Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
1 เดือนศึกตะวันออกกลาง คนไทยรวยไม่ไหว ค่าครองชีพอะไรขึ้นแล้วบ้าง?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

1 เดือนศึกตะวันออกกลาง คนไทยรวยไม่ไหว ค่าครองชีพอะไรขึ้นแล้วบ้าง?

28 มี.ค. 69
15:44 น.
แชร์

นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ภูมิทัศน์ความมั่นคงของโลกก็เปลี่ยนแปลงไป ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางทหาร แต่ได้ลุกลามเป็นวิกฤตพลังงานที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก ตั้งแต่ความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ไปจนถึงความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งพลังงานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวเริ่มส่งผลมาถึงประเทศไทยอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยประชาชนต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านต้นทุนยังค่อย ๆ ส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง ส่งผลให้ค่าครองชีพปรับเพิ่มขึ้นในหลายมิติ

SPOTLIGHT ชวนสำรวจภาพรวมหลังผ่านไปหนึ่งเดือนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ว่าสงครามครั้งนี้กำลังเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างไร พร้อมทั้งดูแนวโน้มและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงปกคลุมทั้งภูมิรัฐศาสตร์และตลาดพลังงานโลก

ช็อกพลังงานโลกลามไทย น้ำมันพุ่งทั้งกระดานใน 1 เดือน ดันค่าครองชีพจ่อพุ่ง

หลังผ่านไปเพียง 1 เดือนของความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ผลกระทบได้ส่งตรงถึงชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในมิติของ “ราคาพลังงาน” ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนแรงกดดันจากตลาดน้ำมันโลกที่ผันผวนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

ในกลุ่มน้ำมันเบนซิน พบว่า เบนซิน 95 ปรับขึ้นจาก 39.14 บาทต่อลิตร เป็น 49.64 บาท เพิ่มขึ้น 10.50 บาท หรือ 26.83% ขณะที่ แก๊สโซฮอล์ 95 (E10) ปรับจาก 30.55 บาท เป็น 41.05 บาท เพิ่มขึ้น 10.50 บาท หรือ 34.37% และ แก๊สโซฮอล์ 91 ขยับจาก 30.18 บาท เป็น 40.68 บาท เพิ่มขึ้น 10.50 บาท หรือ 34.78% ซึ่งถือเป็นอัตราการเพิ่มสูงสุดในกลุ่มน้ำมันเบนซิน สะท้อนว่ากลุ่มผู้ใช้น้ำมันพื้นฐานทั่วไปได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรง

ด้านน้ำมันกลุ่มผสมเอทานอลในสัดส่วนสูง ซึ่งโดยปกติมีราคาถูกกว่า พบว่า แก๊สโซฮอล์ E20 ปรับขึ้นจาก 28.34 บาท เป็น 36.05 บาท เพิ่มขึ้น 7.71 บาท หรือ 27.21% ขณะที่ แก๊สโซฮอล์ E85 ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก ปรับขึ้นจาก 26.29 บาท เป็น 32.79 บาท เพิ่มขึ้น 6.50 บาท หรือ 24.72% แม้อัตราการเพิ่มจะต่ำกว่ากลุ่มเบนซิน แต่ยังคงสะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกัน ดีเซลหมุนเร็ว ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่งและโลจิสติกส์ ปรับขึ้นจาก 29.94 บาท เป็น 38.94 บาท เพิ่มขึ้น 9.00 บาท หรือ 30.05% การปรับขึ้นในระดับนี้มีนัยสำคัญต่อโครงสร้างต้นทุนทั้งระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากดีเซลเป็นต้นน้ำของราคาสินค้าแทบทุกประเภท

ภาพรวมจากข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันในรอบนี้ไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นการปรับขึ้น “ทั้งกระดาน” ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมีช่วงราคาก่อน-หลังที่ขยับขึ้นเฉลี่ยราว 6.50-10.50 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับสูงในระยะเวลาเพียง 1 เดือน และมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง ค่าอาหาร และค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้างในระยะถัดไป

อาหารแพงลาม วัตถุดิบเพิ่มตามใน 1 เดือน

นอกจากราคาน้ำมันแล้ว เมื่อสืบค้นข้อมูลจากกรมการค้าภายใน ยังพบว่า สถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในกรุงเทพมหานครเริ่มส่งสัญญาณตึงตัวมากขึ้น สอดคล้องกับแรงกดดันด้านต้นทุนจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นก่อนหน้า โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ราคาค้าปลีกเฉลี่ยของ “วัตถุดิบอาหาร” หลายรายการได้ทยอยปรับขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงเวลาเพียง 1 เดือน ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 27 มีนาคม 2569

