Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวีแจกใหญ่ส่งท้ายปี ดูทั้งวันแจกทุกวันLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
อัพเดต 3 ปีคดีหุ้นMORE ฟ้องครบ 42 รายรวมตระกูลดัง ปิดเกมปล้น4.5พันล้าน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

อัพเดต 3 ปีคดีหุ้นMORE ฟ้องครบ 42 รายรวมตระกูลดัง ปิดเกมปล้น4.5พันล้าน

12 ม.ค. 69
13:36 น.
แชร์

สรุปมหากาพย์คดีหุ้น MORE กว่า 3 ปีของ “เกมปล้นโบรกเกอร์” ที่สร้างความเสียหายกว่า 4,500 ล้านบาท เจาะลึกกลไก Cash Account ช่องโหว่ระบบซื้อขาย การดำเนินคดีผู้ต้องหา 42 ราย และบทเรียนสำคัญที่เขย่าความเชื่อมั่นตลาดทุนไทยทั้งระบบ

กว่าสามปีผ่านไปแล้วนับตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 วันที่ตลาดทุนไทยเผชิญเหตุการณ์ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ฝันร้ายของโบรกเกอร์” หรือคดีหุ้น MORE ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด ไม่เพียงจากมูลค่าความเสียหาย แต่รวมถึงรูปแบบการกระทำผิดและผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุน จนหน่วยงานกำกับดูแลต้องหันมาทบทวนกติกา เทคโนโลยี และกลไกการบริหารความเสี่ยงครั้งใหญ่

ความเสียหายรวมกว่า 4,500 ล้านบาท ไม่ได้สะท้อนเพียงตัวเลขทางบัญชี แต่สะท้อนช่องโหว่ของระบบซื้อขายหลักทรัพย์ในยุคดิจิทัล ที่ผู้กระทำผิดซึ่งเป็น "ผู้เชี่ยวชาญ" สามารถออกแบบแผนการได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่การเลือกประเภทบัญชี การกระจายคำสั่งซื้อขาย ไปจนถึงการวางบทบาทผู้เกี่ยวข้องเป็นเครือข่าย จนทำให้คดีหุ้น MORE ถูกนิยามโดยหลายหน่วยงานว่าเป็น “พัฒนาการของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ” ที่ซับซ้อนกว่าการปั่นหุ้นแบบดั้งเดิม

สถานะทางคดี เดินหน้าฟ้อง 42 ราย ไล่บี้ขบวนการถึงที่สุด

ในเชิงกระบวนการยุติธรรม ความคืบหน้าล่าสุด ณ วันที่ 6 มกราคม 2569 ถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย ร่วมกันแถลงผลการดำเนินคดีกรณีหุ้นบริษัท มอร์รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE โดระบุว่าคดีดังกล่าวถูกแยกพิจารณาออกเป็น 3 สำนวนหลัก ตามลักษณะความผิดและแนวทางการเยียวยาความเสียหาย ได้แก่

  • คดีฉ้อโกง ศาลมีคำสั่งให้คืนหรือชดใช้ทรัพย์สินแก่บริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหายจำนวน 10 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 4.5 พันล้านบาท
  • คดีอั้งยี่ ศาลมีคำสั่งให้คืนเงินจำนวน 129 ล้านบาทแก่บริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหายจำนวน 10 รายเช่นเดียวกัน
  • คดีปั่นหุ้น เป็นการดำเนินมาตรการทางแพ่ง โดยประเมินมูลค่าความเสียหายราว 226 ล้านบาท และเรียกค่าปรับให้เงินตกเป็นของแผ่นดินตามกฎหมาย

ผู้กระทำผิดในคดีนี้มีทั้งหมด 42 ราย แบ่งออกตามบทบาทเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้วางแผน ซึ่งมีจำนวน 2 ราย โดยในจำนวนนี้มี 1 รายอยู่ระหว่างหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามจับกุม, กลุ่มตัวการสนับสนุน ทำหน้าที่ป้อนคำสั่งซื้อขายผ่านโปรแกรมซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อขับเคลื่อนการทำธุรกรรม 7 ราย และกลุ่มเจ้าของบัญชี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดถึง 33 ราย โดยเป็นผู้ยินยอมให้นำบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตนไปใช้ในการกระทำความผิด 

โดยปัจจุบันอัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาครบทั้ง 42 ราย และอยู่ระหว่างกระบวนการนำตัวส่งฟ้องต่อศาลอาญา ซึ่งคำสั่งชี้ขาดให้ดำเนินคดีดังกล่าวครอบคลุมผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดในคดีหุ้น MORE ได้แก่

  • นายอภิมุข บำรุงวงศ์
  • นายเอกภัทร พรประภา
  • นายอธิภัทร พรประภา
  • นางอรพินธุ์ พรประภา
  • นายอิทธิวรรธน์ วรรณะเอี่ยมพิกุล
  • บริษัท ตงฮั้วแคปปิตอล จำกัด โดย นายสมนึก กยาวัฒนกิจ
  • บริษัท ตงฮั้ว มีเดีย แล็บ จำกัด โดย นายสมนึก กยาวัฒนกิจ
  • นายสมนึก กยาวัฒนกิจ
  • นายโสภณ วราพร
  • นายวสันต์ จาวลา
  • นายชูโบดีบ พลาชันต้า ดัส (MR.SHUBHODEEP PRASANTA DAS)
  • นายประยูร อัสสกาญจน์
  • นส.จิระวรรณ ไชยพงศ์ผาติ หรือ นางสาวนิชานันท์ จีรไชยวรโชติ
  • นส.สุร์ศิริ ปรีดาสุทธิจิตต์
  • นส.ปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
  • นส.อัยลดา ชินวัฒน์
  • นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ
  • นายมั่นคง เสถียรถิระกุล
  • นส.อรเก้า ไกยสิทธิ์
  • นายเกรียงศักดิ์ วงศ์โอสถพานิช หรือ นายฐนวัฒน์ รุ่งสิริประเสริฐ
  • นส.สิริรัตน์ สมณาศรี
  • นายธีรพงศ์ ด่านวณิชวงศ์
  • นายวิศรุต เจียมจิตพลชัย
  • นายปรณัฐ นุชาชาติพงศ์
  • นายภูดิท สุจริตกุล
  • นายวัชรินทร์ ยังให้ผล
  • นายธนยุทธ ฤกษ์รักษา
  • นายธรรมนูญ เวชวิทยาขลัง
  • นายภัทร ฉัตรเจริญสุข
  • นายชยพล พันธุ์แพ
  • นายพิเชษฐ์ ผลสุวรรณชัย
  • นางศศินภา วราพร
  • นายกิตติพล ไววิ่งรบ
  • นายไพศาล เกษมศิรินาวิน
  • นายศิริศักดิ์ ปิยทัสสีกุล
  • นายปฏิณวิช รอดบางยาง
  • นายปรีชา วสุโสภณ
  • นายปนิษฐ์ ศุภธาดารัตน์
  • นายเทียนประเสริฐ พลอำไภ
  • นายวรวุฒิ ศรีโสภิต
  • นายพรเดช อุยะนันทน์
  • นางสาวปารณีย์ ชวาลา

ปัจจุบัน พนักงานอัยการคดีพิเศษ 3 ได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาในคดีหุ้นมอร์ (MORE) จำนวน 28 ราย ต่อศาลอาญา ตามคำสั่งของอัยการสูงสุด ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ร่วมกันสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ และการกระทำอันเป็นการปั่นราคาหุ้นจนทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิด โดยอาศัยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ มาตรา 244/3 และ 244/5

ผู้ต้องหาทั้ง 28 รายให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ส่งผลให้ผู้ต้องหาถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้มีผู้ต้องหาบางรายได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 30 กันยายน 2568 ภายหลังการพิจารณาในชั้นศาล

