
วันนี้มีผู้คนกว่า 343 ล้านคนเผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาหารระดับรุนแรงในหลากหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเพราะความยากจน ภัยธรรมชาติ ความขัดแย้ง การเมืองไม่เสถียร หรือเหตุผลอื่น ๆ
บทความนี้ Spotlight จะพาไปสำรวจวิกฤตความไม่มั่นคงทางอาหารทั่วโลก บทบาทโครงการอาหารโลก (WFP) บทบาททูตสันถวไมตรีของโครงการอาหารโลก และสำรวจว่าประเทศไทยสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อบรรเทาวิกฤตดังกล่าว
ข้อมูลจาก WFP บอกเราว่า “ความขัดแย้ง” คือสาเหตุหลักของความหิวโหยทั่วโลก ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพออกจากถิ่นที่อยู่เดิม ไม่สามารถทำการกสิกรรม ผลิตอาหาร หรือค้าขายได้ ส่งผให้เกิดความหิวโหยในหลายพื้นที่ ตัวอย่างที่เห็นได้เด่นชัดคือ ซูดานและกาซา
ซูดาน: ตามรายงานล่าสุดของการจำแนกระดับความมั่นคงทางอาหารแบบบูรณาการ มีคนในซูดานกว่า 21.2 ล้านคน หรือราว 41% ของประชากรเผชิญความอดอยากในระดับรุนแรง นับว่าเป็นพื้นที่ที่วิกฤตความหิวโหยกัดกินหนัหนามากที่สุดในโลก มีการยืนยันภาวะทุพภิกขภัยในเมืองอัลฟาชีร์และคาดูกลี และมีความเสี่ยงที่จะเกิดทุพภิกขภัยในอีก 20 พื้นที่ทั่วเขตดาร์ฟูร์และคอรืโดฟาน
ภาวะทุพภิกขภัยและทุพโภชนาการรุนแรงในซูดานเป็นผลจากสงครามกลางเมืองซูดานที่เริ่มต้นในปี 2566 [อ่านเพิ่มสงครามซูดาน] ความขัดแย้งนำมาสู่ปล้นสะดมเมืองและทำลายผลผลิตทางการเกษตร และการปิดกั้นการขนส่งอาหารเข้าสู่พื้นที่ฝ่ายตรงข้าม
สหภาพแพทย์ซูดานประเมินในเดือนมกราคม 2568 ว่า มีเด็กเสียชีวิตจากภาวะทุพโภชนาการจำนวน 522,000 คน
กาซา: ข้อมูลร่วมจาก FAO/UNICEF/WHO/WFP เมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อนชี้ว่า ผู้คนมาก 640,000 คนในกาซาตกอยู่ในภาวะทุพภิกขภัยระดับรุนแงขั้น “หายนะ” และอีก 1.14 ล้านคนจะอยู่ในระดับฉุกเฉิน
ระหว่างสงครามอิสราเอล-ฮามาสงยาวนานมากกว่า 2 ปี ผู้คนในกาซาตกอยู่ในวิกฤตมนุษยธรรมรุนแรง ซึ่งเป็นส่วนผสมของทั้งความอดอยาก การต้องพลัดถิ่น ความยากไร้ และต้องเสียชีวิตจากสาเหตุการตายที่แท้จริงป้องกันได้ พวกเขาถูกกีดกันจากการเช้าถึอาหาร น้ำ ความช่วยเหลือทางการแพทย์ การสนับสนุนภาคเกษตร ปศุสัตว์ และประมง ตลอดจนการล่มสลายของระบบสาธารณสุข สุขาภิบาล และตลาด ได้ผลักดันประชาชนเข้าสู่ภาวะอดอยาก
พื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 98% ในฉนวนกาซาได้รับความเสียหายหรือไม่สามารถเข้าถึงได้ ภาคการเกษตรและการผลิตอาหารท้องถิ่นถูกทำลายอย่างหนัก ประชาชนเกือบ 90% ถูกบังคับให้พลัดถิ่นหลายครั้ง เงินสดขาดแคลนอย่างรุนแรง รถบรรทุกของสหประชาชาติส่วนใหญ่ถูกปล้นสะดม ราคาสูงลิ่ว และขาดแคลนเชื้อเพลิง น้ำ ยา และเวชภัณฑ์
เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 เพียงเดือนเดียว มีเด็กมากกว่า 12,000 คนถูกระบุว่า มีภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลัน ซึ่งเป็นตัวเลขรายเดือนสูงสุดเท่าที่เคยมีมา และจากการวิเคราะห์ IPC เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 คาดว่า จำนวนเด็กที่จะมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากภาวะทุพโภชนาการอย่างรุนแรงจะเพิ่มขึ้นสามเท่าภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2026 คือ จาก 14,100 คนเป็น 43,400 คน
อีกสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดความหิวโหยมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วโลกคือ สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง อันเป็นปัจจัยกระตุ้นภัยธรรมชาติให้เกิดบ่อยครั้ง และรุนแรงมากขึ้นในหลายพื้นที่ ภัยธรรมชาติอย่างภัยแล้ง น้ำท่วม คลื่นความร้อนรบกวนการทำเกษตรกรรม และยังบีบให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยอพยพหนีจากภัยและควาหิวโหย อาทิ โซมาเลีย ซึ่งเผชิญภัยแล้ง 5 ปีติดต่อกัน ซูดานใต้ที่มีน้ำท่วมใหญ่ในปี 2562 และมาดาร์กัสการ์ที่มีภัยแล้งช่วงปี 2563-64
และสาเหตุอีกข้อที่พบได้บ่อยคือ ความไม่มีเสถียรภาพทางเศษฐกิจ อาทิ เวเนซุเอลา ที่เผชิญวิกฤตเงินเฟ้อยาวนานกว่าทศวรรษ ทำให้อาหารขาดแคลนเป็นวงกว้าง และซิมบับเว ที่การปฏิรูปรัฐบาลนำมาสู่ผลผลิตทางการเกษตตกต่ำ ทั้งยังมีเงินเฟ้อมาเสริม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ความหิวโหยบางส่วนทั่วโลกได้รับการบรรเทาจากการทำงานของโครงการอาหารโลก หรือ WFP ซึ่งดำเนินงานอยู่ในกว่า 120 ประเทศและดินแดนทั่วโลก ด้วยการจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้า สนับสนุนอาหารในยามฉุกเฉิน และสร้างการพัฒนาระยะยาว
การทำงานระงับความหิวโหยต้องได้รับการสนับสนุน หนึ่งในนั้นคือการสนับสนุนจากบุคคลทั่วไปหรือภาคเอกชน ผ่านการบริจาคด้วยความสมัครใจ ดังนั้นการประชาสัมพันธ์จึงเป็นหนึ่งในกลไกที่จะช่วยให้สาธารณชนรับรู้ถึงสถานการณ์ความอดอยากในพื้นที่ต่าง ๆ และแนวทางการช่วยเหลือ หนึ่งในนั้นคือการมี Goodwill Ambassador หรือทูตสันถวไมตรี
WFP จะเชิญบุคคลที่มีชื่อเสียงมาร่วมงานและสนับสนุนโดยสมัครใจในฐานะทูตสันถวไมตรี เพื่อช่วยดึงความสนใจของสาธารณชนต่อปัญหาความหิวโหยทั่วโลก เชฟวิลเมนท์ ลีออง (Willment Leong) คือหนึ่งในนั้น
วิลเมนท์ ลีออง คือเชฟชาวสิงคโปร์ที่ทำงานในไทย ผู้ก่อตั้งสถาบัน Thailand Culinary Academy ทั้งยังเป็นพิธีกรในรายการทำอาหารของไทยหลายรายการ เขาเป็นที่รู้จักทั้งในไทยและระดับภูมิภาค และเมื่อเดือนธันวาคม 2568 เชฟวิลเมนท์ได้รับตำแหน่งทูตสันถวไมตรีของ WFP
นอกจากเป็นเชฟมีชื่อเสียง เชฟวิลเมนท์ยังเป็นเชฟที่ใส่ใจกับปัญหาความหิวโหย และถือเอาการขจัดความหิวโหยเป็นพันธกิจที่เขาต่อสู้มานานหลายทศวรรษ หากจะถามว่าเริ่มต้นได้อย่างไร คงต้องย้อนไปถึงปี 2544 เมื่อครั้งที่เชฟวิลเมนท์ทำงานอยู่ในกัมพูชา
เชฟวิลเมนท์และเพื่อนเชฟไปถึงร้านอาหารร้านหนึ่ง สั่งอาหารมากมาย เพราะการลองชิมอาหารรสเลิศชาติต่าง ๆ ย่อมเป็นสิ่งที่คนทำงานกับอาหารให้ความสนใจ บนโต๊ะของพวกเขามีอาหารเหลือ และยังไม่ทันลับสายตา เชฟเห็นเด็กที่นั่งจ้องพวกเขากินอาหารก่อนหน้า หยิบฉวยเศษอาหารที่เหลือเหล่านั้นไป
“พวกเขาเททุกอย่างใส่ถุงพลาสติกที่เตรียมมาแล้ว ทั้งซอส ข้าว กระดูก ปลา อะไรก็ตามที่มี แม้แต่หัวปลาก็เอาไปด้วย [...] เราก็เลยตัดสินใจตามพวกเขาไป จนเห็นพวกเขามาถึงบ้านเล็ก ๆ เล็กมาก ทำจากหนังสือพิมพ์และกระดาษลัง พวกเขาเทอาหารทั้งหมดลงบนพื้น ซึ่งค่อนข้างสกปรก แล้วพ่อกับแม่ก็ออกมา แล้วกินอาหารพวกนั้นด้วยกัน” เชฟอธิบายถึงเหตุการณ์เมื่อ 26 ปีก่อน
