
หลังประเทศไทยเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่มาหลายสัปดาห์ ผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มปรากฏให้เห็นต่อเนื่อง ล่าสุด คือการที่ไทยต้องลดการส่งออกไข่ลง เพื่อไม่ให้กระทบต่อปากท้องของประชาชนในประเทศ แต่กรณีนี้กลับสร้างความกังวลให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนของเราอย่างสิงคโปร์ ซึ่งนำเข้าไข่จากประเทศไทยจำนวนมาก
สำนักข่าว CNA รายงานว่า สำนักงานอาหารของสิงคโปร์ติดต่อมายังเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทย เพื่อหารือ หลังจากที่ประเทศไทยขอให้โรงงานตัดลดการส่งออกไข่ลง 50 เปอร์เซ็นต์จนถึงเดือนธันวาคมนี้ เนื่องจากปัญหาผลผลิตลดลงจากน้ำท่วมใหญ่
ด้าน CNA ได้สอบถามกรณีดังกล่าวจากสำนักงานอาหารของสิงคโปร์ ซึ่งได้รับคำตอบว่า กำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์เรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
ไข่ราว 15 เปอร์เซ็นต์ในสิงคโปร์เป็นไข่ที่มาจากประเทศไทย แต่ทางสำนักงานอาหารของสิงคโปร์ระบุว่า สินค้าประเภทไข่ในสิงคโปร์นั้นมีความหลากหลายจากแหล่งนำเข้ากว่า 10 ประเทศ โดยนอกจากประเทศไทยแล้ว ก็ยังมีไข่ที่นำเข้ามาจากมาเลเซีย อินโดนีเซียและยูเครนด้วย
ดังนั้น อุตสาหกรรมจึงยังสามารถจัดหาไข่จากแหล่งอื่นได้ หากมีความจำเป็น พร้อมระบุว่า การผลิตไข่ภายในประเทศยังเป็นแหล่งจัดหาเพิ่มเติมในช่วงที่เกิดภาวะชะงักงันของอุปทาน
โฆษกของเช็งเซียง (Sheng Siong) เครือซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ของสิงคโปร์ ระบุเมื่อวันพุธที่ 7 ตุลาคมว่า ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ไม่ได้นำเข้าไข่จากประเทศไทย ดังนั้น ขณะนี้ปริมาณไข่และราคาของเรายังคงมีเสถียรภาพ และกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดร่วมกับซัพพลายเออร์
CNA ยังได้สอบถามไปถึง NTUC FairPrice, Cold Storage และ Giant ว่า ปริมาณไข่ที่นำเข้าจากประเทศไทยได้รับผลกระทบหรือไม่ และกำลังมองหาแหล่งนำเข้าอื่นมาทดแทนหรือไม่
การที่ประเทศไทยเตรียมลดการส่งออกไข่เกิดขึ้น หลังจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศเผชิญน้ำท่วมหนักในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้แม่ไก่ประมาณ 3 ล้านตัวตาย และกระทบต่อปริมาณไข่ในตลาด
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรของไทยระบุว่า เมื่อปีที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกไข่มูลค่า 1,700 ล้านบาท (ประมาณ 50.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยสิงคโปร์เป็นตลาดส่งออกรายใหญ่ คิดเป็น 79% ของการส่งออกทั้งหมด
สำนักงานอาหารสิงคโปร์ระบุว่า ห่วงโซ่อุปทานอาหารทั่วโลกจะยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน และอาจเกิดการหยุดชะงักของการจัดหาอาหารเป็นระยะแม้รัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อลดผลกระทบ แต่เราไม่สามารถป้องกันหรือบรรเทาผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานอาหารได้ทั้งหมด
ดังนั้น ทางสำนักงานยังแนะนำให้ภาคอุตสาหกรรมอาหารในประเทศกระจายแหล่งนำเข้าให้หลากหลายขึ้น และขอให้ผู้บริโภคยืดหยุ่นในการเลือกซื้ออาหาร หากเกิดปัญหาด้านอุปทานในอนาคต