
ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางบรรยากาศสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่สามารถเจรจาสงบศึกกันได้จริง ภาวะน้ำมันราคาสูง-ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ และคำพยากรณ์ทางเศรษฐกิจที่เตือนว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจะทำให้การเติบโตหยุดชะงัก
ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นสำคัญของสหรัฐฯ ร่วงลงประมาณ 8% ในช่วงเดือนแรกของสงครามอิหร่าน (นับตั้งแต่เริ่มขัดแย้งวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จนถึงจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม) แต่หลังจากนั้น หุ้นก็ดีดตัวกลับขึ้นมาจนลบผลขาดทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มสงคราม โดยดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน ซึ่งสูงกว่าจุดต่ำสุดเมื่อสิ้นเดือนมีนาคมถึง 11% และเป็นการทำลายสถิติต่อเนื่องจากวันพุธที่ 15 เมษายนด้วย
ภาวะตลาดดังกล่าวนี้สร้างความประหลาดใจว่า เหตุใดตลาดหุ้นสหรัฐฯ จึงอึดถึกทน และฟื้นตัวได้เร็ว-แรงขนาดนี้ ทั้งที่ปัจจัยลบจากสงครามยังไม่ได้คลี่คลายจริง ทั้งการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงดำเนินอยู่ และข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่ดูเหมือนจะไม่มั่นคง-พร้อมล่มได้ทุกเมื่อ
นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ตลาดอธิบายว่า การที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นขึ้นแรงจนทำสถิติใหม่นี้ เหตุผลส่วนใหญ่เป็นเพราะตลาดหุ้นเป็นตัวชี้วัดสิ่งที่นักลงทุนคิดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต มากกว่าการประเมินสถานการณ์ในปัจจุบัน นักลงทุนกำลังมองข้ามความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่าเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราวที่จะคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว
“ตลาดหุ้นไม่ได้พยายามจะตีราคาตามสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ แต่มักจะพยายามตีราคาตามภาพที่โลกจะเป็นในอีก 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้า” โจ เซย์เดิล (Joe Seydl) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านตลาดจาก เจ.พี. มอร์แกน ไพรเวทแบงก์ (J.P. Morgan Private Bank) กล่าว
ด้านมาร์ก แซนดี (Mark Zandi) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของมูดี้ส์ (Moody’s) กล่าวว่า ตลาดมีความยืดหยุ่นและทนทานมากขณะที่เผชิญกับสถานการณ์สงคราม และกลับมาคึกคักอย่างมากด้วยความหวังว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข
นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นกำลังส่งสัญญาณว่าคนส่วนใหญ่ (ในตลาด) เชื่อว่าความตึงเครียดจะลดลง สงครามจะจบลงในระยะเวลาอันใกล้นี้ และการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับสู่ภาวะปกติ โดยเหตุผลหลักคือ นักลงทุนเชื่อว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จะยอมถอยหากความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจรุนแรงเกินไป ซึ่งทรัมป์ทำแบบนี้หลายครั้ง จนเกิดคำล้อเลียนว่า “Trump Always Chickens Out”
นักเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นตัวอย่างล่าสุด คือ การที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีศุลกากรอัตราสูงมากจากคู่ค้าของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2025 แต่ภายในไม่กี่วัน หลังจากดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงมากกว่า 12% ทรัมป์ก็ประกาศระงับการเก็บภาษีเป็นเวลา 90 วัน ส่งผลให้หุ้นพุ่งขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
โจ เซย์เดิล นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านตลาดจาก เจ.พี. มอร์แกน ไพรเวทแบงก์ กล่าวว่า นักลงทุนจำได้ว่าทรัมป์มักจะลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขาคว้าโอกาสจากข่าวเชิงบวกที่บ่งชี้ถึงความคืบหน้าในการเจรจาสงบศึก
นอกจากนั้น นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ช่วยหนุนให้ตลาดทนทานต่อสภาวะสงครามได้