“ทำให้ผมในฐานะคนสิงคโปร์ที่อาศัยอยู่และทำงานในกัมพูชาตกใจมาก ทำไมคนถึงต้องลำบากกันขนาดนี้ ในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร” เขากล่าวต่อ
เชฟกล่าวว่า ในฐานะคนรักอาหาร และทำงานกับอาหารมานาน ธรรมชาติของเขาคือการเสิร์ฟอาหารให้คนอิ่ม ดังนั้นการเห็นคนต้องทุกข์ทรมานจากความหิวจึงผลักดันให้เชฟวิลเมนท์เริ่มทำงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยมีอาหารเป็นศูนย์กลาง
เชฟวิลเมนท์เป็นประธานโครงการ World Chefs Without Borders ทำงานร่วมกับเชฟที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ระดมทุน เสิร์ฟอาหารหลายหมื่นมื้อระหว่างช่วงวิกฤต และเป็นผู้นำจัดกิจกรรม Chef Social Responsibility มากกว่าหนึ่งร้อยครั้งใน 28 ประเทศ มีหลักการคือให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การทำให้ท้องอิ่ม และโภชนาการตามลำดับ และใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นอีกทาง ซึ่งเป็นแนวทางที่ WFP ทำเช่นกัน
ราวปี 2561 ระหว่างการทำงานกับ World Chefs Without Borders ในเมียนมา เชฟเดินทางล่องเรือไปตามแม่น้ำกับเพื่อนเชฟที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เสิร์ฟอาหารให้กับชุมชนที่เผชิญความอดอยาก และเขาได้พบกับเหตุการณ์ที่ตอกย้ำอีกครั้งว่า ปัญหายังไม่หายไป
“ในหมู่บ้านหนึ่ง ผมเห็นเด็ก 3 คนรอให้คนอื่นกินเสร็จ แล้วถึงค่อยเก็บเศษอาหารเหลือไปกินต่อ ผมตกใจมากอีกครั้ง เพราะมันก็ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว [จากเหตุการณ์ในกัมพูชา] ทำไมบางประเทศยังต้องเผชิญปัญหาแบบนี้อยู่อีก” เชฟกล่าว
เมียนมา กัมพูชา และเนปาล เป็น 3 ประเทศที่เชฟวิลเมนท์ ในฐานะผู้เดินทางมอบความช่วยเหลือด้านอาหารทั่วเอเชียชี้ว่า เป็นประเทศที่เผชิญวิกฤตด้านความมั่นคงทางอาหารมากที่สุด
“เราทุกคนไม่ว่าจะเชื้อชาติใด สมควรได้รับมื้ออาหารที่เหมาะสม” เชฟกล่าว
ประเทศไทยเอง แม้จะเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ แต่ก็ยังมีความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและโภชนาการ อย่างไรก็ตาม เชฟวิลเมนท์ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยและคนไทยสามารถเป็นแรงสนับสนุน ช่วย WFP ต่อสู้กับความอดอยากของโลกได้
เชฟวิลเมนท์สะท้อนว่า เมื่อโลกเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งและวิกฤตสภาพอากาศที่ล้วนทำให้ปัญหาความหิวโหยทวีความรุนแรง หลายพื้นที่เปราะบางจึงต้องการความช่วยเหลือจากประเทศที่มีความพร้อมกว่า และไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพมากในการช่วยเหลือเพื่อนร่วมภูมิภาค
“ประเทศไทยมีขีดความสามารถที่จะช่วยเหลือโลกในระดับสากลได้อย่างสบาย ๆ มันติดอยู่แค่ว่าคนไทยอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจวิธีการที่จะออกไปช่วยเหลือโลกเท่านั้น ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในเอเชีย” เชฟกล่าว
เชฟวิลเมนท์กล่าวว่า ประเทศไทยและคนไทยมีความชอบช่วยเหลือเป็นพื้นฐาน และช่วยอำนวยความสะดวกให้กับสหประชาชาติและ WFP มาเสมอ
“ผมยังสังเกตเห็นว่า เวลาเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติในประเทศอื่น ประเทศไทยก็บริจาคช่วยเหลือพวกเขาใช่ไหมครับ? [...] ดังนั้นไทยมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำในการเริ่มต้นช่วยเหลือและแบ่งปันในภูมิภาคของเรา ไม่ใช่แค่ในประเทศอย่างเดียว” เขากล่าว
