
ความผันผวนของตลาดคริปโทฯ ในช่วงที่ผ่านมาได้สร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ ราคา Bitcoin ปรับตัวลงกว่า 30% จากระดับสูงสุดภายในระยะเวลาไม่ถึงสองเดือน พร้อมเผชิญปัจจัยลบหลายประการ จนเกิดคำถามตามมาว่า “ครั้งนี้จบ Cycle แล้วหรือไม่” อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความกังวลก็ยังมีสัญญาณบางอย่างที่บ่งชี้ว่าวัฏจักรครั้งนี้อาจยังไม่ปิดฉากลงง่ายๆ
หากตัดอคติด้านอารมณ์ออกไปและพิจารณาเฉพาะโครงสร้างราคาตามหลักเทคนิคอล จะพบว่า ภาพรวมโดยทั่วไปอยู่ในลักษณะที่ “เปราะบาง” อย่างมาก
การที่ราคา Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่าโซน 100,000 ดอลลาร์ ถือเป็นปัจจัยที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กราฟในระยะกลางแสดงรูปแบบการทำ Lower High ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเกณฑ์พื้นฐานของการเข้าสู่แนวโน้มขาลง (Downtrend)
สัญญาณที่ตลาดจับตาเป็นพิเศษ คือการที่ราคาเคลื่อนตัวต่ำกว่าเส้น EMA 365 วัน หรือ EMA 50 สัปดาห์ ซึ่งมักใช้เป็นเส้นแบ่งตลาดกระทิงและหมีในระยะยาว โดยในอดีต การยืนต่ำกว่าเส้นดังกล่าวมักสัมพันธ์กับช่วงตลาดหมี
หนึ่งในประเด็นที่ทำให้นักลงทุนวิตกคือจังหวะของวัฏจักร 4 ปีของ Bitcoin
เมื่อนับช่วงเวลาจาก Halving หรือจุดก้นของรอบก่อนหน้า จะพบว่าปัจจุบันอยู่ใกล้เคียงกับช่วงที่ตลาดมักเข้าสู่จุดสิ้นสุดของรอบหรือ Cycle Top หรือคือ 1 ปีครึ่งหลัง Bitcoin halving
ปัจจัยมหภาค: แรงกดดันจาก Government Shutdown
โดยเหตุการณ์ Government Shutdown ของสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อเกินคาด ทำให้เกิดผลกระทบสำคัญ ได้แก่
แม้ภาพในระยะสั้นจะไม่สวยนัก แต่การประเมินปัจจัยพื้นฐานในระยะถัดไปยังพบสัญญาณที่อาจสนับสนุนว่า Bitcoin อาจยังไม่จบรอบ
ธนาคารกลางสหรัฐเตรียมหยุดกระบวนการลดงบดุล (QT) ในเดือนธันวาคม ขณะที่ตลาดยังคาดหวังการลดดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้งในปีหน้า และนักวิเคราะห์บางสำนักอาทิ JPMorgan เริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของการกลับมาใช้มาตรการ QE ในปีหน้า
M2 Supply หรือสภาพคล่องทั่วโลกยังอยู่ในขาขึ้น ซึ่งดัชนีดังกล่าวมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเคลื่อนไหวของ Bitcoin
วาระประธาน Fed ของเจอโรม พาวเวลล์จะสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม 2026 โดยตลาดคาดว่าภายใต้รัฐบาลของทรัมป์ อาจมีการแต่งตั้งผู้นำสายผ่อนคลาย (Dovish) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภาวะสภาพคล่องโลก
มุมมอง On-Chain: สัญญาณเชิงบวกจากข้อมูลจริงบนเครือข่าย
ข้อมูลบนบล็อกเชนสะท้อนมุมมองที่ต่างจากราคาในตลาด ดังตัวอย่างต่อไปนี้
แม้สัญญาณทางเทคนิคจะกดดันและแนวโน้มการลดดอกเบี้ยปลายปีมีความไม่แน่นอนมากขึ้น แต่ในภาพใหญ่ ปัจจัยมหภาคด้านสภาพคล่อง–นโยบายการเงิน และสัญญาณ On-Chain หลายตัว ยังคงสะท้อนเชิงบวก
ในมุมมองของผู้เขียน จึงยังให้น้ำหนักกับโอกาสที่การปรับฐานครั้งนี้เป็นเพียงช่วงพักตัว มากกว่าจะเข้าสู่ตลาดหมียาว และตลาดยังมีโอกาสที่จะฟื้นตัวอีกครั้งในปี 2026 ตามสภาพคล่อง
*หมายเหตุ
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ผู้เขียน
นายธนลภย์ ปรีดามาโนช บริษัท ผู้จัดการเงินทุน เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด
Thanalop Preedamanoch Fund Manager Merkle Capital