
ปี 2569 มีกฎระเบียบและสิ่งใหม่ ๆ เกี่ยวกับเงินทองหลายอย่างที่จะเริ่มใช้ คนไทยและคนที่พำนักในประเทศไทยต้องรู้ เพราะเกี่ยวข้องกับเงินในกระเป๋าของเราโดยตรง ทั้งกฎใหม่ที่จะทำให้เราต้องจ่ายเงินมากขึ้น และกฎที่จะทำให้เราได้สิทธิประโยชน์มากขึ้น
SPOTLIGHT ขอชวนมาดูว่ามีกฎเกณฑ์อะไรใหม่ ๆ เกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ ที่เริ่มใช้และส่งผลต่อพวกเราในปี 2569 นี้
นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 กรมศุลกากรจะเริ่มเก็บอากร (ภาษีนำเข้า) สำหรับสินค้านำเข้าทุกชิ้น ตั้งแต่ราคา 1 บาทขึ้นไป จากเดิมที่ยกเว้นไม่เก็บภาษีสินค้านำเข้าที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท
สำหรับการจ่ายอากร กรณีนำเข้าทางไปรษณีย์ไทย เจ้าหน้าที่ประเมินภาษีหน้ากล่อง และหากผู้รับอยู่บ้าน สามารถชำระภาษีผ่าน QR Code ได้ทันที แต่กรณีที่หากต้องรับที่ไปรษณีย์ อาจใช้เวลาตรวจเพิ่ม 3–5 วันเฉพาะกรณีสุ่มตรวจ
ส่วนกรณีนำเข้าทางบริษัทขนส่งด่วน บริษัทขนส่งจะสำแดงและชำระภาษีแทนล่วงหน้า แล้วผู้รับสินค้าชำระคืนให้บริษัทขนส่งเมื่อรับสินค้า คาดว่าระยะเวลาขนส่งโดยรวมจะใกล้เคียงเดิม
กรมสรรพากรกำหนดว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 การบริจาคเพื่อลดหย่อนภาษีต้องทำผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) เท่านั้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้บริจาคไม่ต้องเก็บหลักฐานการบริจาคมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งน่าจะช่วยให้ขอลดหย่อนภาษีได้ครบถ้วนขึ้น เพราะหลักฐานไม่ตกหล่นสูญหายไป ขณะเดียวกัน สำหรับฝั่งผู้รับบริจาค ก็จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสได้ด้วย
ในการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ผู้บริจาคยังสามารถบริจาคเงินสดได้เช่นเดิม แต่หน่วยรับบริจาคมีหน้าที่บันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ ดังนั้น ผู้รับบริจาคจึงต้องเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินการในระบบและรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากเดิม
ผู้บริจาคที่ประสงค์จะขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ ต้องแสดงความประสงค์ในการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ดังนี้
1. กรณีบริจาคด้วยเงินสดที่หน่วยรับบริจาค ให้แจ้งหน่วยรับบริจาคบันทึกข้อมูลการบริจาค บนระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์(e-Donation) ทันที
2. กรณีบริจาคผ่านธนาคารพาณิชย์โดยการโอนเงินด้วย QR Code ผู้บริจาคต้องแสดงความประสงค์ผ่านระบบของธนาคารพาณิชย์ที่เป็นตัวกลางรับบริจาคให้ส่งข้อมูลการบริจาคดังกล่าวให้กรมสรรพากร แล้วข้อมูลการบริจาคจะเข้ามาเก็บอยู่ในฐานข้อมูลของกรมสรรพากร และเมื่อถึงเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ ผู้บริจาคสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการบริจาคได้ทันที
นับจากวันที่ 1 มกราคม 2569 คนทำงานประจำที่เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ม.33 และมีรายได้เกินเดือนละ 15,000 บาท ต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมมากขึ้น แต่ก็จะได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นด้วย
จากเดิมกฎหมายกำหนดเพดานค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบผู้ประกันตนกำหนดไว้ไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท ซึ่งส่งผลให้ผู้ที่มีรายได้เกิน 15,000 บาท ต้องจ่ายเงินสมทบ 750 บาทต่อเดือน ตามเพดานในการคำนวณ แต่การปรับเพดานค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคมใหม่เป็น 17,500 บาท จะมีผลเป็นการปรับเพิ่มจำนวนเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของผู้ที่มีรายได้มากกว่าเดือนละ 15,000 บาท ให้จ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาท
ขณะเดียวกัน ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นด้วย โดยในระยะที่ 1 ของการปรับเพดานค่าจ้าง (พ.ศ. 2569-2671) จะเพิ่มเงินทดแทนและเงินสงเคราะห์กรณีต่าง ๆ ดังนี้
นับจากวันที่ 1 มกราคม 2569 แรงงานอิสระที่อยู่ในระบบประกันสังคม ม.40 (ผู้ประกันตนโดยสมัครใจ) ได้รับสิทธิประโยชน์มากขึ้น ดังนี้
1. เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย (สำหรับทุกทางเลือก)
2. คุ้มครองโรคติดต่ออันตราย (สำหรับทุกทางเลือก)
3. เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ
4. เงินสงเคราะห์บุตร (เฉพาะทางเลือก 3)
5. กรณีผู้ประกันตนเสียชีวิตก่อนรับบำเหน็จชราภาพ (สำหรับทางเลือก 2 และ 3)