
หลายปัจจัยที่กำลังปรับเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ทำให้เกิดโอกาสการลงทุนรอบใหม่ขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยก็อยู่ท่ามกลางโอกาสที่จะดึงดูดการลงทุนจากการที่ธุรกิจทั่วโลกปรับห่วงโซ่อุปทาน มองหาฐานการผลิตที่มีความยืดหยุ่น
รายงาน “Thailand Investment Outlook: Hope, resilience, and growth” ของ PwC Thailand ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 มองว่า ไทยมีโอกาสใช้จังหวะการเปลี่ยนแปลงนี้ยกระดับบทบาทของประเทศในเวทีการลงทุน โดยไม่ได้จำกัดเพียงการเป็นฐานการผลิตหรือการรองรับตลาดในประเทศ แต่ยังมีศักยภาพที่จะเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียน
PwC มองว่า โอกาสนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เพราะไทยเองก็มีจุดเด่น มีฐานเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานหลายด้านที่สามารถรองรับการลงทุนได้
รายงานของ PwC ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกกำลังสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทยในหลายด้าน โดยมี 5 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้
การกระจายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Diversification) : บริษัทต่าง ๆ กำลังให้ความสำคัญกับทั้งประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นมากขึ้น การกระจายฐานการผลิตและกลยุทธ์ China+1 จึงเปิดโอกาสให้ประเทศไทยเข้ามามีบทบาทในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กลางของภูมิภาค โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งรายงานยกตัวอย่างการเข้ามาลงทุนของ BYD, GWM, Changan และ GAC Aion
การนำ AI มาใช้ (AI Adoption) : รายงานมองว่า โอกาสไม่ได้จำกัดอยู่ที่การนำ AI มาใช้ในธุรกิจ แต่ครอบคลุมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่เกี่ยวข้อง ทั้งคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ การวิเคราะห์ข้อมูล ระบบอัตโนมัติ และการพัฒนาบุคลากร โดยประเทศไทยกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและนโยบายที่สนับสนุนการใช้งานเทคโนโลยี เช่น Cloud First ของภาครัฐ รวมถึง PromptPay ระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน และการเปิดทางให้เกิดธนาคารเสมือน
ข้อมูลจาก AWS ที่อยู่ในรายงานระบุว่า ในปี 2569 องค์กรไทยราว 43% มีการใช้ AI แต่มีเพียงประมาณ 9% ที่ก้าวไปไกลกว่าการใช้งานขั้นพื้นฐานสู่การประยุกต์ใช้ AI ในระดับสูงหรือผนวกรวมเข้ากับการดำเนินงาน ขณะที่ผลสำรวจ CEO ของ PwC พบว่า มีบริษัทไทยเพียง 18% ที่รายงานว่า การใช้ AI ช่วยเพิ่มรายได้และลดต้นทุนได้พร้อมกัน
สังคมสูงวัย (Ageing Population) : สัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปของไทยเพิ่มจาก 12.9% ในปี 2563 เป็น 15.4% ในปี 2568
PwC ประเมินว่า การใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสังคมสูงวัยของไทยอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3.5 ล้านล้านบาท หรือ 107,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2576
ธุรกิจที่ได้โอกาสจากปัจจัยนี้ครอบคลุมตั้งแต่โรงพยาบาล การตรวจวินิจฉัย การฟื้นฟูสมรรถภาพ การดูแลผู้สูงอายุที่บ้านและสถานดูแลผู้สูงอายุ ไปจนถึงธุรกิจสุขภาพ การอยู่อาศัยหลังเกษียณ ประกันภัย และการวางแผนทางการเงิน ขณะเดียวกัน การขาดแคลนแรงงานยังเพิ่มความต้องการใช้ AI หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และการยกระดับทักษะแรงงาน
ความยั่งยืน (Sustainability) : PwC ระบุว่า เรื่องความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนจากประเด็นด้านการเปิดเผยข้อมูลไปสู่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยสหภาพยุโรปเริ่มใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ขณะที่ไทยเตรียมใช้พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตั้งแต่ปี 2570 ซึ่งจะครอบคลุมภาษีคาร์บอน กลไก Thai CBAM และระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS)
