
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น หลังรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกส่งออกน้ำมันสำคัญของอิหร่านบนเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดของประเทศและเป็นจุดยุทธศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่สงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านกำลังยกระดับความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกหยุดชะงัก และผลักดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่การโจมตีอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อสามสัปดาห์ก่อน
ข้อมูลจากตลาดพลังงานระบุว่า ราคาน้ำมันดิบสหรัฐปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงค่ำวันอาทิตย์ ก่อนจะลดช่วงบวกลงเล็กน้อยและซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 99.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 11.04 น. เวลาไทย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงของตลาดน้ำมันโลก ปรับเพิ่มขึ้น 1.23% มาอยู่ที่ระดับ 104.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ความผันผวนของราคาน้ำมันเกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้กองทัพสหรัฐโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านบนเกาะคาร์กเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยทรัมป์ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งโจมตีเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และไม่ได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหรือระบบส่งออกน้ำมันของอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า หากอิหร่านยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก สหรัฐอาจพิจารณาโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการผลิตและส่งออกน้ำมันบนเกาะคาร์กในขั้นต่อไป
ไมค์ วอลซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNN เมื่อวันอาทิตย์ว่า การโจมตีครั้งแรกของสหรัฐมีเป้าหมายเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางทหารเท่านั้น แต่รัฐบาลสหรัฐยังคงเก็บทางเลือกในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านไว้เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางยุทธศาสตร์
“เขาจงใจโจมตีเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางทหารในตอนนี้เท่านั้น และผมคิดว่าเขาจะยังคงรักษาทางเลือกนั้นไว้ หากต้องการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านในอนาคต” วอลซ์กล่าว
ข้อมูลจากธนาคาร JPMorgan ระบุว่า เกาะคาร์กถือเป็นหัวใจของระบบส่งออกน้ำมันของอิหร่าน โดยน้ำมันดิบประมาณ 90% ของการส่งออกทั้งหมดของประเทศถูกขนส่งผ่านท่าเรือบนเกาะแห่งนี้ ขณะที่ข้อมูลจากองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ระบุว่า อิหร่านผลิตน้ำมันประมาณ 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
นาตาชา คาเนวา หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์โลกของ JPMorgan ระบุในบันทึกถึงลูกค้าเมื่อวันศุกร์ว่า การโจมตีของสหรัฐต่อเกาะคาร์ก รวมถึงคำเตือนของทรัมป์เกี่ยวกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน ถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดของสงครามอย่างมีนัยสำคัญ
เธอเตือนว่า หากมีการโจมตีโดยตรงต่อท่าเรือส่งออกน้ำมันบนเกาะคาร์ก การส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันอาจหยุดชะงักทันที ซึ่งอาจจุดชนวนให้เกิด “การตอบโต้รุนแรง” จากอิหร่าน ทั้งในช่องแคบฮอร์มุซหรือผ่านการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค
สถานการณ์ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียได้ลุกลามจนส่งผลกระทบโดยตรงต่อหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก หลังการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียซึ่งเชื่อมโยงกับอิหร่าน ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซชะงักงันอย่างรุนแรง และสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของอุปทานน้ำมันในตลาดโลก
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็น “จุดคอขวด” ของระบบพลังงานโลก เนื่องจากเป็นทางน้ำแคบที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับตลาดพลังงานระหว่างประเทศ ก่อนเกิดความขัดแย้ง มีน้ำมันราว 20% ของอุปทานโลกถูกขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวในแต่ละวัน ทำให้การหยุดชะงักของการเดินเรือในพื้นที่นี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดพลังงาน
ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนทันทีในตลาดพลังงานโลก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และปิดเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบสี่ปีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความวิตกว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะยืดเยื้อ
แม้หลายประเทศจะพยายามบรรเทาผลกระทบต่ออุปทาน โดยมีมากกว่า 30 ประเทศตกลงร่วมกันปล่อยน้ำมันสำรองรวมกันประมาณ 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการปล่อยน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่แรงกดดันด้านราคาในตลาดยังคงไม่คลี่คลาย และราคาน้ำมันยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในมาตรการดังกล่าว สหรัฐจะปล่อยน้ำมันจำนวน 172 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) เพื่อช่วยเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาดโลก
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงปารีสและทำหน้าที่ประสานความร่วมมือในการปล่อยน้ำมันสำรองครั้งนี้ ระบุเมื่อวันอาทิตย์ว่า ประเทศในเอเชียจะเริ่มปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินทันที ขณะที่ประเทศในยุโรปและทวีปอเมริกาจะเริ่มดำเนินการปล่อยน้ำมันสำรองภายในช่วงปลายเดือนมีนาคม
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal ว่า ทำเนียบขาวมีแผนประกาศภายในสัปดาห์นี้ว่าหลายประเทศได้ตกลงที่จะร่วมกันคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่ายังอยู่ระหว่างการหารือว่าปฏิบัติการดังกล่าวจะเริ่มต้นก่อนหรือหลังสงครามสิ้นสุดลง
ด้านคริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ ABC News เมื่อวันอาทิตย์ว่า ยังไม่มีหลักประกันว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า
“ในสงครามไม่มีอะไรที่รับประกันได้” ไรต์กล่าว “แต่ผมสามารถรับประกันได้ว่า หากไม่มีปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้เพื่อสกัดศักยภาพของระบอบอิหร่าน สถานการณ์จะเลวร้ายกว่านี้อย่างมาก”
ที่มา: CNBC