Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ผ่าแรงส่งนโยบายภูมิใจไทย อุตฯไหนจ่อได้แรงบวก หุ้นไหนมีสิทธิรับอานิสงส์
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ผ่าแรงส่งนโยบายภูมิใจไทย อุตฯไหนจ่อได้แรงบวก หุ้นไหนมีสิทธิรับอานิสงส์

12 ก.พ. 69
10:26 น.
แชร์

ในจังหวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างซ้อนกัน ทั้งศักยภาพการเติบโตต่ำ (Low Growth) การขาดอุตสาหกรรม New S-Curve สภาพคล่องในระบบที่ตึงตัว และความเชื่อมั่นที่ถูกบั่นทอนจากปัญหาธรรมาภิบาล ชุดนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลถูกจับตาในฐานะเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น พร้อมวางฐานการลงทุนในระยะกลาง ภายใต้กรอบวินัยการคลังและเสถียรภาพระบบการเงิน

รายงานของบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ในกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ (SCBX) ประเมินว่า นโยบายเศรษฐกิจหลักของพรรคภูมิใจไทยมีวงเงินรวมราว 5.76 แสนล้านบาท หรือประมาณ 3.1% ของ GDP และจะช่วยหนุน GDP โดยตรงราว 0.50% สะท้อนบทบาทเชิงกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับที่ “พอประคองทิศทาง” มากกว่าการอัดฉีดขนาดใหญ่แบบก้าวกระโดด

สาระสำคัญของนโยบายไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือโครงสร้างการใช้จ่ายที่มุ่งลดค่าครองชีพ ฟื้นกำลังซื้อฐานราก และเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้แรงกระตุ้นกระจายไปยังภาคอุตสาหกรรมและกลุ่มหุ้นในตลาดทุนไทยอย่างแตกต่างกัน

แพ็กเกจพยุงกำลังซื้อและลดภาระหนี้ ผลบวกต่อค้าปลีก แต่กดดันสถาบันการเงิน

นโยบายของภูมิใจไทยที่มีน้ำหนักสูงสุดในเชิงวงเงินคือ นโยบายการพักหนี้ 3 ปี สำหรับหนี้ในระบบไม่เกิน 1 ล้านบาท ใช้งบประมาณราว 2.15 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.1% ของ GDP และให้ผลบวกต่อ GDP โดยตรงประมาณ 0.10% มาตรการนี้มีเป้าหมายชัดเจนในการคลายปัญหาสภาพคล่องของครัวเรือน ลดแรงกดดันการผิดนัดชำระหนี้ และเปิดพื้นที่ให้รายได้ครัวเรือนกลับมาหมุนในระบบเศรษฐกิจจริง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบเชิงอุตสาหกรรมมีลักษณะ “บวก-ลบคู่กัน” ฝั่งบวกคือ ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค จากกำลังซื้อที่ไม่ถูกดูดออกไปจ่ายหนี้ ขณะที่ฝั่งลบคือ ธนาคารพาณิชย์และไฟแนนซ์ จากการเลื่อนรับรู้รายได้ดอกเบี้ย หุ้นที่ได้อานิสงส์ตรง ได้แก่ CPALL, GLOBAL, CPAXT, BJC, CPN, TNP และ OSP ส่วนกลุ่มที่ถูกกดดัน ได้แก่ TISCO, KKP, KTB, TTB, KBANK รวมถึงธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อรายย่อยอย่าง KTC และ TIDLOR

ถัดมาคือ โครงการคนละครึ่งพลัส วงเงินราว 5 หมื่นล้านบาท หรือ 0.3% ของ GDP แม้ผลต่อ GDP จะอยู่เพียง 0.03% แต่เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพสูงในเชิงการ “เร่งการหมุนของเงิน” โดยตรงต่อค้าปลีกและบริการ รวมถึงแพลตฟอร์มการใช้จ่ายดิจิทัล หุ้นที่ได้ประโยชน์คล้ายกับมาตรการพักหนี้ ได้แก่ CPAXT, BJC, CRC, CPN, TNP, OSP รวมถึงกลุ่มสินเชื่อบางส่วนอย่าง KTC, AEONTS, MTC, TIDLOR และ SAWAD ที่ได้ประโยชน์จากปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น

ในกลุ่มเดียวกันยังมี สินเชื่อฉุกเฉิน 5 หมื่นบาท (ไม่ต้องมีหลักประกัน) วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท และ มาตรการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าผ่อนวันละ 100 บาท วงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งแม้ผลต่อ GDP จะจำกัด (ประมาณ 0.01%) แต่ช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานล่าง ลดต้นทุนการเดินทาง และหนุนการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่งผลบวกต่อภาคค้าปลีก และสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นหลัก เช่น CPALL, GLOBAL, CPAXT, BJC, CPN, TNP และ OSP

