Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สงครามทำหุ้นดิ่ง สาย VI ใจนิ่ง คัดของดีเข้าพอร์ต ชี้อย่าดูถูกหุ้นไทย
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สงครามทำหุ้นดิ่ง สาย VI ใจนิ่ง คัดของดีเข้าพอร์ต ชี้อย่าดูถูกหุ้นไทย

8 มี.ค. 69
13:27 น.
แชร์

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ตลาดหุ้นไทยเราก็ไม่รอด ร่วงลง 4% ในวันทำการแรกหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน และร่วงลงอย่างหนักอีก 8% ในวันทำการที่สอง (4 มีนาคม) จนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker พักการซื้อขายชั่วคราว 30 นาที

ในช่วงเวลานี้ นักลงทุนจำนวนมากอาจกำลังร้อนใจและอยากรู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับพอร์ตการลงทุนของตัวเองดี และควรลงทุนอย่างไรในช่วงเวลาต่อจากนี้ซึ่งความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่ลดระดับลงและมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น

คำตอบที่หลายคนอยากรู้ส่วนหนึ่งอยู่ในวงเสวนา ‘SET Zooom in Live ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน’ หัวข้อ ‘พอร์ตแบบนี้... พี่ว่าไง’ เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้ระดมนักลงทุนเน้นคุณค่า หรือ VI (Value Investor) มาร่วมแบ่งปันมุมมองต่อภาวะตลาดท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลางรอบนี้ รวมถึงแบ่งปันทางการรับมือกับภาวะตลาด และสำรวจว่าภายใต้ฝุ่นที่กำลังตลบ มีความเสี่ยงอะไรบ้างที่นักลงทุนควรตระหนักเพื่อประคองพอร์ตให้ผ่านพ้นภาวะความผันผวนในตลาด มีโอกาสอะไรบ้างที่อาจจะพลิกชีวิตของนักลงทุนได้จากวิกฤตนี้

หุ้นลงช่วงเริ่มสงคราม แต่กลับมาแน่

วิบูลย์ พึงประเสริฐ ที่ปรึกษาสมาคมนักลงทุนหุ้นไทย เล่าว่า ในวันที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน เขาเดินทางท่องเที่ยวอยู่ที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นทริปที่มีนักลงทุนร่วมทริปหลายสิบคน ทุกคืนระหว่างทริปนั้นกลุ่มนักลงทุนได้รวมตัวพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จากการพูดคุยพบว่าทุกคนไม่ได้ตกใจกับภาวะตลาดหุ้นไทยเท่าไรนัก แม้ว่าในวันพุธที่ 4 มีนาคม จะร่วงลงเกิน 8% จนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องใช้มาตรการ circuit breaker ก็ตาม

วิบูลย์กล่าวว่า หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ในทุกเหตุการณ์สงคราม ตลาดต้องร่วงลงในช่วงแรก แต่ก็ฟื้นตัวกลับมาในที่สุด ในครั้งนี้ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากความขัดแย้งยังคงจำกัดวง ตลาดหุ้นก็มีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวได้

สำหรับเรื่องพลังงาน ซึ่งเป็นข้อกังวลหลักของตลาดในเวลานี้ วิบูลย์แสดงความเห็นว่า แม้การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะส่งผลต่อซัพพลายน้ำมันของโลก แต่คาดว่าจะเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้กำลังการผลิตน้ำมันทั่วโลกยังไม่ได้ถูกใช้เต็มศักยภาพ หากอุปทานจากบางพื้นที่หายไป ผู้ผลิตในภูมิภาคอื่นก็มีแนวโน้มเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อทดแทน และราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นก็เป็นอีกแรงจูงใจให้ผู้ผลิตเร่งการผลิตมากขึ้นด้วย

ระวังเงินเฟ้อและดอกเบี้ยกดดันตลาดทุน

ด้านเจ็กกี้ – สุธน สิงหสิทธางกูร นักลงทุนเน้นคุณค่า กรรมการและผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนต่างประเทศ สมาคมนักลงทุนประเทศไทย มองว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมีแนวโน้มทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น หากไม่สามารถใช้นโยบายดอกเบี้ยเข้ามาช่วยควบคุมเงินเฟ้อได้ ก็อาจนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้น

