Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เลือกตั้งไทยบัตรเสียสูง! 6 ครั้งหลังทะลุ 2 ล้านใบทุกปี ส่อบิดเบือนผล
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เลือกตั้งไทยบัตรเสียสูง! 6 ครั้งหลังทะลุ 2 ล้านใบทุกปี ส่อบิดเบือนผล

7 ก.พ. 69
15:24 น.
แชร์

ในวันพรุ่งนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2569) คนไทยจะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ พร้อมกับลงประชามติว่าจะเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่กันแล้ว ทุกคะแนนเสียงและผลลัพธ์จากคูหาจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางประเทศในระยะต่อไป โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยชะลอตัว เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างสะสม และต้องรับแรงกระแทกจากความผันผวนทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่คลี่คลาย

การเลือกตั้งที่สุจริต โปร่งใส และมีมาตรฐาน คือรากฐานของการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้จะนับเป็นครั้งที่ 28 ของไทยแล้ว ปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการเลือกตั้งยังคงดำรงอยู่ ตั้งแต่การซื้อเสียง ความผิดพลาดในการจัดการเลือกตั้งที่ไม่ควรเกิดขึ้นแม้เพียงจุดเดียว ไปจนถึงปัญหา “บัตรเสีย” ที่มีจำนวนสูงอย่างต่อเนื่องในทุกการเลือกตั้ง ซึ่งอาจเกิดจากทั้งความไม่รอบคอบหรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผู้ใช้สิทธิ รวมถึงการใช้ดุลพินิจและมาตรฐานที่ไม่สอดคล้องกันของเจ้าหน้าที่ในการพิจารณาบัตรเลือกตั้ง

SPOTLIGHT จึงชวนย้อนสำรวจข้อมูลการเลือกตั้งทั่วไป 6 ครั้งที่ผ่านมา เพื่อดูว่าประเทศไทยมีบัตรเสียจำนวนเท่าใด ส่งผลอย่างไรต่อผลการเลือกตั้งและความชอบธรรมทางการเมือง รวมถึงชวนทบทวนว่าประชาชนควรทำอย่างไร เพื่อให้คะแนนเสียงที่หย่อนลงไปไม่สูญเปล่า และสะท้อนเจตจำนงทางการเมืองไปถึงพรรคและผู้แทนที่เลือกได้อย่างแท้จริง

เปิดสถิติบัตรเสียเลือกตั้งไทยย้อนหลัง 6 ครั้ง เกิน 2 ล้านใบทุกปี

ตลอดช่วงปี 2544-2566 ประเทศไทยจัดการเลือกตั้งทั่วไปมาแล้ว 6 ครั้ง (ยกเว้นครั้งที่ผลเป็นโมฆะ) ได้แก่ การเลือกตั้งในปี 2544, 2548, 2550, 2554, 2562 และ 2566 ซึ่งทุกครั้งล้วนมีจำนวน “บัตรเสีย” มากกว่า 2 ล้านใบทั้งหมด สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถจำแนกจำนวนบัตรเสียตามรูปแบบการลงคะแนนในแต่ละครั้งได้ดังต่อไปนี้

ปี 2544 

  • จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 42,759,001 เสียง
  • บัตรเสียทั้งหมด 3,737,910 เสียง (6.25%)

แบบแบ่งเขต

  • ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,002,083 เสียง (3.35%)
  • คะแนนเสีย 2,992,081 เสียง (10.01%)
  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 29,904,940 เสียง (69.94%)

แบบบัญชีรายชื่อ

  • ไม่ประสงค์ลงคะแนน 530,599 เสียง (1.77%)
  • คะแนนเสีย 745,829 เสียง (2.49%)
  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 29,909,271 เสียง (69.95%)

ปี 2548

  • จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 44,572,101 เสียง
  • บัตรเสียทั้งหมด 2,874,176 เสียง (4.44%)

แบบแบ่งเขต

  • ไม่ประสงค์ลงคะแนน 741,276 เสียง (2.29%)
  • คะแนนเสีย 1,938,590 เสียง (5.99%)
  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 32,337,611 เสียง (72.55%)

แบบบัญชีรายชื่อ

  • ไม่ประสงค์ลงคะแนน 357,515 เสียง (1.11%)
  • คะแนนเสีย 935,586 เสียง (2.89%)
  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 32,341,330 เสียง (72.56%)

ปี 2550 

  • จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 44,002,593 เสียง
  • บัตรเสียทั้งหมด 2,661,211 เสียง (4.06%)

แบบแบ่งเขต

  • ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,499,707 เสียง (4.58%)
  • คะแนนเสีย 837,775 เสียง (2.56%)
  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 32,775,868 เสียง (74.49%)

แบบสัดส่วน

  • ไม่ประสงค์ลงคะแนน 953,306 เสียง (2.85%)
  • คะแนนเสีย 1,823,436 เสียง (5.56%)
  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 32,792,246 เสียง (74.52%)

ปี 2554

  • จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 46,939,549 เสียง
  • บัตรเสียทั้งหมด 3,767,029 เสียง (5.345%)

แบบแบ่งเขต

  • ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,419,148 เสียง (4.03%)
  • คะแนนเสีย 2,040,261 เสียง (5.79%)
  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 35,220,377 เสียง (75.03%)

