ข่าวเศรษฐกิจ

เงินเฟ้อสหรัฐพุ่งสุด 40 ปี หุ้นดิ่งเหว 880 จุด - บิตคอยน์ใกล้หลุดล้าน

11 มิ.ย. 65
เงินเฟ้อสหรัฐพุ่งสุด 40 ปี หุ้นดิ่งเหว 880 จุด - บิตคอยน์ใกล้หลุดล้าน
ไฮไลท์ Highlight
ความผันผวนของการลงทุนทั่วโลก เป็นผลหลังจากที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดเดือน พ.ค. ซึ่งพุ่งขึ้น 8.6% (yoy) โดยเพิ่มขึ้นจาก 8.3% เมื่อเดือน เม.ย. และนับเป็นระดับสูงสุดครั้งใหม่ในรอบ 40 ปี

 

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงแรง-บิตคอยน์หลุด 3 หมื่น-แต่ทองพุ่ง! รับข่าวเงินเฟ้อสหรัฐพุ่งสูงสุดรอบ 40 ปี ทีมไบเดนกดดัน "เฟด-บริษัทน้ำมัน" เร่งหาทางออก

เมื่อคืนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงอย่างหนัก โดยดัชนี Dow jones ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงถึง 880.00 จุด หรือ -2.73% ปิดที่ 31,392.79 จุด ส่วนดัชนี S&P500 ร่วงลง 116.96 จุด หรือ -2.91% ปิดที่ 3,900.86 จุด และดัชนี Nasdaq ร่วงลง 414.20 จุด หรือ -3.52% ปิดที่ 11,340.02 จุด หากนับเป็นการปิดตลาดรอบสัปดาห์ จะถือเป็นสัปดาห์ที่สาหัสที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปีวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา


นอกจากตลาดหุ้นจะร่วงลงหนักแล้ว สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง "คริปโทเคอร์เรนซี" ก็ยังสะเทือนแรงไม่แพ้กัน นำโดย Bitcoin ที่ร่วงต่ำกว่า $29,000 ใกล้หลุดระดับ 1,000,000 บาท โดยเมื่อเวลา 00.18 น.ตามเวลาไทย บิตคอยน์ร่วงลง 3.55% สู่ระดับ 28,918.50 ดอลลาร์ หรือราว 1,004,400.00 บาท ในการซื้อขายบนแพลตฟอร์ม Coinbase


อย่างไรก็ตาม ราคา "ทองคำ" ได้กลับมาพุ่งแรงอีกครั้งรับข่าวเงินเฟ้อ โดยสัญญาล่วงหน้าทองคำ โคเม็กซ์ สหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.4 ดอลลาร์ หรือ 1.2% ไปอยู่ที่ 1,875.50 ดอลลาร์/ออนซ์ ส่วนราคาทองสปอต เพิ่มขึ้น 1.4% ไปอยู่ที่ 1,873.58 ดอลลาร์/ออนซ์

15842794262578_1

ราคาขายปลีกทองคำในประเทศวันนี้ (11 มิ.ย.) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานบาททองคำละ 400 โดยเปิดตลาดเมื่อเวลา 09.18 น. ราคาทองคำแท่ง รับซื้อเข้าบาททองคำละ 30,600.00 ขายออกบาททองคำละ 30,700.00 ขณะที่ราคาทองรูปพรรณ รับซื้อเข้าบาททองคำละ 30,047.12 ขายออกบาททองคำละ 31,200.00


ความผันผวนของการลงทุนทั่วโลก เป็นผลหลังจากที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดเดือน พ.ค. ซึ่งพุ่งขึ้น 8.6% (yoy) โดยเพิ่มขึ้นจาก 8.3% เมื่อเดือน เม.ย. และนับเป็นระดับสูงสุดครั้งใหม่ในรอบ 40 ปี


หลังการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเกินคาด ทำให้นักลงทุนคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.50% ในการประชุมวันพุธหน้า 15 มิ.ย. และจะปรับขึ้นอีก 0.50% ในเดือน ก.ค. และมีโอกาสเพิ่มขึ้นที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.50% เช่นกันในเดือนก.ย. ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างมากดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย

 


ทีมไบเดนจวกยับ "บริษัทน้ำมัน" กดดัน "เฟด" เร่งแก้ปัญหา


ทางด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐ เปิดเผยว่า รัฐบาลของเขากำลังดำเนินการทุกทางที่สามารถทำได้เพื่อรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อ โดยกล่าวโทษบริษัทน้ำมันและบริษัทเดินเรือว่าเป็นตัวการที่ทำให้ราคาสินค้าพุ่งขึ้น โดยบริษัทน้ำมันจงใจไม่เพิ่มการผลิตเพื่อรักษาราคาน้ำมันไว้ที่ระดับสูง


"บริษัทน้ำมันมีใบอนุญาตขุดเจาะน้ำมัน แต่พวกเขาไม่ทำ และที่พวกเขาไม่ทำ ก็เพราะพวกเขาต้องการหาเงินจากการไม่ผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น" ไบเดน กล่าวและยังระบุด้วยว่า "เอ็กซอน (Exxon) ทำเงินได้มากกว่าพระเจ้าในปีนี้"

4(7)


ทั้งนี้ ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้นเกือบ 50% ใน 1 ปี และราคาของกินของใช้พุ่งขึ้นเกือบ 12% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2522


นอกจากนี้ ไบเดนยังวิพากษ์วิจารณ์บริษัทน้ำมันที่ใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อซื้อคืนหุ้นของบริษัท และไบเดนระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวควรจะถูกเก็บภาษี ขณะที่แหล่งข่าวเปิดเผยกับซีเอ็นบีซีว่า นายไบรอัน ดีส หัวหน้าที่ปรึกษาของไบเดนได้พบปะกับซีอีโอของเอ็กซอนและเชฟรอนในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับราคา, การผลิต และภาวะตลาดน้ำมัน


อย่างไรก็ตาม เอ็กซอนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาต่าง ๆ ของไบเดน และเปิดเผยว่า บริษัทวางแผนที่จะเพิ่มการใช้จ่ายทุน 50% ในแอ่งเปอร์เมียน (Permian Basin) ที่อุดมไปด้วยน้ำมันปิโตรเลียมในปีนี้ เมื่อเทียบกับปี 2564 และจะเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมันดิบอีกมากกว่า 250,000 บาร์เรลต่อวัน


ไบเดนยังระบุด้วยว่า บริษัทเดินเรือรายใหญ่ของเอเชียได้ปรับเพิ่มค่าระวางมาก ไบเดนถึง 1,000% โดยได้เรียกร้องให้สภาคองเกรสพิจารณาดำเนินการกับบริษัทเหล่านั้น


ด้านสำนักข่าว Bloomberg ได้อ้าง ไบรอัน ดีส ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ว่า เฟดมีกลไกมากพอที่ต้องการในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ และรัฐบาลก็ให้เวลากับเฟดตามที่ต้องการเพื่อจัดการเรื่องนี้ ขณะที่ประธานาธิบดีไบเดน ได้คุยหารือกับนายเจอโรม พาวเวลล์ ผู้ว่าการเฟด ที่ทำเนียบขาวไปเมื่อเดือนที่แล้ว


เซซิเลีย รูส ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของสหรัฐ กล่าวว่า ไบเดนได้ให้วลากับเฟดเพื่อให้พวกเขาทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ และตลาดเองก็คาดหวังส่วนหนึ่งว่า เฟดจะแก้ปัญหาเงินเฟ้ออย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่งจะช่วยชะลอภาวะเงินเฟ้อลงมาได้บ้าง

advertisement

Relate Post

SPOTLIGHT