อมร โควานิชเจริญ กรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบริษัทที่มีภาระหนี้สูง หรือธุรกิจที่พึ่งพาการใช้พลังงานในสัดส่วนสูง ซึ่งอาจได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

อมรแนะนำว่า นักลงทุนอาจต้องพิจารณาหาบริษัทที่มีความสามารถในการปรับขึ้นราคาสินค้าหรือบริการได้ โดยที่ลูกค้ายังคงยอมรับราคาใหม่ได้โดยไม่กระทบต่อความต้องการซื้อมากนัก เพราะธุรกิจลักษณะนี้มีความสามารถในการรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ดีกว่า

แม้หุ้นไทยร่วง แต่ยังสูงกว่าก่อนเลือกตั้ง

แม้จะมีความท้าทายและความเสี่ยง แต่นักลงทุนในวงเสวนาล้วนยังคงมีมองที่ดีต่อหุ้นไทยในช่วงนี้

วิบูลย์เล่าว่า เมื่อปีที่แล้ว เขาเข้าซื้อหุ้นไทยช่วงที่ดัชนีอยู่ราว 1,200 จุด เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดัชนีปรับขึ้นไปแตะระดับราว 1,500 จุด ก่อนจะลงมาอยู่ที่ 1,400 จุดในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เขามองว่าระดับราคาปัจจุบันแม้จะร่วงลงแต่ยังไม่ได้ต่ำพอที่จะทำให้ตัดสินใจซื้อเพิ่ม และยังมองว่าระดับประมาณ 1,200 จุดเป็นราคาที่สมเหตุสมผลสำหรับการเข้าลงทุน

ฝั่งอมรเล่าว่า เขาเริ่มกลับมาซื้อหุ้นไทยรอบล่าสุดตั้งแต่ต้นปี 2568 และหลังจากถือครองมาเป็นเวลาราวหนึ่งปี เมื่อดัชนีปรับขึ้นไปใกล้ระดับ 1,500 จุด พอร์ตการลงทุนก็เริ่มให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น

ในมุมมองของอมร ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ โดยประเมินว่าอาจเห็นระดับประมาณ 1,600 จุด จากปัจจัยแนวโน้มผลประกอบการของบางกลุ่มธุรกิจที่ฟื้นตัว รวมถึงบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ที่ก่อนหน้านี้มีการบันทึกการด้อยค่าของสินทรัพย์ค่อนข้างมาก ซึ่งในระยะต่อไปการด้อยค่าอาจลดลง

อาร์ท – ชัชวนันท์ สันธิเดช นายกสมาคมนักลงทุนหุ้นไทย มองไปในทางเดียวกัน โดยเล่าว่า ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความผันผวน เขาเดินทางท่องเที่ยวอยู่ที่ประเทศจีนในทริปเดียวกับวิบูลย์ นักลงทุนในทริปได้พูดคุยกันว่า ดัชนี ณ วันที่เกิด circuit breaker ยังคงสูงกว่าระดับของวันที่ 6 กุมภาพันธ์ หรือก่อนเลือกตั้งอยู่ประมาณ 30 จุด ซึ่งสะท้อนว่าภาพรวมอาจไม่ได้เสียหายอย่างที่กังวล ดังนั้น หากนักลงทุนหยุดคิดและตั้งสติให้ดี จะได้คำตอบว่า อาจไม่จำเป็นต้องทำอะไรกับพอร์ตเลย แต่สิ่งสำคัญคือการประเมินสถานการณ์อย่างมีเหตุผล

ต้องระวังความเสี่ยงและมองหาโอกาสในวิกฤต

อมร โควานิชเจริญ เล่าว่า เมื่อวันที่สหรัฐฯและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน เขากำลังร่วมจัดกิจกรรมพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือการลงทุน ตัวเขาเองเลือกพูดถึงหนังสือ ‘The Crash of 2008 and What It Means’ ของจอร์จ โซรอส ซึ่งเนื้อหาในหนังสือสะท้อนมุมมองของโซรอสต่อวิกฤตการเงินปี 2008 โดยโซรอสชี้ให้เห็นว่า ตลาดยังมีช่องว่างให้ทำกำไรได้เสมอ อย่างเช่นนักลงทุนจำนวนมากมีอคติที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่โซรอสกลับมองว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ย่อมเกิดวิกฤต และนักลงทุนสามารถหาวิธีทำกำไรได้แม้ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลง

อมรแชร์ว่า แนวคิดของโซรอสทำให้เขาตระหนักว่าการลงทุนจำเป็นต้องระมัดระวังและต้องพิจารณาความเสี่ยงในอนาคตอยู่เสมอ เมื่อมีข่าวสงครามในวันนั้น เขาจึงทบทวนพอร์ตการลงทุนของตัวเองและพิจารณาเลือกหุ้นที่ไม่ได้อยู่ในพอร์ตว่าบริษัทใดอาจได้รับผลกระทบหรือได้รับผลประโยชน์จากสถานการณ์

อมรยกตัวอย่างว่าบางอุตสาหกรรมอาจได้รับผลกระทบแต่ก็มีโอกาสซ่อนอยู่ อย่างเช่น กลุ่มโรงพยาบาล อาจถูกมองว่ามีความเสี่ยงจากการที่นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางลดลง แต่เขามองว่าผลกระทบจะเกิดระยะสั้น เพราะหากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผู้คนในพื้นที่อาจไม่สะดวกเข้ารับการรักษาในประเทศของตนเอง และอาจเลือกเดินทางมารับบริการทางการแพทย์ในประเทศไทย อมรจึงมองเป็นอีกมุมหนึ่งของโอกาสในการลงทุน

อมรยอมรับว่าในหลาย ๆ ครั้งมุมมองของเขาอาจต่างจากคำแนะนำของนักวิเคราะห์ เพราะนักวิเคราะห์มักพิจารณาจากกำไรและราคาเป้าหมายในช่วงเวลาหนึ่ง แต่หากสถานการณ์เปลี่ยนไป นักวิเคราะห์ก็จะปรับคำแนะนำ ดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะมองข้ามคำแนะนำของนักวิเคราะห์ แล้วให้ความสำคัญกับมุมมองการลงทุนระยะยาว

ต้องมี ‘ตะแกรงร่อนหุ้น’ เพื่อหาประโยชน์ในทุกเหตุการณ์

ชัชวนันท์เล่าว่า ในระหว่างทริปท่องเที่ยวจีน กลุ่มนักลงทุนในทริปช่วยกันคัดเลือกหุ้น โดยใช้แนวคิด ‘ตะแกรงร่อนหุ้น’ ตามแนวทางของวิบูลย์ แต่ได้ปรับให้เหมาะกับสถานการณ์ โดยกำหนดเงื่อนไขว่าบริษัทต้องยังมีพื้นฐานธุรกิจที่ดี และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 6.5% ซึ่งพบว่ามีหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ 3 ตัว เป็นหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง และกลุ่มเดินเรือ อย่างละตัว

ชัชวนันท์ฝากหลักคิดในการคัดกรองหุ้นว่า การลงทุนควรมุ่งเน้นไปที่พื้นฐานของกิจการเป็นหลัก หากธุรกิจยังมีความสามารถในการแข่งขัน ราคาหุ้นที่ผันผวนในระยะสั้นอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่หากลงทุนโดยให้ความสำคัญกับการขึ้นลงของราคา แสดงว่านั่นเป็น ‘การเก็งกำไร’ ไม่ใช่ ‘การลงทุน’

นอกจากนั้น ชัชวนันท์ผู้ชื่นชอบประเทศจีนและสามก๊ก เผยมุมมองว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งหรือสงคราม ตลาดหุ้นมักปรับตัวลงด้วยกันไม่ว่าจะเป็นหุ้นในประเทศที่อยู่ขั้วใดก็ตาม นักลงทุนอาจชอบมองสถานการณ์เทียบกับการแบ่งก๊กในสามก๊กเพื่อทำความเข้าใจความขัดแย้ง แต่สำหรับการลงทุนในทางปฏิบัติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นที่อยู่ฝ่ายใด ผลกระทบที่เกิดกับตลาดก็มักไม่แตกต่างกันนัก

สิ่งสำคัญที่ชัชวนันท์บอก คือ หน้าที่ของนักลงทุนไม่ใช่แค่เฝ้าดูสถานการณ์ แต่ต้องพยายามมองหาโอกาสเสมอ เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์จากทุกเหตุการณ์ ทุกสภาวะตลาด ซึ่งเป็นแนวคิดที่เขาได้แรงบันดาลใจจากเรื่องสามก๊ก

สงครามเดือด ฝุ่นตลบแบบนี้ ลงทุนอย่างไรดี ?