ลดค่าไฟ-พลังงาน-โครงสร้างพื้นฐาน ตัวคูณเศรษฐกิจและแรงส่งระยะกลาง

อีกแกนสำคัญของนโยบายพรรคภูมิใจไทยคือการจัดการต้นทุนพลังงานและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยมาตรการสำคัญคือ มาตรการลดค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย (200 หน่วยแรก) ซึ่งใช้งบประมาณสูงถึง 1.35 แสนล้านบาท หรือ 0.7% ของ GDP ให้ผลบวกต่อ GDP ราว 0.06% 

จุดเด่นของนโยบายนี้คือการลดต้นทุนค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจขนาดเล็ก ส่งผลบวกชัดต่อ ค้าปลีกและภาคบริการ เช่น CPALL, CPAXT, BJC, CRC, CPN, HMPRO, GLOBAL และ TNP ขณะที่ผลต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าอยู่ในลักษณะเป็นกลางถึงลบเล็กน้อย เพราะนโยบายเน้นการกดค่าไฟมากกว่าการขยายกำลังผลิต

ในมิติการลงทุนเชิงโครงสร้าง นโยบายที่มี “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” สูงที่สุดคือ โซลาร์เซลล์ฟรี + โครงสร้างพื้นฐาน (Landbridge และ Smart City) วงเงินรวมประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือ 0.5% ของ GDP แต่ให้ผลบวกต่อ GDP สูงถึง 0.21% สะท้อนผลเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานหลายชั้น ตั้งแต่รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง นิคมอุตสาหกรรม พลังงาน ไปจนถึงสื่อสาร

กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากนโยบายกลุ่มนี้ ได้แก่ STECON, CK (รับเหมา), SCC, SCCC (วัสดุก่อสร้าง), WHA, AMATA (นิคมอุตสาหกรรม), GULF, GUNKUL, BANPU (พลังงาน) รวมถึง ADVANC และ TRUE จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ Smart City นโยบายนี้ถูกมองว่าเป็นแกนหลักในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ หากสามารถเดินหน้าได้จริงและต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในมิติสังคม พรรคภูมิใจไทยยังเสนอนโยบายจัดตั้งศูนย์ฟอกไตฟรีในทุกอำเภอ ใช้งบประมาณรวมราว 3.4 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 0.2% ของ GDP ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาคการแพทย์ โดยเฉพาะระบบสิทธิบัตรทอง ขณะที่กลุ่มหุ้นโรงพยาบาลอย่าง BCH, CHG และ RJH มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากศักยภาพในการรองรับและรับส่งต่อผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น

นโยบายตลาดทุน-การเงิน เสถียรภาพ ความเชื่อมั่น และ Fund Flow

ในด้านตลาดทุน พรรคภูมิใจไทยเสนอชุดนโยบายที่มุ่งฟื้นความเชื่อมั่นและเสถียรภาพมากกว่าการกระตุ้นระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย “10 Plus” เพื่อเพิ่มรายได้-ลดหนี้ การรักษาวินัยการคลัง การส่งเสริมบัญชีออมเพื่อการลงทุน (TISA) และแนวคิดเพิ่มการลงทุนภาครัฐเป็น 30% ของ GDP ซึ่งเอื้อต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง เช่น STECON, CK, TASCO, SCCC, SCC, GLOBAL, HMPRO และ CRC

เมื่อนำมาประกอบกับบริบทนโยบายการเงินที่มีแนวโน้มผ่อนคลาย และอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มลดลง ชุดนโยบายนี้มีศักยภาพสร้างแรงหนุนเชิง Sentiment และ Fund Flow เข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะ หุ้นขนาดใหญ่ หุ้นอิงการลงทุนรัฐ และหุ้นบริโภคภายในประเทศ เช่น CPALL, HMPRO, GLOBAL, BJC, CRC และ CPAXT

ขณะเดียวกัน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ รวมถึงบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทจัดการกองทุนอย่าง BBL, KTB, KBANK, TTB, ASP และ MST มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากมาตรการ “บัญชีออมส่วนบุคคลเพื่อการลงทุน” หรือ TISA ซึ่งช่วยหนุนการออมและการลงทุนในตลาดทุนไทย

สรุปภาพใหญ่ นโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยให้แรงส่งแบบ “ประคองระยะสั้น-ปูฐานระยะกลาง” ผู้ได้ประโยชน์ชัดเจนคือค้าปลีก โครงสร้างพื้นฐาน และพลังงาน ขณะที่กลุ่มการเงินเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างในช่วงแรก ตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงบวกมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความชัดเจนทางการเมือง ความต่อเนื่องของนโยบาย และความสามารถในการประสานนโยบายการคลังกับการเงินโดยไม่บั่นทอนวินัยระยะยาว


แชร์
ผ่าแรงส่งนโยบายภูมิใจไทย อุตฯไหนจ่อได้แรงบวก หุ้นไหนมีสิทธิรับอานิสงส์