สำหรับผู้ต้องหาที่เหลืออีก 14 ราย มีการยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดหลายครั้ง โดยในจำนวนนี้ บางรายอัยการมีคำสั่งฟ้องแล้วและได้นำตัวส่งฟ้องต่อศาลอาญาเรียบร้อย ขณะที่บางรายยังไม่ถูกจับกุม และยังคงอยู่ระหว่างกระบวนการติดตามตัว

ขณะเดียวกัน ยังมีผู้ต้องหาอีก 7 รายที่ได้รับอนุญาตให้เลื่อนการเข้ารับทราบคำสั่งคดีจากอัยการ โดยอัยการได้นัดหมายให้มาฟังคำสั่งในสองช่วงเวลา คือ วันที่ 5 มกราคม และวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569

ประเด็นที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดคือผู้ต้องหา 3 รายในตระกูลพรประภา ได้แก่ นายเอกภัทร พรประภา, นายอธิภัทร พรประภา และนางอรพินธุ์ พรประภา ซึ่งไม่มาพบอัยการตามนัดฟังคำสั่งเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ทำให้อัยการคดีพิเศษมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอออกหมายจับ

ส่วนผู้ต้องหาอีก 4 รายที่เหลือ ได้แก่ นายสมนึก กยาวัฒนกิจ นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ และนายเทียนประเสริฐ พลอำไภ ก่อนหน้านี้ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการฟังคำสั่ง โดยผู้บริหารสำนักงานอัยการคดีพิเศษได้พิจารณาเหตุผลและเห็นสมควรอนุญาตให้เลื่อนการนัดฟังคำสั่งออกไปอีกครั้ง เป็นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569

บทลงโทษ การเยียวยา และการล้อมคอกฟื้นศรัทธาตลาดทุน

เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างเป็นระบบ กระบวนการยุติธรรมได้แยกคดีหุ้น MORE ออกเป็น 3 สำนวนหลักตามลักษณะความผิด

  • สำนวนแรกคือคดีฉ้อโกง ซึ่งศาลมีคำสั่งให้คืนหรือชดใช้ทรัพย์สินแก่บริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหายจำนวน 10 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 4,500 ล้านบาท
  • สำนวนที่สองคือคดีอั้งยี่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินอีก 129 ล้านบาท และมีคำสั่งให้คืนแก่บริษัทหลักทรัพย์กลุ่มเดียวกัน
  • สำนวนที่สามคือคดีปั่นหุ้นหรือการสร้างราคา เป็นการใช้มาตรการทางแพ่ง โดยประเมินมูลค่าความเสียหายราว 226 ล้านบาท และให้เรียกค่าปรับตกเป็นของแผ่นดิน

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินชี้แจงว่า ในคดีปั่นหุ้น การพิสูจน์ความเสียหายของนักลงทุนรายย่อยเป็นรายบุคคลทำได้ยาก ศาลจึงมักมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินไว้ก่อน เพื่อรองรับการจัดสรรหรือชดเชยผู้เสียหายในภายหลังเมื่อคดีถึงที่สุด โดยในคดีนี้ หากไม่มีการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 กระบวนการจัดการทรัพย์สินดังกล่าวจะเดินหน้าตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ได้ยกระดับมาตรการป้องกันการทุจริตในตลาดทุนอย่างเป็นรูปธรรม

มาตรการดังกล่าวรวมถึง การนำระบบหยุดการซื้อขายอัตโนมัติเป็นรายหลักทรัพย์มาใช้ทันทีเมื่อพบความผิดปกติ การกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่คำสั่งซื้อขายต้องคงอยู่ในระบบก่อนจับคู่ เพื่อลดพฤติกรรมการส่งคำสั่งฉับไวผิดปกติ รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงของลูกค้าระหว่างบริษัทหลักทรัพย์ในรูปแบบกระจายศูนย์ หรือ Securities Data Exchange Platform (SDEP) ซึ่งครอบคลุมข้อมูลสำคัญอย่างวงเงินและประวัติการชำระเงิน และมีกำหนดเริ่มใช้งานในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเสริมเกราะป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบของตลาดทุนไทยในระยะยาว

ย้อนรอยแผนปั่นหุ้น MORE ช่องโหว่ Cash Account ที่เขย่าทั้งระบบ

ปลายปี 2565 ชื่อของหุ้น MORE หรือ บริษัท มอร์รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) กลายเป็นสัญลักษณ์ของวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ในตลาดทุนไทย หลังราคาหุ้นทรุดตัวอย่างรุนแรงจากระดับราว 1.60 บาท ลงไปแตะจุดต่ำสุดประมาณ 0.19 บาท ภายในระยะเวลาอันสั้น เหตุการณ์ดังกล่าวในตอนแรกอาจถูกมองว่าเป็นเพียงกรณีปั่นหุ้นที่ผิดพลาด แต่เมื่อกระบวนการสอบสวนค่อย ๆ คลี่คลาย ภาพที่ปรากฏกลับเป็นปฏิบัติการที่ซับซ้อน วางแผนเป็นขั้นเป็นตอน และใช้ประโยชน์จากโครงสร้างระบบตลาดทุนอย่างลึกซึ้ง จนสร้างความเสียหายแก่บริษัทหลักทรัพย์ในวงกว้าง และถูกขนานนามในเวลาต่อมาว่าเป็น “เกมปล้นโบรกเกอร์”

หากย้อนกลับไปก่อนเกิดเหตุในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 กลุ่มผู้กระทำผิดได้ใช้เวลานานกว่าสองปีในการค่อย ๆ สร้างราคาและสภาพคล่องของหุ้น MORE ซึ่งเดิมคือหุ้น DNA จากราคาหลักสตางค์ให้ไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่องไปแตะเกือบ 3 บาทต่อหุ้น การขยับขึ้นของราคาหุ้นในลักษณะนี้ไม่เพียงเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดจากราว 2,000 ล้านบาท เป็นเกือบ 20,000 ล้านบาท แต่ยังทำให้หุ้น MORE ดูมีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะถูกนำไปใช้เป็นหลักประกันในการขอวงเงินซื้อขายจากบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งพร้อมกัน

จุดแตกหักของเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเปิดตลาดเช้าวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 เมื่อมีคำสั่งซื้อหุ้น MORE ปริมาณมหาศาลในราคาเปิดตลาด หรือ ATO ถูกส่งเข้ามาพร้อมกันผ่านบริษัทหลักทรัพย์มากกว่า 10 แห่ง คิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 4,500 ล้านบาท คำสั่งเหล่านี้ถูกดำเนินการผ่านบัญชีประเภท Cash Account ซึ่งตามหลักเกณฑ์เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถซื้อหลักทรัพย์ได้ก่อน และไปชำระเงินภายหลังภายในสองวันทำการถัดไป หรือระบบ T+2

กลไกสำคัญของแผนอยู่ที่การอาศัยช่องว่างในช่วงเวลาก่อนถึงวันชำระเงิน กลุ่มผู้กระทำผิดใช้หุ้น MORE ที่ถูกดันราคาขึ้นมาล่วงหน้าเป็นหลักประกันในการขอวงเงินซื้อขาย เมื่อคำสั่งซื้อจำนวนมหาศาลถูกจับคู่สำเร็จ ภาพในกระดานซื้อขายจึงสะท้อนปริมาณและมูลค่าการซื้อขายที่สูงผิดปกติ เสมือนมีแรงซื้อจริงจากตลาด อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ฝั่งผู้ขายหุ้นจำนวนมากกลับเป็นบุคคลหรือเครือข่ายเดียวกันกับกลุ่มผู้วางแผน เมื่อคำสั่งซื้อขายสำเร็จ กลุ่มนี้จึงเทขายหุ้นล็อตใหญ่ออกมาพร้อมกัน ส่งผลให้ราคาหุ้น MORE ดิ่งลงติดฟลอร์อย่างรวดเร็วในวันเดียว และต่อเนื่องไปอีกวันถัดมา