หลายคนมีคำถามว่าในภาวะที่สงครามยังดำเนินอยู่และยังมีแนวโน้มว่าอาจจะดุเดือดยิ่งขึ้นหรืออาจจะขยายวง ควรลงทุนอย่างไรดี

อมร โควานิชเจริญ ให้คำแนะว่า การทำการบ้านและติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้นักลงทุนรับมือกับช่วงที่ตลาดผันผวนได้ดีขึ้น เพราะจะพอเห็นภาพว่าหุ้นตัวใดควรระวัง และหุ้นตัวใดอาจกลายเป็นโอกาสในการลงทุน อย่างไรก็ตาม ต่อให้มองเห็นโอกาส ก็ควรลงทุนอย่างระมัดระวัง ควรแบ่งการลงทุนออกเป็นหลายไม้ ไม่ควรทุ่มเงินซื้อครั้งเดียว และควรเหลือเงินสำรองไว้รองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ ที่สำคัญ คือ นักลงทุนควรคำนึงถึงความเสี่ยงก่อนผลตอบแทน ซึ่งแต่ละคนมีความสามารถในการรับความเสี่ยงไม่เท่ากัน

อมรกล่าวว่า สำหรับคนที่ความเสี่ยงได้ไม่มาก อาจเลือกชะลอการลงทุนออกไปก่อน รอให้สถานการณ์ชัดเจนขึ้นหลังจากผ่านช่วงฝุ่นตลบแล้ว ส่วนใครที่รับความเสี่ยงได้มากกว่า อาจเลือกติดตามหุ้นที่สนใจและทยอยสะสมทีละไม้ตามจังหวะของตลาด

นอกจากนั้น อมรแนะว่า ต้องกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในหลาย ๆ ประเทศ เพราะเราไม่รู้ล่วงหน้าว่าประเทศไหนจะเกิดวิกฤต ประเทศไหนเศรษฐกิจจะแย่ ประเทศไหนเศรษฐกิจจะโต อีกทั้งการลงทุนในต่างประเทศยังช่วยให้พอร์ตมีโอกาสเติบโตไปตามเทรนด์โลก เพราะในบางเทรนด์ บริษัทในไทยอาจจะไม่ได้รับประโยชน์

ขณะที่ชัชวนันท์ชวนให้มองไปไกลกว่าเรื่องสงครามว่า ก่อนจะเกิดสงครามนี้ นักลงทุนเห็นตรงกันว่า สิ่งที่เปลี่ยนโลกธุรกิจและตลาดหุ้นมากที่สุด คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดังนั้นนักลงทุนไม่ควรมองระยะสั้น แต่ต้องมองปัจจัยที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกิจในระยะยาวมากกว่า

“ผมเชื่อว่าสงครามมันเกิดก็ต้องจบ และอาจส่งผลต่อพื้นฐานของธุรกิจน้อยกว่า AI ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเราต้องมองว่าอะไรที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด สำหรับผมตอนนี้คือ AI”

ชัชวนันท์เห็นด้วยกับอมรว่า นักลงทุนไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่ชัดเจน เขาเตือนว่า นักลงทุนรุ่นใหม่อาจตัดสินใจเร็วเกินไปเพียงเพราะกระแสในตลาด แต่การรอให้ฝุ่นในตลาดเบาบางลงอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

“ไม่ต้องรีบมาก โอกาสลงทุนมีอยู่เสมอ เราไม่ต้องเป็นคนรวยที่สุด เราไม่ต้องรวยเป็นคนแรก แต่ให้มั่นใจว่าเราจะเป็นคนรวยแน่ ๆ ก็พอ” อาร์ท – ชัชวนันท์ กล่าว

ชี้ทางลงทุน หุ้นนอกก็ดี แต่อย่าดูถูกหุ้นไทย

เมื่อพูดถึงโอกาสการลงทุนในตลาดต่าง ๆ เจ็กกี้ – สุธนแนะว่า นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ไม่มาก ควรให้น้ำหนักกับหุ้นปันผลสูง เพราะเมื่อหุ้นมีเงินปันผลในระดับสูง แม้ราคาจะปรับตัวลง กระแสเงินสดจากปันผลก็ยังคงอยู่ และยังสามารถนำเงินปันผลนั้นไปซื้อหุ้นเพิ่มได้

