
การโจมตีทางทหารต่ออิหร่านโดยอิสราเอลและสหรัฐฯ ได้จุดชนวนความตึงเครียดระลอกใหม่ในตะวันออกกลาง พร้อมสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลก หลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ออกมาเตือนว่า จะไม่อนุญาตให้เรือใดเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นจุดผ่านของน้ำมันเกือบหนึ่งในห้าของการบริโภคทั่วโลกในแต่ละวัน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามจนกระทบต่อ “เส้นเลือดใหญ่” ของระบบพลังงานโลก ขณะที่บริษัทเดินเรือ ผู้ค้าพลังงาน และบริษัทประกันภัยทางทะเลเริ่มปรับแผนรับมือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น หากการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกจำกัดหรือหยุดชะงักจริง อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันอาทิตย์ โดยอ้างเจ้าหน้าที่จากภารกิจทางเรือของสหภาพยุโรป “Aspides” ว่า เรือที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ได้รับสัญญาณวิทยุผ่านระบบ VHF ซึ่งระบุว่ามาจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน โดยมีข้อความแจ้งเตือนว่า “ไม่อนุญาตให้เรือใดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” ยิ่งเพิ่มความกังวลว่าความตึงเครียดในภูมิภาคอาจลุกลามจนกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ข้อความแจ้งเตือนดังกล่าวทำให้เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากเริ่มหลีกเลี่ยงการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลเปิด โดยบริษัทเดินเรือรายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง Nippon Yusen ได้สั่งให้กองเรือของบริษัทระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว ขณะที่หน่วยงานด้านการเดินเรือของกรีซก็ออกคำแนะนำให้เรือของประเทศพิจารณาทบทวนการใช้เส้นทางนี้เช่นกัน
ขณะเดียวกัน ข้อมูลติดตามเรือของบลูมเบิร์กระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่หลายลำเริ่มชะลอการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ เช่น เรือ Eagle Veracruz ซึ่งบรรทุกน้ำมันดิบจากอิรักและซาอุดีอาระเบียราว 2 ล้านบาร์เรล ได้หยุดการเข้าสู่ช่องแคบและจอดรออยู่นอกชายฝั่งอ่าวโอมาน
ด้าน Financial Times รายงานว่า ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเริ่มส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ในภูมิภาค โดยบริษัทประกันภัยบางแห่งได้ ยกเลิกความคุ้มครองเดิมหรือปรับเพิ่มค่าเบี้ยประกันภัยทางทะเลอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับเรือที่ต้องเดินทางผ่านตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
หากการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิง เศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั่วโลกจะได้รับผลกระทบในวงกว้าง เนื่องจากหลายประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางผ่านเส้นทางดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การปิดช่องแคบก็จะกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่านเองเช่นกัน ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้สำคัญ ด้วยเหตุนี้ แม้ในอดีตอิหร่านจะเคยขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีการปิดเส้นทางดังกล่าวอย่างสมบูรณ์จริง ๆ มาก่อน
ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญที่สุดของโลก โดยตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านและโอมาน เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ บริเวณที่แคบที่สุดของช่องแคบมีระยะทางเพียงประมาณ 21 ไมล์ หรือราว 33 กิโลเมตร ทำให้พื้นที่นี้ถูกมองว่าเป็น “จุดคอขวด” ที่เปราะบางอย่างยิ่งของระบบขนส่งพลังงานโลก
ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า น้ำมันราว 30% ของปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางทะเลทั่วโลก หรือประมาณ 20.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยในช่วงปี 2567 ถึงต้นปี 2568 มีการประเมินว่า มากกว่าหนึ่งในสี่ของการค้าน้ำมันทางเรือทั่วโลกใช้เส้นทางนี้เป็นทางผ่านสำคัญ ในจำนวนดังกล่าวเกือบ 40% เป็นน้ำมันที่ส่งออกจากซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก
นอกจากน้ำมันแล้ว ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ด้วย โดย EIA ระบุว่า ในปี 2567 ประมาณ 20% ของการค้าก๊าซ LNG ทั่วโลก หรือราว 290 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ต้องผ่านช่องแคบนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นก๊าซที่ส่งออกจากกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งนี้ LNG ที่ผ่านเส้นทางดังกล่าวราว 20% ถูกส่งไปยังยุโรป ขณะที่อีกประมาณ 80% มุ่งสู่ตลาดเอเชีย
แม้ว่าบางประเทศในภูมิภาคจะพยายามพัฒนาเส้นทางสำรอง เช่น การสร้างท่อส่งน้ำมันภายในประเทศของซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ แต่ในทางปฏิบัติ โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ยังมีขีดความสามารถจำกัด และไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบได้ หากเกิดสถานการณ์วิกฤติที่ทำให้เส้นทางหลักไม่สามารถใช้งานได้
อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยงสูง คือโครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์ของพื้นที่ โดยอิหร่านควบคุมชายฝั่งด้านเหนือของช่องแคบ ขณะที่โอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ดูแลพื้นที่ฝั่งใต้ โครงสร้างดังกล่าวทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นพื้นที่ที่มักตกอยู่ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองและภัยคุกคามด้านความมั่นคง
ที่ผ่านมา อิหร่านเคยข่มขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่เผชิญมาตรการคว่ำบาตรหรือแรงกดดันจากชาติตะวันตก ช่องแคบแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงเส้นทางขนส่งสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่อิหร่านสามารถใช้เป็นกลไกต่อรองในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
EIA ยังย้ำว่า ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งใน “จุดคอขวด” ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ช่องแคบถูกปิดกั้นหรือการขนส่งหยุดชะงัก ผลกระทบจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วต่อระบบพลังงานโลก ทั้งในรูปของต้นทุนขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น ความล่าช้าในการส่งมอบพลังงาน และแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งท้ายที่สุดอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกโดยรวม
หากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ต้องหยุดชะงักหรือถูกปิด ผลกระทบจะไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเท่านั้น แต่จะลุกลามไปถึงเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง เพราะตลาดพลังงานโลกจะเผชิญภาวะปั่นป่วนในทันที ราคาน้ำมันและก๊าซอาจพุ่งขึ้นรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานในหลายประเทศเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ซึ่งจะลามไปถึงราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ต้นทุนขนส่ง การผลิต และอาจเร่งภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศให้รุนแรงยิ่งขึ้น
โดยจากรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ คือ
สำหรับสหรัฐฯ ผลกระทบถือว่าน้อยกว่าประเทศในเอเชียอย่างมาก เพราะการนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็นเพียง 7% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของสหรัฐฯ และแค่ 2% ของการบริโภคน้ำมันภายในประเทศ เท่านั้น
ทั้งนี้ในปัจจุบัน แม้นักเทรดน้ำมันทั่วโลกจะจับตาความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด แต่ในมุมมองของตลาดพลังงานโดยรวม ความกังวลยังคงจำกัดอยู่ในระยะสั้น ขณะที่นักวิเคราะห์จำนวนมากยังเชื่อว่าตลาดมีอุปทานทางเลือกเพียงพอที่จะรองรับความผันผวนได้ อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนว่าความขัดแย้งในปัจจุบันจะลุกลามหรือยืดเยื้อเพียงใด
โจวานนี สเตาโนโว นักวิเคราะห์จาก UBS ระบุว่า หากเกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจากอิหร่านจริง การเพิ่มกำลังการผลิตจากซาอุดีอาระเบีย หรือการนำสต็อกน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาใช้ สามารถช่วยชดเชยการขาดแคลนในระยะสั้นได้
