การเงิน

เก็บภาษีตลาดหุ้นทุบวอลุ่ม 40% FETCO รอคลังเคาะ ชี้หากเก็บต่างชาติหนีไทยแน่

7 ก.พ. 65
เก็บภาษีตลาดหุ้นทุบวอลุ่ม 40% FETCO รอคลังเคาะ ชี้หากเก็บต่างชาติหนีไทยแน่

สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ชี้ผลเก็บภาษีตลาดหุ้นทุบวอลุ่มหายแน่ 40% ส่งข้อมูลให้ รมว.คลังพิจารณาแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รอคลังเคาะ ชี้หากเก็บทำนักลงทุนต่างชาติหนีไทยแน่ เหตุทำต้นทุนเทรดพุ่ง 170% ลามกระทบเศรษฐกิจเพราะภาคธุรกิจระดมทุนไม่ได้

 

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าการเข้าพบกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอผลการศึกษาการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (Financial Transaction tax) ว่า FETCO ได้มีการเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อนำเสนอถึงผลการศึกษา ในด้านของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกรณีที่หากมีการจัดเก็บภาษี Financial Transaction tax

 

โดยจะกระทบต่อสภาพคล่องที่จะลดลงอย่างนัยสำคัญ โดยทางภาครัฐก็ได้รับฟัง รวมถึงยืนยันว่ายังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาศึกษาซึ่งยังคงต้องรอความชัดเจนจากกระทรวงการคลังอีกครั้ง

 


นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า จากผลการศึกษาดังกล่าว FETCO พบว่า มี 2 ประเด็นที่จะกระทบต่อมูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นไทย ประเด็นที่ 1.สภาพคล่องในตลาดทุนใน 2 ปีข้างหน้า มีโอกาสลดลงอย่างแน่นอน เนื่องจากการเริ่มทำนโยบายดึงสภาพคล่องออกจากระบบ (Quantitative Tightening:QT) ของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) หลังการปรับขึ้นดอกเบี้ยทั่วโลก หรือเข้าสู่ภาวะเข้มงวดมากขึ้น เห็นได้จากปี 2564 ที่มีมูลค่าการซื้อขาย (วอลุ่ม) เฉลี่ยอยู่ที่ 93,000 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่ปัจจุบันลดลงเหลือเฉลี่ย 60,000-80,000 ล้านบาทต่อวัน

 

ประเด็นที่ 2. หากมีการเก็บภาษีจากการขายหุ้นจะมีผลกระทบทำให้ต้นทุนในการลงทุนของนักลงทุนทุกประเภทสูงขึ้นอย่างนัยสำคัญ โดยประมาณการณ์ว่าจะสูงขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 70% หรือ 0.7 เท่า ขณะเดียวกันหากคิดเพียงนักลงทุนต่างประเทศ จะมีต้นทุนสูงขึ้นประมาณ 1.7 เท่า หรือ 170% อาจส่งผลทำให้นักลงทุนเหล่านี้ไม่เข้ามาลงทุนในประเทศ

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาทั้งหมดแล้วก็คาดว่าจะส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดทุนหดตัวราว 40% หรือมีวอลุ่มเทรดเหลือประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อวัน โดยคิดจากค่าเฉลี่ยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่มีวอลุ่มเทรดเฉลี่ย 80,000 ล้านบาทต่อวัน ก็จะทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจลดลง

 

อีกทั้งหากมองในระยะยาวตลาดหุ้นไทยก็ไม่ได้มีจุดขายมากนัก เมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ ซึ่งยังต้องมีการพัฒนา สร้างจุดขายกันอีกมากเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้ามา เช่น การดึงบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้มากขึ้น, ความจำเป็นที่จะมีการพัฒนาตราสารอีกหลายประเภท เป็นต้น หากไปเพิ่มต้นทุนในการลงทุน ให้กับผู้สร้างสภาพคล่อง ให้กับผู้เล่นในตลาด และทำให้สภาพคล่องหดหาย

 

สำหรับผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ภาคการระดมทุน หรือภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงที่จะเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นบ้านเรา เนื่องจากอาจจะได้เม็ดเงินไม่สูงเท่าที่ควรจะได้รับ และราคาหุ้นที่ดี เหมือนในช่วงที่มีสภาพคล่องสูง เพราะสภาพคล่องคือหัวใจของการลงทุน และการระดมทุน รวมถึงการพัฒนาตราสารใหม่ๆ ก็จะทำได้ยากขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อการแข่งขันในระยะยาว

 

พร้อมกันนี้มองว่าสิ่งที่ตลาดหุ้นจะช่วยได้มากที่สุด คือ การทำให้รัฐบาลเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หากสามารถรักษาสภาพคล่องเอาไว้ และช่วยกันเพิ่มสภาพคล่อง รวมถึงช่วยให้บริษัทเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กันมากขึ้น สุดท้ายแล้วประเทศชาติจะได้ประโยชน์ จากการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งมีปริมาณสูงกว่า Financial Transaction tax

 

ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปี 2565 ยังมั่นใจว่าปีนี้ผลงานจะดีกว่า (Outperfrom) เมื่อเทียบกับภาพรวม ตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากประเทศไทยในปีนี้มีโอกาสเติบโตจากภาคการท่องเที่ยว หลังจากเริ่มเปิด Test and Go ช่วงเดือนก.พ.นี้อีกครั้ง และตลาดหุ้นอื่นในประเทศพัฒนาแล้วก็ปรับขึ้นไปค่อนข้างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา FETCO ยังคงคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยไว้ที่ 1,800 จุด ซึ่งน่าจะเห็นได้ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ภายใต้เงื่อนไขนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น และสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยปีนี้ให้มีการเติบโตได้ 4%

 

รวมถึงหากนับตั้งแต่ช่วงเดือนธ.ค.64 ถึงปัจจุบันหรือประมาณกว่า 2 เดือน มีเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาแล้วประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ด้านเงินบาทเริ่มแข็งค่าขึ้นบ้าง สะท้อนให้เห็นว่าต่างชาติเริ่มเห็นตลาดหุ้นไทยเป็นหลุมหลบภัยที่ดี เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก

 

Relate Post

Spotlight