เขาบอกว่า หลักคิดนี้ใช้ได้ดีกับหุ้นไทย เพราะหุ้นไทยที่ให้ปันผลระดับ 7-10% มีอยู่ไม่น้อย ซึ่งหากราคาหุ้นปรับตัวลง อัตราผลตอบแทนจากปันผลก็จะยิ่งสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนยังมีรายได้ระหว่างทาง ต่างจากการลงทุนในดัชนีต่างประเทศอย่าง S&P 500 หรือ Nasdaq ที่หากตลาดปรับตัวลงแรง นักลงทุนอาจไม่มีกระแสเงินสดมาช่วยประคองพอร์ต

นอกจากนี้ เจ็กกี้เชียร์หุ้นไทยว่า หุ้นปันผลในไทยยังมีข้อได้เปรียบด้านภาษีสำหรับนักลงทุนรายย่อย หากได้รับเงินปันผลไม่เกิน 5.5 ล้านบาทต่อปี สามารถใช้เครดิตภาษีเงินปันผลได้ ส่วนหุ้นปันผลในจีนหรือเวียดนามก็มีจุดเด่นตรงที่ไม่ต้องเสียภาษีเงินปันผลเลย หากยังไม่นำเงินกลับเข้าประเทศ ต่างจากหุ้นสหรัฐฯ ที่ถูกหักภาษีเงินปันผล 30%

ส่วนอาร์ท – ชัชวนันท์มองว่า ตลาดที่ยังมีโอกาสเติบโตโดดเด่นคือประเทศจีน ขณะที่ตลาดที่มีความมั่นคงและให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ คือสิงคโปร์ เขาบอกว่า หุ้นหลายตัวในตลาดสิงคโปร์ยังให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลระดับ 7-8% ซึ่งถือว่าโดดเด่นมากในช่วงที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ชัชวนันท์บอกว่า “อย่ามองข้ามตลาดหุ้นไทย อย่า bully หุ้นไทย”

เขาอธิบายว่า ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่คนไทยอยู่ใกล้ที่สุด เป็นตลาดที่เรามีความเข้าใจและหาข้อมูลได้มากที่สุด สามารถเข้าถึงข้อมูลธุรกิจ ผู้บริหาร และบริบทของอุตสาหกรรมได้ลึกกว่าต่างประเทศ เขายกตัวอย่างกรณีหุ้นโรงพยาบาลว่า นักลงทุนไทยย่อมเข้าใจธุรกิจโรงพยาบาลในประเทศได้ดีกว่าในต่างประเทศ เพราะมีข้อมูลและประสบการณ์ใกล้ตัวมากกว่า

“อย่าดูถูกตลาดหุ้นไทย และอย่าดิสเครดิตคนที่ให้ค่ากับตลาดหุ้นไทย เพราะเขาอาจจะรู้อะไรบางอย่างที่คุณยังไม่รู้ก็ได้” ชัชวนันท์ย้ำ

ความผันผวนคือสัจธรรม VI ใจต้องนิ่ง

นุช – วราพรรณ วงศ์สารคาม กรรมการและเลขานุการ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องจากวงนักลงทุนว่า “ใจนิ่งสุด ๆ” เผยหลักคิดในการลงทุนว่า ความผันผวนเป็นเรื่องที่นักลงทุนต้องยอมรับตั้งแต่แรก

เธอกล่าวว่า ก่อนเข้าสู่ตลาดหุ้น นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและยอมรับว่าความผันผวนเป็น “สัจธรรมของตลาดหุ้น” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเลือกใช้การลงทุนในหุ้นเป็นเครื่องมือบริหารเงิน ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่มาพร้อมกัน และถามตัวเองตั้งแต่ต้นว่ารับได้หรือไม่

เมื่อเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว เวลาที่ตลาดเกิดเหตุการณ์จริง เช่น ในวันที่ตลาดใช้มาตรการ circuit breaker ล่าสุด วราพรรณจึงไม่รู้สึกตกใจ เพราะเงินที่นำมาลงทุนเป็นเงินเย็น ทำให้มีเวลาถือหุ้นต่อไปจนผ่านความผันผวน อีกทั้งยังเป็นโอกาสซื้อหุ้นในราคาที่ถูกกว่าเดิมด้วย

