
แนวทางโภชนาการสำหรับชาวอเมริกัน หรือ DGA ตัวใหม่ ซึ่งเผยแพร่ในลักษณะของพิระมิดอาหาร กำลังกลายเป็นที่ถกเถียง โดยการเผยแพร่ครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้การนำกระทรวงสาธารณสุขของโรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี
ในพิระมิดวางโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์มาก่อน รวมถึงชีสและเนื้อแดงที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ก่อนจะตามมาด้วยโปรตีนจากพืช ซึ่งก่อให้เกิดการถกเถียงกันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
พิระมิดอาหารแบบใหม่นี้เป็นไปตามที่โรเบิร์ต เคนเนดีได้ส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ว่า เขาจะแนะนำให้เพิ่มไขมันอิ่มตัวลงไปในมื้ออาหารของชาวอเมริกัน อันเป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวที่เรียกว่า “Make America healthy again” หรือ MAHA ซึ่งเป็นขบวนการด้านสุขภาพที่เน้นการแก้ปัญหาโรคเรื้อรังด้วยการปรับปรุงโภชนาการ ลดอาหารแปรรูปและสารพิษ รวมถึงส่งเสริมวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ
ดร.เชอริล แอนเดอร์สัน สมาชิกคณะกรรมการสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน และศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซานดิเอโก เปิดเผยว่า เธอรู้สึกโกรธมากตอนที่ได้อ่านแนวทางดังกล่าว เพราะมองว่ามันมากเกินที่ควรจะเป็น
ทั้งนี้ DGA จะได้รับการเผยแพร่ภายในหกเดือน หลังจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้รับรายงานจากคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านแนวทางโภชนาการ ซึ่งถ้ายึดตามกรอบเวลาดังกล่าว แนวทางเหล่านี้ควรจะถูกประกาศออกมาตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา
แอนเดอร์สันระบุว่า เธอพอใจที่เห็นว่าเนื้อหาบางส่วนยังคงสอดคล้องกับรายงานของคณะกรรมการ DGA โดยเฉพาะการเน้นให้บริโภค “อาหารสด” ลดการบริโภคอาหารแปรรูป และลดปริมาณน้ำตาลที่เติมเพิ่มในอาหาร
อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่า เริ่มรู้สึกกังวลเมื่อเห็นภาพกราฟิกพีระมิดอาหาร ซึ่งแสดงภาพชิ้นเนื้อและชีสในตำแหน่งที่สูงกว่า มีขนาดใหญ่กว่า และโดดเด่นกว่าภาพแหล่งโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วต่าง ๆ อย่างชัดเจน
แอนเดอร์สันชี้ว่า ภาพดังกล่าวขัดแย้งกับแนวทางที่เขียนไว้ในเอกสารเกี่ยวกับการจำกัดไขมันอิ่มตัว พร้อมระบุว่า เธอคิดว่าเป็นความท้าทายมากที่เราจะควบคุมการบริโภคไขมันอิ่มตัวให้อยู่ไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับต่อวัน ดังนั้นสำหรับเธอแล้ว ข้อความที่ส่งออกมาครั้งนี้เป็นข้อความที่จะทำให้ชาวอเมริกันสับสน
ด้านโคลอี เวเตอร์แมน ผู้จัดการโครงการอาวุโสของ Friends of the Earth ซึ่งทำงานด้านอาหารกลางวันโรงเรียน มองว่า แนวทางดังกล่าวมีความขัดแย้งกันเองและขาดความชัดเจน โดยเธอเชื่อว่า ความสับสนดังกล่าวเกิดจากความพยายามที่จะ “เอาใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย” ทั้งนักวิชาการด้านสาธารณสุข และขบวนการ MAHA Movement
วอเตอร์แมน ระบุว่า แนวทางดังกล่าวขาดความชัดเจน เนื่องจากมีความขัดแย้งกันระหว่างเนื้อหาที่เขียนไว้กับภาพประกอบ อีกทั้งยังต่างจากแนวทางในอดีตที่มีความยาวหลายร้อยหน้า ขณะที่แนวทางฉบับใหม่นี้มีเพียง 10 หน้าเท่านั้น จึงแทบไม่มีพื้นที่เพียงพอที่จะอธิบายให้ชัดเจนได้มากนัก
วอเตอร์แมน ยังเสริมว่า การส่งเสริมการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่บริโภคเนื้อสัตว์มากที่สุดในโลก ระดับการบริโภคเนื้อสัตว์เช่นนี้ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อโลก เนื่องจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์เชิงอุตสาหกรรมใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล
เธออธิบายว่า เมื่อผู้คนได้รับพลังงานจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ย่อมมาพร้อมกับการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกอาหารสัตว์ รวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากตัวสัตว์เอง โดยเฉพาะเนื้อวัวและเนื้อแกะที่กระบวนการเลี้ยงก่อให้เกิดก๊าซมีเทนในระดับสูงมาก
วอเตอร์แมน ระบุเพิ่มเติมว่า ก๊าซมีเทนซึ่งเกิดจากมูล การเรอ และการผายลมของวัวและสัตว์อื่น ๆ มีศักยภาพในการทำให้โลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 80 เท่า