เมื่อถึงกำหนดชำระเงินในวัน T+2 ฝั่งผู้ซื้อซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกลับไม่ดำเนินการชำระเงินค่าซื้อหุ้น ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ที่อนุมัติวงเงิน Cash Account ต้องนำเงินของบริษัทออกไปสำรองจ่ายให้กับฝั่งผู้ขายตามกฎของตลาดหลักทรัพย์ แต่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากฝั่งผู้ซื้อได้ ผลคือความเสียหายตกอยู่กับโบรกเกอร์โดยตรง รวมมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท ขณะที่เงินจากการขายหุ้นได้หมุนเวียนกลับเข้าสู่ขบวนการของผู้กระทำผิด

รูปแบบการกระทำดังกล่าวสะท้อนถึงการใช้ความรู้เชิงเทคนิคอย่างลึกซึ้ง ทั้งในด้านโครงสร้างบัญชีซื้อขาย การกระจายคำสั่งผ่านหลายบริษัทหลักทรัพย์ การเลือกช่วงเวลาการส่งคำสั่ง และการอาศัยข้อจำกัดด้านข้อมูลที่โบรกเกอร์ไม่สามารถมองเห็นความเสี่ยงในภาพรวมของทั้งระบบได้ในทันที เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงการปั่นหุ้นเพื่อเก็งกำไร แต่เป็นการออกแบบให้ความเสี่ยงทั้งหมดถูกผลักไปยังระบบนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยตรง

แรงสั่นสะเทือนจากกรณีหุ้น MORE ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งประสานงานกันอย่างเข้มข้น วันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2565 หลังราคาหุ้นดิ่งลงติดฟลอร์สองวันติดต่อกัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้แจ้งเตือนบริษัทหลักทรัพย์ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น ขณะที่กลุ่มโบรกเกอร์ผู้เสียหายเริ่มรวบรวมข้อมูลความเสียหายและพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายความผิด

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2565 กลุ่มโบรกเกอร์ได้ประสานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อแจ้งพฤติกรรมที่อาจเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน และในวันที่ 14 พฤศจิกายน ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ในวันเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีคำสั่งพักการซื้อขายหุ้น MORE เป็นเวลา 5 วัน เพื่อหยุดยั้งความเสียหายที่อาจขยายวง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเช้าวันที่ 21 พฤศจิกายน 2565 ก่อนเปิดตลาด เมื่อ ปปง. ออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องเป็นการชั่วคราว สามารถสกัดกั้นเส้นทางการเงินได้อย่างทันท่วงที ลดความเสี่ยงที่ทรัพย์สินจะถูกโอนย้ายหรือซุกซ่อน ต่อมาในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 สำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวโทษผู้กระทำผิดฐานสร้างราคาหลักทรัพย์ต่อ ปอศ. และในวันที่ 27 มิถุนายน 2566 ได้กล่าวโทษเพิ่มเติม พร้อมขยายช่วงเวลาการกระทำผิดย้อนหลังไปถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2565 ก่อนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จะรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 ตุลาคม 2566

การสอบสวนของ DSI พบพยานหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงการกระทำความผิดอย่างเป็นขบวนการ ทั้งเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกัน กลุ่มแชตที่ใช้วางแผนการซื้อขาย และข้อมูลทางเทคนิค เช่น IP Address ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ต้องหาหลายรายใช้ระบบซื้อขายจากสถานที่เดียวกัน นอกเหนือจากความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว ยังมีการดำเนินคดีในฐานความผิดฟอกเงิน และความผิดฐานอั้งยี่ซ่องโจร เนื่องจากเป็นการรวมตัวกันเพื่อวางแผนก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ


แชร์
อัพเดต 3 ปีคดีหุ้นMORE ฟ้องครบ 42 รายรวมตระกูลดัง ปิดเกมปล้น4.5พันล้าน