ในกลุ่มเนื้อสัตว์ พบว่า เนื้อหมูเนื้อแดงสะโพก ปรับเพิ่มจาก 147.50 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 156.25 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 8.75 บาท หรือคิดเป็น 5.93% ขณะที่เนื้อหมูสามชั้น ขยับจาก 180.00 บาท เป็น 183.75 บาท เพิ่มขึ้น 3.75 บาท หรือ 2.08% ด้านเนื้อไก่ส่วนน่อง-สะโพก ปรับขึ้นจาก 85.00 บาท เป็น 90.63 บาท เพิ่มขึ้น 5.63 บาท หรือ 6.62% ขณะที่เนื้อไก่สันในเพิ่มจาก 92.50 บาท/กก. เป็น 94.38 บาท/กก. เพิ่มขึ้น 2.03% 

ในหมวดสินค้าโปรตีนพื้นฐานอย่างไข่ไก่ พบว่า ไข่ไก่เบอร์ 1 ปรับขึ้นจาก 4.10 บาทต่อฟอง เป็น 4.20 บาทต่อฟอง เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือ 2.44% ซึ่งแม้จะเป็นการปรับขึ้นในอัตราที่ไม่สูงมาก แต่มีผลกระทบในวงกว้างต่อผู้บริโภค เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีการบริโภคในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม สินค้าที่ปรับขึ้นโดดเด่นที่สุดคือ มะนาวเบอร์ 1-2 ที่ราคาพุ่งจาก 3.00 บาทต่อผล เป็น 4.65 บาทต่อผล เพิ่มขึ้นถึง 1.65 บาท หรือ 55.00% ภายในเวลาเพียง 1 เดือน สะท้อนปัจจัยด้านฤดูกาลและอุปทานที่ตึงตัวอย่างมีนัยสำคัญ

ภาพรวมดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า แรงกดดันเงินเฟ้อในระดับครัวเรือนเริ่มกระจายจาก “พลังงาน” ไปสู่ “อาหารสด” อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีแนวโน้มกระทบค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการดูแลราคาสินค้าในระยะถัดไป

ดีเซลพุ่ง ดันค่าเรือด่วนเจ้าพระยาและคลองแสนแสบขึ้นเร็วสุดรอบหลายสิบปี

แรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเริ่มส่งผ่านมายังภาคการขนส่งทางน้ำในกรุงเทพฯ อย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ผู้ให้บริการเรือโดยสารหลักทั้งคลองแสนแสบและแม่น้ำเจ้าพระยา ประกาศปรับขึ้นค่าโดยสาร 2 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม หลังราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นราว 6 บาทต่อลิตร แตะระดับประมาณ 38.94-38.99 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนทะลุ “กรอบขั้นบันได” ที่กำหนดไว้ และกลายเป็นการปรับขึ้นที่รวดเร็วที่สุดในรอบหลายสิบปี

ในส่วนของเรือคลองแสนแสบ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ระบุว่า จะปรับค่าโดยสารจากเดิม 11-21 บาท เป็น 13-23 บาทตามระยะทาง โดยมีสาเหตุหลักจากมติคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่ปรับลดอัตราชดเชยน้ำมันดีเซลและเบนซิน ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นทันที 

ผู้ประกอบการยอมรับว่าไม่สามารถแบกรับภาระได้ เนื่องจากเป็นการปรับขึ้นในลักษณะ “ก้าวกระโดด” และเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ทั้งนี้ บริษัทจะประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันทุก 7 วัน และหากราคายังทรงตัวในระดับสูง อาจจำเป็นต้องทยอยปรับค่าโดยสารเพิ่มเติมตามโครงสร้างขั้นบันได โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาดีเซลทะลุ 41 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันลดลงในอนาคต ก็มีเงื่อนไขที่จะพิจารณาปรับลดค่าโดยสารคืนให้ผู้โดยสาร

ด้านเรือด่วนเจ้าพระยา ซึ่งให้บริการระหว่างปากเกร็ด-วัดราชสิงขร ได้ปรับค่าโดยสารทุกประเภทขึ้น 2 บาทเช่นกัน โดยโครงสร้างราคาใหม่ประกอบด้วย เรือธงส้ม (นนทบุรี-วัดราชสิงขร) จาก 16 เป็น 18 บาท เรือธงเหลือง (นนทบุรี-สาทร) จาก 21 เป็น 23 บาท เรือธงเขียวเหลือง แยกเป็นเส้นทางปากเกร็ด-นนทบุรี จาก 14 เป็น 16 บาท, นนทบุรี-สาทร จาก 21 เป็น 23 บาท และปากเกร็ด-สาทร จาก 33 เป็น 35 บาท ขณะที่เรือปรับอากาศธงแดง (นนทบุรี–สาทร) ปรับจาก 30 เป็น 32 บาท 