วราพรรณชวนให้นักลงทุนมองความผันผวนว่าขึ้นอยู่กับจะมองเป็น ‘เพื่อน’ หรือ ‘ศัตรู’ หากเข้าใจธรรมชาติของตลาด ก็จะยอมรับได้ว่าการลงทุนย่อมมีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง

“เสียใจได้ แต่อย่าใจเสีย” วราพรรณแนะหลักคิด พร้อมอธิบายว่าหากปล่อยให้สภาพจิตใจไม่ดีจะส่งผลเสียต่อการตัดสินใจในการลงทุนหลังจากนั้น

นอกจากนั้น วราพรรณเผยว่า หุ้นในพอร์ตของเธอส่วนมากเป็นหุ้นปันผล ซึ่งเธอไม่เคยรู้สึกเสียดายที่พลาดโอกาสในหุ้นเติบโตบางตัว เพราะเธอมองว่า เรื่องการ ‘ตกรถ’ หรือ ‘ขายหมู’ เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องเจอเป็นปกติธรรมดาเช่นกันกับเรื่องความผันผวน

ความผันผวนคือเพื่อน คือโอกาสเปลี่ยนชีวิต

เจ็กกี้ – สุธน สิงหสิทธางกูร ก็พูดสอดคล้องกับวราพรรณว่า นักลงทุนไม่ควรมองความผันผวนเป็นศัตรู เพราะหากตลาดไม่มีความผันผวน ก็ยากที่จะมีโอกาสทำเงิน เขาบอกว่าตัวเขาเองก็เปลี่ยนฐานะการเงินได้จากความผันผวนในตลาด

เจ็กกี้กล่าวว่า คนยุคนี้เกิดมาในยุคที่ไม่สามารถมังคั่งจากราคาที่ดินได้เหมือนคนยุคก่อน เพราะราคาที่ดินสูงไปแล้วและไม่มีความผันผวน ดังนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างฐานะทางการเงินต้องมองที่ตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า การลงทุนจะเปลี่ยนไปตามอต่ละช่วงวัยและปัจจัยในชีวิต ในช่วงที่เงินน้อยอาจต้องเน้นลงทุนในหุ้นเติบโต เมื่อสร้างความมั่งคั่งได้แล้ว การบริหารทรัพย์สินอาจเปลี่ยนไป เช่น เปลี่ยนไปลงทุนในหุ้นปันผลขนาดใหญ่ในดัชนี SET50 หรือกระจายเงินบางส่วนไปซื้อที่ดินเพื่อรักษามูลค่าความมั่งคั่ง

นอกจากนั้น เจ็กกี้ยังบอกว่า นักลงทุนควรตระหนักว่าความสำเร็จในตลาดหุ้นไม่ได้เกิดจากความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่มีองค์ประกอบของ ‘ความโชคดี’ อยู่ด้วย สำหรับตัวเขาเองพบว่า มากกว่าครึ่งของผลตอบแทนที่ได้รับมาจากความโชคดี คือ จังหวะหรือเหตุการณ์ในตลาดที่เอื้ออำนวย อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ความรู้คือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การลงทุนเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะเมื่อความรู้เพิ่มขึ้น โอกาสในการสร้างผลตอบแทนก็จะเพิ่มขึ้นตาม และในทางกลับกัน หากเคยโชคดี แต่ไม่มีความรู้ อาจจะเจอโชคร้ายกวาดเอาเงินไปหมดได้ ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องสะสมความรู้ไปเรื่อย ๆ

นอกจากนั้น เจ็กกี้ฝากทิ้งท้ายว่า คนที่มีเงินเย็นไม่ควรถือเงินสดต่อเนื่องนานเกินไป เพราะเงินเฟ้อจะค่อย ๆ กัดกินมูลค่าเงิน การถือเงินสดเพื่อรอจังหวะลงทุนสามารถทำได้ แต่ไม่ควรรอนาน ในกรณีที่ยังไม่มีตัวเลือกที่ถูกใจ การพักเงินไว้ในหุ้นปันผลที่ให้ผลตอบแทนระดับ 7-10% ยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการถือเงินสด

แชร์
สงครามทำหุ้นดิ่ง สาย VI ใจนิ่ง คัดของดีเข้าพอร์ต ชี้อย่าดูถูกหุ้นไทย