
ความกังวลต่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างอิหร่าน–สหรัฐฯ ได้กดดันให้ตลาดหุ้นไทยปรับฐานแรงราว 6% จากปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สะท้อนภาวะลดความเสี่ยงของนักลงทุน (risk-off sentiment) ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงของราคาหุ้นกลับเปิด “Dividend Checkpoint” อีกครั้ง หลัง อัตราเงินปันผลคาดการณ์ (dividend yield)
ปี 2026 ของ SET ยังอยู่ในระดับสูงที่ 3.9% ขณะที่ดัชนีหุ้นปันผลสูง SETHD อยู่ที่ 6.1% ซึ่งใกล้เคียงระดับในช่วงวิกฤตโควิด สะท้อนความน่าสนใจของหุ้นที่ให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ โดยอุตสาหกรรมที่มี อัตราเงินปันผลสูง (high dividend yield) ได้แก่ ธนาคาร 6.1%, อาหาร 5.8%, อสังหาริมทรัพย์ 5.0%, พลังงาน 4.7% และสื่อสาร 4.6%
ในอดีต ตลาดหุ้นมักเริ่มฟื้นตัวเมื่อ ความไม่แน่นอนของสงครามเริ่มคลี่คลาย (war uncertainty fades) ซึ่งโดยทั่วไปมักเกิดได้ 2 ลักษณะหลัก ได้แก่
สัดส่วนจำนวนหุ้นที่ทำจุดต่ำสุดในรอบ 4 สัปดาห์ (4-week lows) พุ่งสูงสุดในรอบ 8 เดือน สะท้อนภาวะการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอย่างมาก (overly risk-off condition) และบ่งชี้ถึงระดับการถือครองหุ้นที่ต่ำกว่าปกติ (under-owned positioning) ส่งสัญญาณตลาดมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ หลังแรงขายจากการลดความเสี่ยงของนักลงทุน (de-risking flow) เริ่มชะลอ
แม้อยู่ในช่วงความตึงเครียดจากสงคราม แต่ภาพรวม SET เดือนล่าสุด ประมาณการณ์กำไรหุ้นไทยยังทรงตัวถึงบวกเล็กน้อย (+0.1%) สะท้อนว่าผลกระทบไม่ได้กดกำไรทั้งระบบ แต่ “กระจายตัว” ตามโครงสร้างธุรกิจอย่างชัดเจน โดยกลุ่มที่มี energy linkage หรือได้ประโยชน์จาก commodity cycle เป็นตัวนำการปรับประมาณการกำไรขึ้น ได้แก่ พลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น (+2.8%), ปิโตรเคมี (+1.3%), รวมถึงเกษตร (+12.2%) ที่ได้อานิสงส์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่ฝั่งที่ถูกปรับลงกระจุกตัวในกลุ่ม energy-sensitive และ domestic consumption ได้แก่ กลุ่มเครื่องดื่ม (-2.8%) จากต้นทุนบรรจุภัณฑ์, วัสดุก่อสร้าง (-1.4%) และ ค้าปลีก (-1.1%) โดยเฉพาะกลุ่มของใช้ฟุ่มเฟือยจากแรงกดดันต้นทุนและกำลังซื้อที่อ่อนลง
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มที่กำไรถูกปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจัยเฉพาะตัว โดยเฉพาะ กลุ่มสื่อสาร (+5.1%) ที่สะท้อนความแข็งแกร่งของกำไรจากการขยายตัวต่อเนื่องของ ARPU และโครงสร้างรายได้แบบ recurring ขณะที่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (+1.0%) หลังโครงการ BOI fast pass หนุนจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) เติบโตแข็งแกร่ง จะเห็นได้ว่า กลุ่มสื่อสาร (ICT) กลุ่มนิคมฯ และธนาคาร ยังมีความทนทานสูงจากรายได้ในประเทศและต้นทุนที่ไม่ผูกกับ commodity โดยตรง สะท้อนว่าผลลัพธ์สุดท้ายขึ้นอยู่กับ โครงสร้างต้นทุน (cost structure) และความสามารถในการส่งผ่านราคา (pricing power) ของแต่ละธุรกิจมากกว่าภาพรวมของทั้งอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงเน้นกลุ่มที่มีปันผล และไม่ถูกหั่นประมาณการกำไรลงแรง
ในระยะสั้น เรามองว่าสถานการณ์สงครามยังอาจทำให้ ตลาดหุ้นผันผวนสูงต่อเนื่อง ภาวะดังกล่าวเปิดโอกาสเชิงกลยุทธ์ในการ ทยอยสะสมหุ้นปันผลสูง ที่การปรับตัวลงของราคา (drawdown) ไม่รุนแรงเทียบดัชนี SET แม้ในช่วงที่ตลาดเผชิญแรงขายจากความกลัวสงคราม กำลังเข้าสู่รอบการจ่ายเงินปันผลในช่วง 1–3 เดือนข้างหน้า (ก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD) ความเสี่ยงผลกระทบจากสงครามจำกัด และคาดฟื้นตัวเร็วหลังสงครามคลี่คลาย เช่น KTB (2.24 บาท, 6.5%), SCB (9.28 บาท, 6.4%), KBANK (12 บาท, 6.4%), BBL (8 บาท, 4.8%), CPALL (1.65 บาท, 3.6%), AMATA (0.75 บาท, 3.9%), SPALI (0.7 บาท, 4.1%), WHA (0.1438 บาท, 3.4%)

นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)