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เปิดโอกาสให้เกิดธุรกิจและการลงทุนด้านข้อมูลคาร์บอนและการรับรองข้อมูล แพลตฟอร์ม ESG การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ อาคารสีเขียว และการเงินเพื่อความยั่งยืน
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) : การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กำลังสร้างโอกาสการลงทุน โดยมีทั้งเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนและความมั่นคงทางพลังงานเป็นแรงผลักดัน ขณะที่พลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจะมีบทบาทต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และภาคอุตสาหกรรม
รายงานยังบอกด้วยว่า แรงส่งเหล่านี้สะท้อนจากมูลค่าธุรกรรมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศขั้นต้นของไทย ซึ่งแตะ 86,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.9 ล้านล้านบาท ในปี 2568 อ้างอิงตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยสาธารณรัฐประชาชนจีน สิงคโปร์ และสหภาพยุโรปเป็นหนึ่งในแหล่งเงินลงทุนสำคัญ
แรงเปลี่ยนแปลงของโลกเปิดโอกาสให้หลาย ๆ ประเทศ แต่การที่ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนได้หลายอุตสาหกรรมก็เป็นผลจากการมีฐานเศรษฐกิจที่หลากหลาย ซึ่ง PwC มองว่าเป็นจุดแข็งสำคัญของไทย ได้แก่
ยานยนต์ : ยานยนต์เป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของไทย ไทยเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปี 2568 ไทยผลิตรถยนต์ขนาดเล็กราว 1.5 ล้านคัน และกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า โดย EV มีสัดส่วน 53% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
โลจิสติกส์ : ได้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งของไทยที่อยู่ใจกลางภูมิภาค รวมถึงการขยายระบบรางและท่าเรือ และเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี 17 ฉบับ ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว 15 ฉบับ
การท่องเที่ยวและสุขภาพ : อีกฐานที่ไทยมีความแข็งแกร่ง โดยปี 2568 มีนักท่องเที่ยวราว 33 ล้านคน และผู้ป่วยชาวต่างชาติประมาณ 3 ล้านคนต่อปี ทำให้เกิดระบบนิเวศที่เชื่อมโยงทั้งการท่องเที่ยว สุขภาพ และเวลเนส
เกษตรและอาหารแปรรูป : ไทยมีฐานการผลิตที่แข็งแรงในฐานะ ‘ครัวของโลก’ และติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก ขณะที่ทิศทางการลงทุนกำลังขยับไปสู่ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีมูลค่าสูงขึ้น
เมื่อดูประเภทของโครงการลงทุนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะเห็นว่าโครงการส่วนใหญ่กำลังมุ่งไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เกษตรและอาหารแปรรูป และปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์
โดยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมีมูลค่าการลงทุน 22,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 151 โครงการ ตามด้วยอิเล็กทรอนิกส์ 8,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 470 โครงการ ยานยนต์ 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 288 โครงการ เกษตรและอาหารแปรรูป 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 301 โครงการ และปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 267 โครงการ
นอกจากตลาดภายในประเทศที่มีประชากร 71.7 ล้านคนแล้ว PwC มองว่า จุดแข็งสำคัญของไทยคือ การใช้ประเทศเป็นฐานเข้าสู่ตลาดอาเซียน ซึ่งมีประชากรกว่า 700 ล้านคน และมีเศรษฐกิจรวมประมาณ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
PwC คาดว่า เศรษฐกิจอาเซียนจะเติบโตเฉลี่ย 4-5% ต่อปี ทำให้ภูมิภาคนี้มีศักยภาพด้านอุปสงค์ในระยะยาว ขณะที่ทำเลที่ตั้งของไทย ความเชื่อมโยงทางการค้า และระบบโลจิสติกส์ ช่วยให้ประเทศสามารถทำหน้าที่เป็นฐานสำหรับการเข้าถึงตลาดเหล่านี้