ในขณะเดียวกัน ตลาดกำลังจับตาการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ซึ่งมีกำหนดหารือในวันนี้เกี่ยวกับระดับการผลิตสำหรับเดือนเมษายน โดยนักวิเคราะห์คาดว่าโอเปกอาจเพิ่มกำลังการผลิตประมาณ 137,000 บาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวใกล้ชิดกับการหารือเปิดเผยว่า กลุ่มผู้ผลิตอาจตัดสินใจเพิ่มกำลังการผลิตมากกว่าที่คาดไว้ถึงสามหรือสี่เท่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดพลังงานโลก
เทรดเดอร์พลังงานอาวุโสรายหนึ่งกล่าวว่า อุตสาหกรรมพลังงานมีประสบการณ์รับมือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มาอย่างยาวนาน และได้เตรียมกลไกปรับเปลี่ยนเส้นทางการค้าไว้แล้ว โดยเฉพาะในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของการขนส่งน้ำมัน
เขากล่าวว่า ผู้ค้าพลังงานพยายามสร้างความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทานมากที่สุด เนื่องจากในบางสถานการณ์จำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง พร้อมชี้ว่าอุตสาหกรรมเคยผ่านวิกฤติครั้งใหญ่มาแล้ว ทั้งในช่วงการระบาดของโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน
อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงสะท้อนผ่านราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวขึ้นสูงสุดประมาณ 3% ในวันศุกร์ที่ผ่านมา แตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือนที่ราว 73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเพิ่มขึ้นเกือบ 12% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจาก Eurasia Group ประเมินว่า แม้ภูมิภาคตะวันออกกลางจะมีโครงสร้างพื้นฐานทางเลือกบางส่วนเพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางผ่านฮอร์มุซ แต่หากเกิดการหยุดชะงักจริง ผลกระทบสุทธิอาจเทียบเท่ากับการสูญเสียอุปทานน้ำมันประมาณ 8-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันของโลกอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน
วิลเลียม แจ็กสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ตลาดเกิดใหม่ของ Capital Economics ระบุว่า แม้ความขัดแย้งจะถูกควบคุมได้ ราคาน้ำมัน Brent ก็ยังมีโอกาสปรับขึ้นใกล้ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากอุปทานได้รับผลกระทบโดยตรงและสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อโลกประมาณ 0.6-0.7 จุดเปอร์เซ็นต์
ด้านวิษณุ วราธาน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาคเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ของ Mizuho สิงคโปร์ เตือนว่าตลาดอาจเผชิญสถานการณ์เลวร้ายที่สุดในช่วงต้นสัปดาห์นี้ โดยราคาน้ำมัน Brent อาจแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานปรากฏชัดขึ้น
ขณะที่นักวิเคราะห์ของ Barclays คาดว่าราคาน้ำมันอาจเพิ่มขึ้นอีก 5-10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากระดับปัจจุบันราว 73 ดอลลาร์ หากความขัดแย้งยังดำเนินต่อไป นักวิเคราะห์บางส่วนยังมองว่าตลาดอาจต้องสะท้อนค่าเบี้ยความเสี่ยงเพิ่มเติมอีก 10-25% แม้จะไม่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ และในกรณีรุนแรงหากเส้นทางเดินเรือถูกปิดกั้นอย่างหนัก ค่าเบี้ยความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 50%
ขณะเดียวกัน เดวิด ฟายฟ์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Argus ชี้ว่า ความตึงเครียดด้านอุปทานอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงกลั่นน้ำมันในจีน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้รับประโยชน์จากน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย เวเนซุเอลา และอิหร่าน หากอุปทานจากประเทศเหล่านี้ลดลง โรงกลั่นจีนอาจต้องหันไปซื้อน้ำมันจากตะวันออกกลางที่มีราคาสูงกว่า ซึ่งจะกดดันต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ แรงกดดันดังกล่าวอาจมีมิติทางการเมืองเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากตลาดพลังงานอาจกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือการต่อรองระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน
“ทรัมป์กำลังเล็งเป้าไปที่ปักกิ่งอย่างชัดเจน” ฟายฟ์กล่าว พร้อมตั้งคำถามว่า มาตรการกดดันดังกล่าวจะถูกนำมาใช้จริงหรือไม่ในระยะต่อไป
สำหรับประเทศไทย กระทรวงพลังงานระบุว่าได้ติดตามสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่านอย่างใกล้ชิด หลังเหตุการณ์เริ่มทวีความรุนแรงตั้งแต่ช่วงบ่ายของเมื่อวานนี้ โดยยืนยันว่าในขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณสำรองพลังงานของประเทศไทย พร้อมขอให้ประชาชนเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ และติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานทางการเพื่อลดความสับสนจากการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน
วันนี้ (1 มีนาคม 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงบ่ายของวานนี้ และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวน อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่อิหร่านอาจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกที่มีปริมาณการขนส่งคิดเป็นประมาณ 20% ของความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการบริหารจัดการปริมาณสำรองพลังงานของประเทศ ทั้งน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อให้มีเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันคงเหลือทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 4,925 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานประมาณ 38 วัน ขณะเดียวกันยังมีน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่งซึ่งได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาแล้วจำนวน 1,746 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่นอีก 1,124 ล้านลิตร รวมเพียงพอต่อการใช้งานอีกประมาณ 23 วัน ทำให้ปริมาณน้ำมันรวมทั้งหมดอยู่ที่ 7,795 ล้านลิตร สามารถรองรับการใช้พลังงานภายในประเทศได้ราว 61 วัน
ในส่วนของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในเดือนมีนาคม 2569 มีกำหนดนำเข้าทั้งหมด 4 ลำ โดยขณะนี้มีเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้วจำนวน 2 ลำ ขณะที่อีก 2 ลำยังอยู่ระหว่างการขนส่ง ซึ่งคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณสำรองพลังงานของประเทศ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานได้เตรียมแผนรองรับในกรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อหรือมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยจะมีการบริหารจัดการปริมาณสำรองพลังงานอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ
นายวีรพัฒน์กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดทำแผนรองรับในกรณีที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยได้เตรียมแนวทางจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่นมาทดแทน แม้ในขณะนี้จะยังไม่มีผลกระทบทั้งในด้านปริมาณสำรองและระดับราคาพลังงาน แต่กระทรวงพลังงานได้เตรียมสถานการณ์จำลอง (Scenario) ไว้ล่วงหน้า เพื่อรองรับหากการสู้รบยืดเยื้อหรือทวีความรุนแรงมากขึ้น
“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงพลังงานได้เตรียมความพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ และยืนยันว่าน้ำมันภายในประเทศจะไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่สถานการณ์มีความเปราะบาง อาจมีการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือข่าวปลอมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จึงขอความร่วมมือให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการของกระทรวงพลังงานเท่านั้น เพื่อป้องกันความสับสนและรับทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง” นายวีรพัฒน์ กล่าว
สำหรับจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุด ความเป็นไปได้ที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะหยุดชะงัก ถือเป็นบททดสอบสำคัญต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อมูลปี 2568 จากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลพลังงาน Kpler ระบุว่า จีนเป็นผู้รับซื้อน้ำมันส่งออกจากอิหร่านมากกว่า 80% ของปริมาณทั้งหมด เนื่องจากน้ำมันอิหร่านมีตลาดผู้ซื้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งมุ่งจำกัดแหล่งเงินทุนสนับสนุนโครงการนิวเคลียร์ของกรุงเตหะราน
