
สหรัฐฯ เปิดน่านฟ้า เตรียมเที่ยวบินตรงลงเวเนซุเอลา พร้อมกันนั้นรัฐสภาเวเนซุเอลาได้ผ่านร่างกฎหมายไฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีเนื้อหาอนุญาตให้เอกชนต่างชาติเข้ามาผลิตและขายน้ำมันของประเทศได้
ทรัมป์สร้างความชอบธรรมจากการโค่นล้มนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเผด็จการที่พาเวเนซุเอลาตกอยู่ในห้วงวิกฤตเศรษฐกิจนานนับทศวรรษ และอ้างว่า มาดูโรมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายา ความชอบธรรมอีกข้อที่ทรัมป์อ้างคือ บริษัทของสหรัฐฯ อยู่ในฐานะที่จะทำเงินได้มหาศาลนับพันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศได้
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอาจไม่ใช่แง่มุมที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้นี้คำนึงถึงมากนัก เพราะอย่างที่รู้กันดี ทรัมป์มีความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมน้อยมาก ดังจะเห็นได้จากการถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงปารีส และข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ
พื้นที่มากกว่าครึ่งของเวเนซุเอลาคือพื้นที่ป่าไม้ บางส่วนปกคลุมลุ่มแม่น้ำแอมะซอนอยู่ ทั้งยังมีทุ่งหญ้า พื้นที่ชุ่มน้ำ และแนวชายฝั่งทะเลแคริบเบียนยาวหลายพันกิโลเมตร นอกจากนี้ ลึกลงไปใต้ผิวดิน เวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้วประมาณ 3 แสนล้านบาร์เรล นับว่าเป็นแหล่งน้ำมันสำรองที่มากที่สุดในโลก
ที่ผ่านมาระบบนิเวศอันหลากหลายนี้อยู่ภายใต้ความตึงเครียดอยู่แล้วภายใต้รัฐบาลของมาดูโร ทั้งการบริหารการเงินที่ผิดพลาดของมาดูโร การคอร์รัปชัน และแรงงานที่ขาดการฝึกฝน ทำให้ท่อน้ำมันและโรงกลั่นอยู่ในสภาพทรุดโทรมตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
ผลก็คือ มีเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลอย่างน้อย 65 ครั้งใน 8 รัฐ ตามข้อมูลของหน่วยงานเฝ้าระวังนิเวศวิทยาการเมืองของเวเนซุเอลา นอกจากนี้ ยังมีบันทึกเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ 8 ครั้งที่โรงงานที่บริหารโดย PDVSA ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของรัฐ ในทะเลสาบมาราไกโบ ณ บริเวณปากแม่น้ำกร่อยขนาดใหญ่ในรัฐซูเลีย
น้ำมันรั่วไหลบ่อยจนหลายคนเรียกแหล่งน้ำธรรมชาตินี้ว่า “บ่อน้ำมันดี ๆ” เท่านั้นเอง
จริงอยู่ที่ทรัมป์อาสาจะเข้าไปปรับปรุงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันที่ทรุดโทรมนี้ แต่เหล่านักวิจารณ์เตือนว่า การแทรกแซงจากต่างชาติอาจทำให้ความเสียหายรุนแรงขึ้น
นอกจากการผลิตน้ำมัน สิ่งแวดล้อมในเวเนซุเอลายังเปราะบางจากการทำเหมืองแร่ อย่างการสกัดทองคำ โคลแทน แคสซิเทอไรต์ และแร่อื่น ๆ ที่ต้องนำเอาโครงสร้างต่าง ๆ รุกเข้าพื้นที่ป่า อย่างเครื่องสูบน้ำ ถนน และเครื่องจักรหนัก รวมถึงคนงานที่ต้องการที่พัก คลินิก และอาหาร
ภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็นการตัดไม้ทำลายป่าจากการทำเหมืองทองผิดกฎหมายภายในพื้นที่คุ้มครอง เช่น อุทยานแห่งชาติ Canaima และอุทยานแห่งชาติ Yapacana รวมถึงบนยอดเขาเทปุย (Tepui) ของ Yapacana แม้ว่ายอดเขาเหล่านี้จะถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนพื้นเมืองก็ตาม
ภายใต้การปกครองของมาดูโร การตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมแทบไม่มีอยู่จริง เช่นเดียวกันกับการเคารพความเชื่อของชนพื้นเมือง
บริเวณที่พบแหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลานั้นคือ แถบน้ำมันโอริโนโก (Orinoco Oil Belt) ซึ่งทอดยาวกว่า 50,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 4 รัฐที่ประกอบไปด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำและทุ่งหญ้า ผู้เชี่ยวชาญให้สัมภาษณ์กับ Mongabay (แต่ไม่ขอเปิดเผยตัวตนด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย) ว่า โครงสร้างพื้นฐานเดิมที่เปราะบางอาจไม่สามารถรองรับการผลิตน้ำมันเพิ่มได้ มีความเสี่ยงที่จะแตกหัก รั่วไหล และปล่อยก๊าซที่เป็นอันตรายสู่อากาศ
ไม่ต้องพูดถึงโครงสร้างน้ำมันอันแตกเปราะของเวเนซุเอลา เพราะประเทศอื่น ๆ ในละตินอเมริกา แม้จะมีโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบที่ค่อนข้างเข้มแข็ง ก็ยังเผชิญกับปัญหาน้ำมันรั่วไหล
ระหว่างปี 2012 ถึง 2022 มีการรั่วไหลมากกว่า 3,000 ครั้งในเขตแอมะซอนครอบคลุมโบลิเวีย เปรู โคลอมเบีย และเอกวาดอร์ ตามการสืบสวนของ Mongabay พบว่า อย่างน้อย 109 ครั้งในจำนวนนั้นเกิดขึ้นทับซ้อนกับพื้นที่คุ้มครอง
เอดูอาร์โด เคลน ศาสตราจารย์ด้านนิเวศวิทยาทางทะเลจากมหาวิทยาลัย Simón Bolívar ในคารากัส กล่าวกับ Mongabay ว่า การลงทุนน้ำมันจากสหรัฐฯ ต้องคำนึงถึงผลด้านสิ่งแวดล้อมด้วย
“ทุกการปฏิบัติการด้านน้ำมันมีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม” เคลนกล่าว “ประเด็นคือคุณต้องรู้วิธีจัดการกับความเสี่ยงนั้น”
“หากความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมไม่ถูกนำมาพิจารณาในกระบวนการนี้ เราอาจกำลังเผชิญกับหายนะทางสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นในระดับที่ใหญ่มาก” เขากล่าว
ทรัมป์ส่งสัญญาณให้โลกรู้ว่า เขาพร้อมพาบริษัทสหรัฐฯ ไปลงทุนปลุกปั้นอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลาอย่างเต็มที่ แต่ในทางกลับกัน ท่าทีของบริษัทพลังงานบางแห่งยังคงมีความกังขา
ในการประชุมกับประธานาธิบดีทรัมป์ในเดือนนี้ ดาร์เรน วูดส์ ซีอีโอของ ExxonMobil ถึงกับเรียกเวเนซุเอลาว่า “ไม่น่าลงทุน” โดยอ้างถึงกฎระเบียบและความปลอดภัยที่อ่อนแอ
ผู้สังเกตการณ์บางรายชี้ว่า สภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของเวเนซุเอลานั้นเสื่อมโทรม จนอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการซ่อมแซมจนถึงจุดที่การลงทุนจากภายนอกจะมีความคุ้มค่า และต้องการการปรับปรุงกฎหมายที่กำกับการสกัดทรัพยากรเพิ่มเติม
ด้านอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ฮาวเวิร์ด ลุตนิค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า แม้จะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่สูงมาก แต่ก็อยู่ในสภาพที่ “ขึ้นสนิม” และประธานาธิบดีทรัมป์กำลังจะไป “ซ่อมแซมและนำมันกลับมา”
อีกความท้าทายข้อใหญ่คือ การปรากฏตัวของกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ เช่น กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติ (ELN) และกลุ่มผู้แปรพักตร์จากกองกำลังติดอาวุธปฏิวัติแห่งโคลอมเบีย (FARC) กลุ่มกองโจรเหล่านี้ควบคุมการเข้าถึงพื้นที่เหมือง และละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่เป็นประจำ
ตามการสืบสวนของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ พวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมหลายประเภท รวมถึงการทรมานและสังหารคนพื้นเมือง
แบรม เอบัส ที่ปรึกษาของ International Crisis Group และผู้ก่อตั้ง Amazon Underworld ซึ่งเป็นโครงการวารสารศาสตร์เชิงสืบสวน กล่าวถึงบทบาทของกลุ่มติดอาวุธนอกกฎหมายเหล่านี้ว่า
“กลุ่ม ELN จะพยายามปกป้องผลประโยชน์ในการทำเหมืองของพวกเขาอย่างแน่นอน และพวกเขารู้วิธีการทำสงครามในพื้นที่ป่าเป็นอย่างดี รวมถึงการใช้ชุมชนท้องถิ่นเป็นโล่มนุษย์” เขากล่าว
ด้วยสภาพอย่างที่กล่าวไป บริษัทเอกชนต่างชาติมีแนวโน้มต้องรอการปรับปรุงทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและนิติธรรมเสียก่อน เพราะหากเริ่มลงทุนทันที พวกเขาอาต้องอยู่ร่วมกับอาชญากรรม และความรุนแรงที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
เอบัสกล่าวว่า วิธีการที่เป็นไปได้มากกว่าคือ บริษัทต่าง ๆ ดำเนินการที่ปลายทางของห่วงโซ่ทรัพยากร โดยการรับซื้อแร่จากปฏิบัติการทำเหมืองของรัฐ ซึ่งก็นับเป็นการทำกำไรจากการเพิกเฉยต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมและการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ที่มา: Mongabay