้เข้าใจง่าย
“ถ้าไม่มี AI มันทำไม่ได้นะ” พงศ์พรหมยกตัวอย่างว่าถ้าผู้ใช้คนหนึ่งชอบวิ่งออกกำลังกายทุกวัน แต่เป็นวันที่ฝุ่นในอากาศสูงมาก หรืออากาศร้อนจนมีความเสี่ยงเป็น heat stroke ระบบสามารถเตือนผู้ใช้เป็นรายบุคคลได้ หรือข้อมูลพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือเลิกมาแล้วกี่ปี ปกติออกกำลังมากน้อยแค่ไหน โดยที่ระบบสามารถเชื่อมต่อกับ wearable ของนักงานได้ เพื่อผลที่แม่นยำขึ้น ได้เป็นตัวเลขคะแนน พร้อมผลประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพ อย่างโรคเรื้อรังต่าง ๆ ใน 1 ปีข้างหน้า หรือ 3 ปี หรือแม้แต่ 10 ปี
“ความเป็นจริงคือคุณสู้กับตัวเอง เพราะคะแนน Health Score ของพนักงานแสดงให้เห็นว่าการใช้ชีวิตตอนนี้ คุณอยู่โซนไหน ผมว่าตรงนี้ ในอนาคต ทุกคนก็คงอยากจะอยู่โซนเขียว” นพพล ชัยจรูญรัตน์ อีกหนึ่งผู้บริหารของ JMCQC พูดถึง Health Score บน Happy B
ธนัฐเล่าว่าหลัง ๆ มานี้ มีหลายองค์กรที่แก้ปัญหาเบี้ยประกันสูงด้วยการสร้างกองทุนสุขภาพขึ้นมาเอง ไม่ใช้บริการบริษัทประกัน แต่เป็นการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนกลางของบริษัท
“ถามว่าดีมั้ย ดีครับ ลดค่าเบี้ยประกันลงได้ แต่ว่าสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะยังไงก็แล้วแต่ แนวโน้มค่ารักษาพยาบาลกับโรงพยาบาลก็มีแต่จะสูงขึ้น แล้วทําอย่างไรที่จะไม่ให้พนักงานต้องไปรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลบ่อย ตำตอบก็คือต้องป้องกันนะครับ” ธนัฐอธิบายว่า Happy B จะตอบโจทย์องค์การเรื่องต้นทุนด้านสุขภาพได้อย่างไร
ผู้พัฒนา Happy B มีความคาดหวังว่าตัว Health Score จะถูกใช้เป็นตัวเลขในการช่วยบริษัทประกันประเมินสุขภาพลูกค้าในอนาคตได้ด้วย แบบเดียวกับที่ธนาคารต่าง ๆ ใช้เครดิตสกอร์ในการประเมินการปล่อยสินเชื่อ และในอนาคตอันใกล้ ประชาชนทั่วไปจะสามารถลองใช้ระบบของ Happy B ได้โดยไม่ต้องผ่านเอชอาร์ขององค์กร เพื่อดูคะแนนของตัวเองและใช้ประโยชน์จาก AI ในการประเมิน ออกแบบ และให้ข้อมูลเรื่องสุขภาพที่เหมาะกับแต่ละคน