ตัวเลขของ Kpler ยังชี้ว่า ในปีที่ผ่านมา จีนซื้อน้ำมันอิหร่านเฉลี่ยวันละ 1.38 ล้านบาร์เรล คิดเป็นประมาณ 13.4% ของปริมาณน้ำมันที่จีนขนส่งทางทะเลนำเข้าทั้งหมด ซึ่งอยู่ที่ราว 10.27 ล้านบาร์เรลต่อวัน สะท้อนถึงบทบาทของน้ำมันอิหร่านในโครงสร้างการจัดหาพลังงานของจีน แม้จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านการค้าและการเงินจากมาตรการคว่ำบาตรก็ตาม
ผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายสำคัญของจีนส่วนใหญ่เป็นโรงกลั่นอิสระ หรือที่เรียกว่า “teapots” ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในมณฑลซานตง โรงกลั่นกลุ่มนี้มักเลือกซื้อน้ำมันจากอิหร่านเนื่องจากมีส่วนลดสูงเมื่อเทียบกับน้ำมันที่ไม่ถูกคว่ำบาตร โดยโรงกลั่นอิสระเหล่านี้คิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของกำลังการกลั่นทั้งหมดของจีน อย่างไรก็ตาม ธุรกิจของกลุ่มโรงกลั่นดังกล่าวดำเนินงานภายใต้อัตรากำไรที่ค่อนข้างต่ำ และบางช่วงอาจอยู่ในภาวะขาดทุน อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากอุปสงค์ผลิตภัณฑ์น้ำมันภายในประเทศที่อ่อนแอในช่วงที่ผ่านมา
ในทางกลับกัน บริษัทน้ำมันรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของจีนยังคงหลีกเลี่ยงการซื้อน้ำมันอิหร่านมาตั้งแต่ช่วงปี 2561-2562 เป็นต้นมา เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ความตึงเครียดล่าสุดในตะวันออกกลางจะปะทุขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ จีนได้เริ่มปรับโครงสร้างการนำเข้าน้ำมันของตนแล้ว รายงานของสื่อ Iran International เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า จีนมีแนวโน้มทดแทนการส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลาที่สะดุด ด้วยการเพิ่มการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย แทนที่จะเพิ่มการซื้อน้ำมันจากอิหร่าน แม้อิหร่านจะเสนอส่วนลดมากขึ้นก็ตาม
ข้อมูลของ Kpler ที่เผยแพร่ผ่านรายงานดังกล่าวระบุว่า ในเดือนนี้จีนรับมอบน้ำมันดิบจากอิหร่านที่ท่าเรือเฉลี่ยวันละ 1.138 ล้านบาร์เรล ลดลงประมาณ 115,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม
ขณะเดียวกัน ตัวเลขอีกชุดจากบริษัทข้อมูลพลังงาน Vortexa ระบุว่า การซื้อน้ำมันอิหร่านของจีนในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่เฉลี่ยเพียงเล็กน้อยเหนือระดับ 1.03 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงราว 220,000 บาร์เรลต่อวันจากเดือนมกราคม สะท้อนแนวโน้มการชะลอการนำเข้าจากแหล่งดังกล่าว
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ปิดล้อมทางทะเลต่อเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลา รวมถึงการควบคุมตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโกลัส มาดูโร โดยหน่วยคอมมานโดของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ซึ่งส่งผลให้การส่งมอบน้ำมันไปยังจีนหยุดชะงัก และทำให้โรงกลั่นหลายแห่งของจีนหยุดซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลา
ข้อมูลจาก Vortexa ระบุว่า น้ำมันดิบจากรัสเซียเข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวอย่างรวดเร็ว โดยในเดือนนี้จีนรับน้ำมันจากรัสเซียเฉลี่ยวันละ 2.07 ล้านบาร์เรล เพิ่มขึ้น 370,000 บาร์เรลต่อวันจากเดือนมกราคม ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณส่งออกเฉลี่ยของเวเนซุเอลาไปยังจีนในปี 2568 สะท้อนถึงการทดแทนกันเกือบแบบหนึ่งต่อหนึ่ง
ขณะที่ปริมาณการรับมอบน้ำมันจากอิหร่านลดลง แม้อิหร่านจะเสนอส่วนลดสำหรับน้ำมันดิบชนิดเบาในเดือนกุมภาพันธ์ที่ระดับ 10-11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือประมาณ 16% ของราคามาตรฐาน ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับส่วนลดที่รัสเซียเสนอในตลาดก็ตาม
อ้างอิง: The Financial Times, Bloomberg, Business World, Business Today, VietBao