PwC เปรียบเทียบจุดแข็งของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านว่า สิงคโปร์มีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่แข็งแกร่ง แต่มีตลาดภายในประเทศขนาดเล็ก ขณะที่อินโดนีเซียมีตลาดและทรัพยากรขนาดใหญ่ แต่มีข้อจำกัดด้านการขนส่งจากลักษณะประเทศที่เป็นหมู่เกาะ ส่วนเวียดนามมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะฐานการผลิตเพื่อการส่งออก แต่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และระบบนิเวศอุตสาหกรรม
สำหรับไทย PwC มองว่า จุดแข็งอยู่ที่การผสมผสานระหว่างตลาดภายในประเทศ ฐานอุตสาหกรรมที่หลากหลาย โครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว สุขภาพ อาหารและเกษตร และไลฟ์สไตล์ ซึ่งทำให้ไทยมีศักยภาพในการรองรับการลงทุนและเชื่อมโยงไปยังตลาดในภูมิภาค
ภูวิณ หน่อชูเวช หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการประจำอาณาเขตและหุ้นส่วนสายงานดีลส์ บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องราวการลงทุนของไทยกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ โดยความได้เปรียบของประเทศไม่ได้อยู่ที่ภาคธุรกิจใดภาคหนึ่ง แต่อยู่ที่การผสานขนาดตลาด ความแข็งแกร่งของฐานอุตสาหกรรม และความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้น ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานกระจายตัว และ AI กับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานกำลังปรับโฉมเศรษฐกิจโลก ไทยมีโอกาสเปลี่ยนแรงขับเคลื่อนเหล่านี้ให้เป็นการลงทุนและการเติบโตรูปแบบใหม่ พร้อมเสริมบทบาทในฐานะประตูสู่อาเซียน
โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกเริ่มสะท้อนผ่านการตัดสินใจลงทุนของบริษัทต่างชาติในไทย โดย PwC ยกตัวอย่าง Google ซึ่งมีแผนลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในโครงการ Bangkok Cloud Region, Western Digital ที่ขยายฐานการผลิตด้วยเงินลงทุน 693 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ BYD ที่ลงทุน 490 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อจัดตั้งฐานการผลิตรถยนต์นั่งที่บริษัทเป็นเจ้าของทั้งหมดแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อย่างไรก็ตาม PwC ชี้ว่า การเปลี่ยนข้อได้เปรียบให้เป็นการลงทุนจริงอย่างต่อเนื่อง ต้องอาศัยการขับเคลื่อนด้านนโยบายและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน ทั้งมาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โครงการวีซ่าระยะยาว และการปรับปรุงกฎระเบียบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงข้อเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน กรอบ Thailand 4.0 เป็นอีกทิศทางสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าสูง ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่ยานยนต์ยุคใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และเวลเนส เกษตรและไบโอเทค อาหารแห่งอนาคต หุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ ไปจนถึงดิจิทัล
นอกจากนโยบายและกฎระเบียบแล้ว รายงานยังให้ความสำคัญกับการทำให้ผู้ลงทุนสามารถเชื่อมต่อกับระบบเศรษฐกิจไทยได้จริง ผ่านกลไกอย่างการจับคู่ธุรกิจ การเชื่อมโยงกับซัพพลายเออร์ การจัดหาบุคลากร และการสนับสนุนการจัดซื้อในประเทศ ซึ่งจะช่วยให้การเข้ามาตั้งธุรกิจหรือขยายกิจการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการและแรงงานในประเทศได้มากขึ้น
ภูวิณ หน่อชูเวช กล่าวว่า การคว้าโอกาสนี้จำเป็นต้องเชื่อมโยง AI การกระจายห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เข้ากับขีดความสามารถ โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากรที่มีทักษะ เพื่อเปลี่ยนแรงส่งด้านการลงทุนให้เป็นคุณค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว