
เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับ 30.88 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงเช้าวันนี้ (เวลา 8.15 น.) ซึ่งนับเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2564 ก่อนอ่อนค่าเล็กน้อยมาอยู่ที่ 31.093 บาท/ดอลลาร์ ณ เวลา 15.00 น. โดยแรงหนุนสำคัญมาจากราคาทองคำในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นทะลุระดับ 4,860 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ประกอบกับการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางบรรยากาศความกังวลด้านการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มสูงขึ้น
กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่า ค่าเงินบาทในวันนี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 30.80-31.10 บาทต่อดอลลาร์ โดยการแข็งค่าของเงินบาทเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตามทิศทางดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลง หลังนักลงทุนทั่วโลกแสดงความกังวลต่อท่าทีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่เตรียมปรับขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศในกลุ่มยุโรป ส่งผลให้เกิดแรงเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ ในวงกว้าง ล่าสุดกองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์กได้ประกาศขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury bond) ออกมา
ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (Bond yields) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากความกังวลเกี่ยวกับนโยบายลดภาษีอาหาร ซึ่งได้ส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดพันธบัตรในหลายประเทศ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้นตามกันในหลายภูมิภาค
ด้านปัจจัยในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ผ่อนคลายเกณฑ์การนำรายได้กลับประเทศ โดยขยายวงเงินเป็น 10 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ ท่ามกลางภาวะเงินบาทแข็งค่าที่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะนี้
ก่อนหน้านี้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เดินหน้าเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อแนวทางการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับการซื้อขายทองคำ โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของ ธปท. และเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย ระหว่างวันที่ 13-20 มกราคม 2569
การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 รวมถึงกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ก่อนออกกฎหรือหลักเกณฑ์ใหม่ เพื่อให้การกำกับดูแลมีความเหมาะสม ลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองเสถียรภาพระบบการเงินกับการอำนวยความสะดวกต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ธปท.ชี้แจงว่า สาเหตุสำคัญที่ต้องเข้ามาจัดระเบียบการซื้อขายทองคำในครั้งนี้ มาจากแนวโน้มปริมาณธุรกรรมทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งในบางช่วงมีปริมาณการซื้อขายอยู่ในระดับสูงมากจนส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ ธุรกรรมจำนวนมากที่ใช้เงินบาทเป็นสื่อกลางในการซื้อขายทองคำ ทำให้การดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทมีความท้าทายมากขึ้น ท่ามกลางบริบทที่ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ
จากปัจจัยดังกล่าว ธปท.จึงเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการซื้อขายทองคำ เพื่อช่วยลดผลกระทบของธุรกรรมทองคำต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เสริมสร้างเสถียรภาพของค่าเงินบาท และรักษาความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ นักลงทุน และประชาชนต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยกำหนดเงื่อนไขการซื้อขายทองคำในประเทศเพิ่มเติม ดังนี้
1. การกำหนดวงเงินการซื้อขายทองคำ
กำหนดให้ลูกค้าของแพลตฟอร์มออนไลน์สามารถซื้อหรือขายทองคำที่ชำระเป็นเงินบาทได้ไม่เกินด้านละ 20-100 ล้านบาทต่อราย ต่อวัน ต่อแพลตฟอร์ม เว้นแต่กรณีต่อไปนี้
ทั้งนี้ ธปท. จะพิจารณากำหนดช่องทางหรือแนวทางรองรับลูกค้าที่มีการฝากทองคำในแพลตฟอร์มเกินวงเงินขายที่กำหนดก่อนวันที่หลักเกณฑ์มีผลบังคับใช้ เพื่อให้สามารถขายทองคำตามจำนวนที่ถือครองอยู่ได้โดยไม่ถูกจำกัดวงเงินต่อวัน
2. การกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
สำหรับลูกค้าที่ไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจทองคำหรือผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับทองคำ และมีการซื้อขายทองคำที่เป็นเงินบาทหรือดอลลาร์สหรัฐฯ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
ธปท.ประเมินว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะทำให้การซื้อขายและการลงทุนในทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มีข้อจำกัดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ทำธุรกรรมในปริมาณสูง อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อผู้ลงทุนรายย่อย ผู้ที่ออมทอง และผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้ทองคำเป็นวัตถุดิบในการผลิตจะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากวงเงินที่กำหนดไว้สูงกว่าพฤติกรรมการซื้อขายทั่วไป ขณะที่มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท เพิ่มความโปร่งใส และเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบการซื้อขายทองคำออนไลน์ในภาพรวม
ทั้งนี้ แนวทางที่เสนอไม่ได้กำหนดให้มีระบบอนุญาต ระบบคณะกรรมการเพิ่มเติม หรือบทลงโทษทางอาญาใหม่ แต่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาอนุญาตเป็นรายกรณี หากมีความจำเป็นต้องซื้อขายเกินวงเงิน เพื่อให้การกำกับดูแลมีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับความจำเป็นของภาคธุรกิจและประชาชน ควบคู่ไปกับเป้าหมายหลักในการดูแลเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศ
สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ ธปท.ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวมีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบของธุรกรรมทองคำต่อความผันผวนของค่าเงินบาท โดยหลังจากสิ้นสุดการเปิดรับฟังความคิดเห็น จะมีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นแบบกลุ่มย่อย (Focus Group) เชิญผู้ประกอบธุรกิจทองคำและผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงเข้าร่วม เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงลึกและนำไปประกอบการพิจารณาก่อนออกหลักเกณฑ์อย่างเป็นทางการต่อไป