ผู้บริหารย้ำว่า ที่ผ่านมาบริษัทพยายามชะลอการขึ้นราคาเพื่อไม่ให้กระทบผู้โดยสาร แต่จากราคาดีเซลที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง ทำให้การปรับครั้งนี้ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” พร้อมยืนยันว่าหากต้นทุนลดลงก็จะปรับราคาลงตาม

ขณะที่กรมเจ้าท่า (จท.) ระบุว่า การปรับขึ้นค่าโดยสารของเอกชนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ “อัตราขั้นบันได” ที่กำหนดโดยคณะกรรมการเรือเดินประจำทางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเรือด่วนเจ้าพระยาจะปรับค่าโดยสาร 1 บาทต่อการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันทุก 4 บาทต่อลิตร ส่วนเรือคลองแสนแสบใช้เกณฑ์ 2 บาทต่อลิตรต่อการปรับ 1 บาท ซึ่งสะท้อนต้นทุนจริง 

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติสามารถปรับต่ำกว่ากรอบได้อย่างน้อย 1 ขั้น เพื่อช่วยบรรเทาภาระประชาชนและให้ผู้ประกอบการยังสามารถดำเนินธุรกิจได้

อธิบดีกรมเจ้าท่าระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการประชุมเร่งด่วนเพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือภาคการคมนาคมขนส่ง หากมีมาตรการชดเชยออกมา จะถูกนำมาพิจารณาประกอบการกำหนดค่าโดยสารอีกครั้ง แต่หากไม่มีมาตรการเพิ่มเติม ต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อผู้ประกอบการ และอาจทำให้ต้องมีการปรับค่าโดยสารในระยะถัดไป 

ค่าขนส่งจ่อพุ่ง 10-30% กดค่าครองชีพ หลังดีเซลขึ้น 6 บาท

นอกจากค่าน้ำมัน อีกปัจจัยที่อาจทำให้ค่าครองชีพของคนไทยเพิ่มขึ้นอีกคือค่าขนส่ง หลังเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยยังส่งสัญญาณเตรียมปรับขึ้นอัตราค่าขนส่งทั่วประเทศ หลังต้นทุนน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง

ในวันดังกล่าว นายทองอยู่ คงขันธ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับภาคีเครือข่ายผู้ประกอบการขนส่งรวม 13 สมาคม เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ว่า ที่ประชุมมีมติให้ทยอยปรับขึ้นค่าขนส่งแบบขั้นบันได เริ่มต้น 10% ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้ และอาจขยับขึ้นสูงสุดถึง 30% หากราคาน้ำมันยังไม่คลี่คลาย

แรงกดดันหลักมาจากมติคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่ปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งคิดเป็น 40-45% ของต้นทุนขนส่งทั้งหมด เพิ่มขึ้นทันที และกระทบเป็นวงกว้างไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าไฟฟ้า และค่าขนส่งในระบบโลจิสติกส์

ในเชิงโครงสร้างอัตราค่าขนส่ง ที่ประชุมกำหนดแนวทางปรับขึ้นเป็นลำดับขั้น ได้แก่

  • ขั้นที่ 1 ปรับขึ้น 10% มีผล 1 เม.ย. 2569
  • ขั้นที่ 2 ปรับขึ้นเป็น 15% (รอประเมินราคาน้ำมัน)
  • ขั้นที่ 3 ปรับขึ้นในช่วง 20-30% (รอประเมินสถานการณ์เพิ่มเติม)

ขณะเดียวกัน ในรายละเอียดเชิงปฏิบัติ สหพันธ์ฯ ระบุว่า อัตราค่าขนส่ง “เที่ยวเดียว” อาจต้องปรับเพิ่มในระดับ 27-30% ส่วนกรณีวิ่ง “สองเที่ยว” จะอยู่ราว 20% และ “ค่าจอดรอ” อาจปรับขึ้น 20-30% โดยอ้างอิงฐานราคาน้ำมันที่ 29.94 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับต้นทุนเดิมก่อนการปรับขึ้นรอบล่าสุด

ในด้านการปรับตัวของภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการเตรียมนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาบริหารจัดการโลจิสติกส์มากขึ้น โดยเฉพาะการลด “เที่ยวเปล่าขากลับ” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และลดการปล่อยคาร์บอน

นายทองอยู่ย้ำว่า การปรับขึ้นค่าขนส่งครั้งนี้ “ไม่ใช่การซ้ำเติมประชาชน” แต่เป็นมาตรการจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของผู้ประกอบการ ภายใต้สถานการณ์ที่ยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือโดยตรงจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นในลักษณะ “โดมิโน” ต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะได้รับผลกระทบก่อน เนื่องจากค่าขนส่งเป็นต้นทุนพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับราคาสินค้าเกือบทุกประเภทในระบบเศรษฐกิจ



แชร์
1 เดือนศึกตะวันออกกลาง คนไทยรวยไม่ไหว ค่าครองชีพอะไรขึ้นแล้วบ้าง?