
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในเบื้องต้น ได้ส่งผลกระทบแล้วอย่างน้อย 2 ช่องทาง คือ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจาก supply ที่ตึงตัว และค่าระวางการขนส่งสินค้าทางเรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และยังมีผลต่อเนื่องถึงการขนส่งผ่านช่องแคบบับเอลเมนเดบที่ต่อกับทะเลแดง ซึ่งเป็นอีกเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าของภูมิภาคตะวันออกกลาง
ข้อมูลจากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบ ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงหลักของตลาดน้ำมันดิบในตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะ 140 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ภายในเดือนพฤษภาคม 2569 ก่อนที่จะทยอยลดลงในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือปรับตัวขึ้น 32% จากปีก่อนหน้า (YoY)
ในปี 2568 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงถึง 60% (ที่มา: Trade Map) และส่วนใหญ่นำน้ำมันดิบเหล่านั้นมากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ดังนั้น ราคาน้ำมันดิบดูไบที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ย่อมส่งผลให้ราคาขายหน้าโรงกลั่นและราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนของภาคธุรกิจของไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่มีต้นทุนน้ำมันในสัดส่วนที่สูง รวมทั้งทำให้ค่าครองชีพของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า
ด้านการขนส่งทางทะเลและค่าระวางเรือ นอกจากการขนส่งสินค้าทางทะเลที่หยุดชะงักจากความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ยังมีผลต่อเนื่องถึงการขนส่งผ่านช่องแคบบับเอลเมนเดบที่ต่อกับทะเลแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าของภูมิภาคตะวันออกกลาง
สำหรับไทย การขนส่งสินค้าทางทะเลจากไทยไปยังปลายทางสำคัญส่วนใหญ่ยังสามารถขนส่งได้ ยกเว้นเส้นทาง Thailand-Jebel Ali (Dubai) ที่สายเรือส่วนใหญ่ได้ระงับการให้บริการ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569
การขนส่งสินค้าทางทะเลในบางเส้นทางเริ่มเห็นผลกระทบจากค่าระวางเรือที่ปรับตัวขึ้นแล้ว เช่น ค่าระวางเรือจากไทยไปยังยุโรปที่มีการปรับขึ้นกว่า 24% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดความไม่สงบ เนื่องจากสายเรือส่วนใหญ่เลี่ยงแล่นผ่านทะเลแดง โดยอ้อมแหลมกู๊ดโฮ้ปที่ใช้เวลาและเชื้อเพลิงมากขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือไทยไปยังสหรัฐฯ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่ปรับขึ้นราว 4-7%
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย ประเมินว่า หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการสู้รบมีแนวโน้มกินระยะเวลา 3 เดือน (ถึงพฤษภาคม 2569) จะกระทบต่อธุรกิจไทยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
Krungthai COMPASS ระบุว่า ในปลายเดือนมีนาคม 2569 มีสัญญาณขาดแคลนวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตเม็ดพลาสติก เนื่องจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานในตะวันออกกลางหยุดชะงัก ทำให้ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบแนฟทามาผลิตเม็ดพลาสติกได้ ส่งผลให้โรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นบางแห่งในไทยต้องหยุดการผลิตชั่วคราว โดยเฉพาะผู้ผลิตเม็ดพลาสติกที่พึ่งพาการนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ซึ่งต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
Krungthai COMPASS คาดว่า ผลกระทบจากการขาดแคลนแนฟทาซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเม็ดพลาสติกจะเริ่มเห็นชัดในเดือนเมษายน 2569 โดยประเมินว่า หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซนาน 3 เดือน (ถึงพฤษภาคม) มีความเสี่ยงที่จะมีการปิดโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณเอทิลีน (Ethylene) และโพรพิลีน (Propylene) หายไปจากระบบอย่างน้อยราว 1.2 ล้านตัน หรือประมาณ 13.8% ของกำลังการผลิตทั้งหมดของไทย โดยความเสี่ยงจะมากเป็นพิเศษในกลุ่มผู้ผลิตที่พึ่งพาการนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางเป็นหลัก และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงวัตถุดิบ เนื่องจากสต็อกวัตถุดิบมีแนวโน้มไม่เพียงพอต่อการผลิต
สำหรับบริษัทปิโตรเคมีที่มีโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ รวมถึงใช้น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเป็นหลักยังมีแนวโน้มดำเนินการผลิตได้ตามปกติ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 40-50% ของการผลิตแนฟทาทั้งหมดของไทย อย่างไรก็ตาม ยังคงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
Krungthai COMPASS ระบุว่า การขาดแคลนวัตถุดิบแนฟทาในการผลิตเม็ดพลาสติกส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งมีปริมาณการใช้เม็ดพลาสติกราว 2.4 ล้านตัน หรือราว 40% ของการใช้เม็ดพลาสติกภายในประเทศ
ผลกระทบจากการขาดแคลนเม็ดพลาสติกจะถูกส่งผ่านไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงอุตสาหกรรมการแพทย์ (เช่น กระบอกเข็มฉีดยา สายน้ำเกลือ)
นอกจากนี้ Krungthai COMPASS คาดว่า สงครามในตะวันออกกลางจะเป็นปัจจัยที่กดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้นของผู้ประกอบการในธุรกิจผลิตเม็ดพลาสติกของไทย แม้ว่าราคาเม็ดพลาสติกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่อาจปรับขึ้นได้ไม่มากนัก เนื่องจากความต้องการใช้เม็ดพลาสติกมีแนวโน้มลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า เช่น จีน และอาเซียน ประกอบกับยังมีปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (overcapacity) ในจีน โดยคาดว่าราคาเม็ดพลาสติก PE, PP และ PET เฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ราว 1,082 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นราว 14%YoY
อย่างไรก็ตาม ราคาแนฟทาซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเม็ดพลาสติกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 34%YoY จึงอาจกดดันให้ส่วนต่างระหว่างราคาเม็ดพลาสติกและราคาแนฟทา (Spread) เฉลี่ยในปี 2569 มีแนวโน้มแคบลงมาอยู่ที่ราว 280 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือลดลงราว -20%YoY ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 (ปี 2560-2562) ซึ่งอยู่ที่ราว 560 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่งผลลบต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการ
ขณะที่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาจได้รับผลกระทบด้านต้นทุนจากราคาเม็ดพลาสติกที่เพิ่มขึ้น (เม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบหลักคิดเป็นสัดส่วนราว 60-70% ของต้นทุนรวม) ทำให้เมื่อราคาเม็ดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้น ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยว่า ผู้ประกอบการ SMEs ในกลุ่มพลาสติกและบรรจุภัณฑ์กว่า 98.8% กำลังเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยราคาเม็ดพลาสติก PP และฟิล์มบรรจุภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และส่งผ่านไปยังราคาบรรจุภัณฑ์ปลายทางราว 10-20%
อีกทั้งจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตในอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้เม็ดพลาสติกเช่นเดียวกัน เช่น อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งมีปริมาณการใช้เม็ดพลาสติกราว 0.93, 0.87 และ 0.36 ล้านตัน หรือราว 16%, 15% และ 6% ของการใช้เม็ดพลาสติกภายในประเทศ ตามลำดับ