มาร์ก แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของมูดี้ส์ชี้ว่า หนึ่งในปัจจัยที่พยุงและดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ คือ ความตื่นเต้นของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งมีมูลค่าเกือบครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้น S&P 500 ทั้งหมด
“หุ้นพวกนี้วิ่งด้วยแรงขับเคลื่อนของมันเองโดยไม่สนใจเรื่องอื่น รวมถึงเรื่องสงครามในอิหร่านด้วย ผมคิดว่าหุ้นคงตกหนักกว่านี้มากและฟื้นตัวยากกว่านี้ ถ้าไม่มีมุมมองที่มองโลกในแง่ดีสุด ๆ เกี่ยวกับเรื่อง AI” แซนดีกล่าว
ด้านเซย์เดิลกล่าวว่า ตอนนี้เราอยู่ในยุคเทคโนโลยีบูม และนักลงทุนมีแนวโน้มจะมองโลกในแง่ดีต่อไป จนกว่าพวกเขาจะคิดว่ารอบของเทคโนโลยีนี้จบลงแล้ว
เซย์เดิลมองว่า ในภาพกว้าง นักลงทุนในตลาดหุ้นกำลังเดิมพันกับการเติบโตของกำไรในอนาคตของบริษัท ซึ่งปัจจัยแวดล้อมผลประกอบการของบริษัทค่อนข้างแข็งแกร่ง ขณะที่แซนดีก็มองตรงกัน และยกตัวอย่างว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคดูเหมือนจะทรงตัว และบริษัทต่าง ๆ ได้รับแรงหนุนจากกำไรหลังหักภาษีจากร่างกฎหมาย ‘One Big Beautiful Bill Act’ ของพรรครีพับลิกัน ซึ่งทำให้การหักค่าใช้จ่ายจากการลงทุนล่วงหน้าทำได้ง่ายขึ้น และช่วยลดภาระภาษีของบริษัทลงได้
ถึงแม้จะมีปัจจัยหนุนให้ตลาดพุ่งขึ้น แต่นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่าสงครามอิหร่านจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจแน่นอน
“แม้จะมีข่าวล่าสุดเรื่องการหยุดยิงชั่วคราว แต่ความเสียหายบางอย่างได้เกิดขึ้นไปแล้ว และความเสี่ยงขาลงยังคงอยู่ในระดับสูง” ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส์ (Pierre-Olivier Gourinchas) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เขียนไว้เมื่อวันอังคารที่ 14 เมษายน และเขาเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจนำไปสู่ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจที่ฝังลึกและส่งผลกระทบไปทั่วโลก
แซนดีจากมูดี้ส์กล่าวว่า ต่อให้สงครามจบลงเร็วตามที่ตลาดคาดหวัง หุ้นก็ไม่น่าจะพุ่งสูงไปกว่านี้มากนัก จนกว่าจะชัดเจนว่าสหรัฐฯ ผ่านพ้นสงครามและผลกระทบทางเศรษฐกิจได้แล้วจริง ๆ
แซนดี้ส์เตือนว่า หากนักลงทุนคาดการณ์ผิด และประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ยอมถอยหรือไม่รีบพาสหรัฐฯ ออกจากสงคราม ตลาดหุ้นอาจเข้าสู่ภาวะ ‘ปรับฐาน’ (correction) อย่างเต็มรูปแบบหรืออาจจะแย่กว่านั้น
“ทุกคนคิดว่าตัวเองรู้บทเรียนและรู้ว่าเรื่องจะจบยังไง ตอนนี้ก็แค่รอให้เป็นไปตามนั้น ถ้าไม่เป็นไปตามคาด ตลาดจะมีปัญหาหนักแน่นอน” แซนดีกล่าว
เซย์เดิลเตือนว่า ความไม่แน่นอนนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ทำไมนักลงทุนทั่วไปที่หวังผลระยะยาวควรยึดมั่นในแผนการลงทุนของตัวเองและนิ่งเฉยต่อเสียงรบกวนระหว่างทาง
“การพยายามเดาจังหวะตลาดเป็นเรื่องที่ยากมาก หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับนักลงทุนทั่วไป มันจะดีกว่าถ้าเรามองภาพยาวและอดทนผ่านพ้นช่วงเวลาที่ตลาดผันผวนไปให้ได้” เซย์เดิลกล่าว
นอกจากนั้น มีข้อสังเกตที่น่าสนใจจากสองผู้เชี่ยวชาญในตลาดเกี่ยวกับปริมาณการซื้อขาย (volume) ที่ลดลง หน่ึงในนั้นคือ ทอม เอสเซย์ (Tom Essaye) ผู้ก่อตั้ง เซเวนส์ รีพอร์ต (Sevens Report) ที่เขียนไว้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน
“การทะยานขึ้นอย่างรุนแรงของ S&P 500 จากจุดต่ำสุดช่วงปลายเดือนมีนาคมนั้นน่าประทับใจมาก แต่มันขยับไปไกลเกินไปและเร็วเกินไปหรือไม่ ?” เขาตั้งคำถาม
ขณะเดียวกัน คริสเตียน เคอร์ (Kristian Kerr) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์มหภาคของ แอลพีแอล ไฟแนนเชียล (LPL Financial) เป็นอีกคนที่สนใจปริมาณการซื้อขายที่เบาบางลง
เคอร์ตั้งข้อสังเกตว่า ปริมาณการซื้อขายของ S&P 500 ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการปรับตัวสูงขึ้นของตลาดในรอบนี้ถูกผลักดันจากการปิดสถานะชอร์ตและการปรับพอร์ตแบบถูกบีบ มากกว่าจะมาจากการมีเงินลงทุนใหม่ที่ไหลเข้าตลาดจริง ๆ