
ดัชนีตลาดหุ้นไทยพุ่งแรงกว่า 3% ในการซื้อขายช่วงเช้า สะท้อนแรงตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจนของนักลงทุนต่อทิศทางการเมืองที่เริ่มมีความแน่นอน หลังผลการเลือกตั้งทั่วไปอย่างไม่เป็นทางการบ่งชี้ว่า พรรคภูมิใจไทย เป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และมีเสียงสนับสนุนจากพรรคพันธมิตรเพียงพอสำหรับการตั้งรัฐบาล ส่งผลให้ความกังวลเกี่ยวกับสุญญากาศทางการเมืองและความไม่ต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจคลี่คลายลงในทันที
บรรยากาศการลงทุนกลับเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง โดยตลาดให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ของการจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็ว มีเสถียรภาพ และสามารถเดินหน้าดำเนินนโยบายได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐจากรัฐบาลเดิม ซึ่งถูกมองว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในระยะสั้นถึงระยะกลาง
การซื้อขายช่วงเช้า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 44.95 จุด หรือ 3.32% มาอยู่ที่ระดับ 1,398.96 จุด และระหว่างวันปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 1,403.96 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวมเกือบ 66,882.13 ล้านบาท สะท้อนแรงซื้อที่กระจายตัวอย่างกว้างขวางในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน หุ้นในเครือข่ายที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มของ อนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี ปรับตัวเพิ่มขึ้นพร้อมกันเป็นวงกว้าง ณ เวลา 15.00 น. โดยมีรายละเอียดดังนี้
หุ้น STECON ปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.38% เพิ่มขึ้น 1.55 บาท มาอยู่ที่ระดับราคา 9.55 บาท
หุ้น DOD ปรับตัวเพิ่มขึ้น 15.48% เพิ่มขึ้น 0.24 บาท มาอยู่ที่ระดับราคา 1.79 บาท
หุ้น STPI ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.80% เพิ่มขึ้น 0.26 บาท มาอยู่ที่ระดับราคา 4.74 บาท
หุ้น PTG ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.05% เพิ่มขึ้น 0.55 บาท มาอยู่ที่ระดับราคา 8.35 บาท
หุ้น 88TH ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.18% เพิ่มขึ้น 0.14 บาท มาอยู่ที่ระดับราคา 4.54 บาท
ขณะที่หุ้น AMA ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.95% เพิ่มขึ้น 0.08 บาท มาอยู่ที่ระดับราคา 4.18 บาท
แรงหนุนหลักมาจากการตอบรับผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งชี้ว่าพรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่ง และมีโอกาสสูงในการรวบรวมเสียงจากพรรคพันธมิตรเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้สำเร็จ ส่งผลให้ตลาดกลับมาเปิดรับความเสี่ยง หลังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงก่อนหน้า
ฝ่ายวิจัย INVX มองว่าระยะสั้นตลาดหุ้นไทยมีโอกาสตอบสนองเชิงบวก (Bullish) เนื่องจากตลาด “ชอบความชัดเจน” โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วและมีความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย พร้อมประเมินว่า SET มีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบระดับ 1,400 จุด
จากรายงานผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 07.00 น. พรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่ง โดยคาดว่าจะได้จำนวน ส.ส. รวม 194 ที่นั่ง แบ่งเป็น ส.ส.เขต 175 ที่นั่ง และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง ทำให้มีโอกาสสูงในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่
INVX ประเมินว่าฉากทัศน์ดังกล่าวจะส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะมีเสถียรภาพทางการเมืองสูง จากโอกาสในการรวมตัวของขั้วอำนาจเดิมที่พลิกจากรัฐบาลเสียงข้างน้อยมาเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก อีกทั้งกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่คาดว่าจะเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วางไว้ ลดความเสี่ยงด้านความล่าช้าและความผันผวนเชิงนโยบาย
ในมุมมองเศรษฐกิจ INVX ระบุว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยภายใต้รัฐบาลใหม่จะขึ้นอยู่กับ policy mix และความสามารถในการดำเนินนโยบาย โดยประเมินเบื้องต้นว่านโยบายเศรษฐกิจหลักของพรรคภูมิใจไทยจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อ GDP ราว +0.50%
INVX ประเมินว่านโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ควบคู่กับการลงทุนผ่านโครงการเมกะโปรเจกต์ที่ต่อเนื่องจากรัฐบาลเดิม เช่น โครงการ Landbridge และ Smart City ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการลงทุน การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระบบ
สำหรับมุมมองต่อตลาดหุ้นไทย ระยะสั้นยังคงมองว่าตลาดมีแนวโน้มตอบสนองเชิงบวกจากความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลและความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย โดยประเมินว่า SET มีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบระดับ 1,400 จุด อย่างไรก็ดี ระยะถัดไปต้องติดตามว่ากระแสเงินทุน (Fund Flow) จะไหลเข้าต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับว่านโยบายของรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้มากเพียงใด
ด้านกลยุทธ์การลงทุน INVX แนะนำสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไรในระยะสั้น เน้นหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ โดยครอบคลุม
ขณะเดียวกัน INVX ยังอ้างอิงวิสัยทัศน์ด้านตลาดทุนของพรรคภูมิใจไทยที่นำเสนอในงาน FETCO เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ซึ่งสะท้อนมุมมองว่าตลาดทุนไทยกำลังเผชิญภาวะ “ป่วยเรื้อรัง” และจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยปัญหาหลักประกอบด้วยการขาดความเชื่อมั่นจากประเด็นธรรมาภิบาลและการบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้า ปัญหาสภาพคล่องในตลาดที่ลดลง และปัญหาเชิงโครงสร้างจากการขาดธุรกิจ New S-curve และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
INVX มองว่าหากรัฐบาลใหม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าวได้จริง จะไม่เพียงช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในระยะสั้น แต่ยังเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนี SET และตลาดทุนไทยในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