การบริจาคและส่งความช่วยเหลือให้ประเทศอื่น เป็นการสร้างความมั่นคงให้ชาติด้วย เพราะเราไม่สามารถมีชาติที่มั่นคงได้ หากชาติรอบข้างไม่มั่นคง “เราปลอดภัยได้เท่ากับเพื่อนบ้านของเราปลอดภัย” เชฟวิลเมนท์กล่าว
“บางคนอาจคิดว่าทำไมต้องช่วยประเทศอื่น ในเมื่อคนไทยด้วยกันยังต้องการความช่วยเหลือ แต่ผมว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปแล้วครับ [...] ถ้าคนในประเทศอื่นทุกข์ทรมาน บางวันมันอาจส่งผลกระทบมาถึงไทย ดังนั้นถ้าเราเริ่มช่วยในระดับภูมิภาคอย่างเอเชียให้แข็งแกร่ง เราก็จะแข็งแกร่งไปด้วย ถ้าเราเห็นปัญหารอบข้างแล้วไม่ช่วย วันหนึ่งปัญหานั้นอาจลุกลามมาถึงประเทศเราก็ได้” เชฟวิลเมนท์บอก และย้ำว่า ปัจจุบันไทยทำหน้าที่ได้ดีมากอยู่แล้ว
เชฟกล่าวว่า ในฐานะปัจเจกสามารถเริ่มจากสิ่งง่าย ๆ อย่างการบริจาคเงินเล็กน้อยเพื่อสมทบทุน หรือการแชร์ข้อมูลของ WFP ไม่ว่าจะเป็นบทความ ข่าว หรือวิดีโอสั้น เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้คนรอบข้าง
สำหรับภาคธุรกิจ เชฟชี้ว่า การทำ CSR อย่างชาญฉลาดและก่อประโยชน์กับสังคมจริง ๆ เป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้บริษัทเติบโตอย่างแข็งแรง
“การที่คุณจะอยู่รอดได้ในโลกนี้และอยากให้บริษัทมีกำไรมากขึ้น คุณต้องช่วยคนที่ขาดแคลน ช่วยเหลือพวกเขา เมื่อพวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น มีความต้องการพื้นฐานด้านอาหารที่มั่นคงแล้ว ในอนาคตพวกเขาก็จะกลับมาเป็นลูกค้าของคุณ ถูกไหมครับ?” เชฟกล่าว
เขาจึงเรียกร้องให้ “ใครก็ตามที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร” ใส่ใจเรื่องการบรรเทาความหิวโหยมากขึ้น
“ไม่ว่าจะเป็นเชฟ ผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้ให้บริการด้านอาหาร โมเดิร์นเทรด ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือซัพพลายเออร์ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ผมคิดว่าเป็นความรับผิดชอบของพวกเขาที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้คนจะมีอาหารกินเพียงพอ เพราะในเมื่อเราทำมาหากินและได้เงินจากอาหาร เราก็ควรตอบแทนคืนสู่สังคมผ่านเรื่องอาหารด้วยเช่นกันครับ” เชฟวิลเมนท์กล่าว
“[...] แต่ถ้าคุณคิดแต่จะหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองโดยไม่แบ่งปันให้ผู้ที่ด้อยโอกาสเลย ฐานลูกค้าของคุณก็จะเล็กลงเรื่อย ๆ เพราะพวกเขาไม่มีกำลังซื้อ ซึ่งมันไม่ยั่งยืน ดังนั้นเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ คุณต้องช่วยเหลือทุกคนอย่างเหมาะสม ผมไม่ได้ขอให้คุณเอาเงินกำไรทั้งหมดมาช่วยคนยากไร้ แต่ขอให้ใช้งบประมาณด้าน CSR ของบริษัทอย่างชาญฉลาด บริจาคให้กับองค์กรที่ถูกต้อง อย่าไปบริจาคผิดที่” เขาย้ำ
เชฟกล่าวว่า การบริจาคสนับสนุนไม่จำเป็นต้องบริจาคให้ WFP เท่านั้น แต่ทั้งภาคธุรกิจและปัจเจกบุคคลสามารถเลือกบริจาคให้องค์กรที่เหมาะสมได้
“สุดท้าย ผมอยากสนับสนุนให้คนไทยมองเรื่องวิกฤตอาหารให้มากขึ้น เราอยู่ในประเทศที่ค่อนข้างมั่นคง ภาคเกษตรแข็งแรง หลายคนมีชีวิตที่ดี แต่ถ้าเพื่อนบ้านของเรามีปัญหา วันหนึ่งเราอาจได้รับผลกระทบเช่นกัน” เขากล่าวปิด