แบบบัญชีรายชื่อ

  • ไม่ประสงค์ลงคะแนน 958,213 เสียง (2.72%)
  • คะแนนเสีย 1,726,768 เสียง (4.90%)
  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 35,220,208 เสียง (75.03%)

ปี 2562

  • จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 51,239,638 เสียง
  • บัตรเสียทั้งหมด 2,130,327 เสียง (5.57%)
  • ไม่ประสงค์ลงคะแนน 605,392 เสียง (1.58%)
  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 38,268,366 เสียง (74.69%)

ปี 2566

  • จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 52,238,594 เสียง
  • บัตรเสียทั้งหมด 2,967,735 เสียง (3.97%)

แบบแบ่งเขต

  • ไม่ประสงค์ลงคะแนน 866,885 เสียง (2.19%)
  • คะแนนเสีย 1,457,899 เสียง (3.69%)
  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 39,514,973 เสียง (75.71%)

แบบบัญชีรายชื่อ

  • ไม่ประสงค์ลงคะแนน 482,303 เสียง (1.22%)
  • คะแนนเสีย 1,509,836 เสียง (3.82%)
  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 39,514,964 เสียง (75.71%)

ปริมาณบัตรเสียไทยสูง ส่อบิดเบือนผลการเลือกตั้ง บั่นทอนความเชื่อมั่น

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ในแต่ละการเลือกตั้งประเทศไทยมีบัตรเสียจำนวนหลายล้านใบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขประกอบรายงานผลการเลือกตั้งเท่านั้น แต่สะท้อนปัญหาที่มีความหมายเชิงโครงสร้าง เพราะบ่งชี้ถึงข้อจำกัดของระบบและกติกาการเลือกตั้ง คุณภาพการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน รวมถึงระดับความเข้มแข็งของประชาธิปไตยในภาพรวม โดยผลเสียเหล่านี้เชื่อมโยงกันเป็นลำดับและส่งผลต่อระบบการเมืองไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

ในระดับพื้นฐานที่สุด บัตรเสียหมายถึง คะแนนเสียงที่ไม่ถูกนำไปใช้ในการตัดสินใจทางการเมือง แม้ผู้มีสิทธิจะตั้งใจออกมาใช้สิทธิแล้วก็ตาม เสียงเหล่านี้ไม่ถูกแปลงเป็นที่นั่งในสภา ไม่ส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล และไม่สามารถถ่วงดุลอำนาจทางการเมืองได้ ผลที่ตามมาคือ “เจตจำนงของประชาชน” ถูกตัดทอนลงโดยปริยาย โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งที่การแข่งขันสูสี คะแนนบัตรเสียจำนวนมากอาจเป็นตัวแปรที่เปลี่ยนผลแพ้–ชนะได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในระดับความชอบธรรม บัตรเสียจำนวนมากทำให้ฐานความชอบธรรมของผู้แทนและรัฐบาลอ่อนลง เมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด ผู้ชนะอาจได้รับคะแนนเสียงจริงเพียงส่วนน้อยของประชาชนที่เข้าคูหา ซึ่งเปิดช่องให้เกิดคำถามว่า ผู้แทนเหล่านั้นสะท้อนเสียงของคนส่วนใหญ่ได้มากน้อยเพียงใด ความชอบธรรมที่ลดลงนี้ไม่ได้จบเพียงในวันเลือกตั้ง แต่จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงความเชื่อถือของสาธารณชนต่อการทำงานของสภาและรัฐบาลในระยะยาว

ในเชิงระบบ บัตรเสียจำนวนมากมักสะท้อน ปัญหาการออกแบบกติกาและการสื่อสารของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเลือกตั้งที่ซับซ้อน การนับคะแนนหลายรูปแบบ กติกาที่เปลี่ยนแปลงบ่อย หรือการให้ข้อมูลแก่ผู้มีสิทธิที่ไม่ชัดเจนเพียงพอ เมื่อระบบเลือกตั้งกลายเป็นสิ่งที่ “เข้าใจยาก” ภาระจะถูกผลักไปอยู่ที่ประชาชน และความผิดพลาดในการลงคะแนนจึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเท่ากับเป็นต้นทุนทางประชาธิปไตยที่สังคมต้องจ่ายโดยไม่จำเป็น

ในมิติทางเศรษฐกิจ บัตรเสียสะท้อนถึงการใช้ทรัพยากรสาธารณะที่ไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการจัดการเลือกตั้งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ตั้งแต่ค่าพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย ค่าขนส่งอุปกรณ์ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการอื่น ๆ เมื่อมีบัตรเสียในสัดส่วนสูง ย่อมหมายความว่าเม็ดเงินและทรัพยากรเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามเป้าหมายสูงสุดของกระบวนการประชาธิปไตย และหากสถานการณ์ลุกลามจนต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ก็จะยิ่งเพิ่มภาระทางการคลังให้กับรัฐในช่วงเวลาที่งบประมาณมีข้อจำกัดมากขึ้น

นอกจากนี้ บัตรเสียจำนวนมากยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองและเสถียรภาพเชิงนโยบาย เพราะสะท้อนว่าผลการเลือกตั้งอาจไม่แทนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง เมื่อความชอบธรรมของรัฐบาลและสภาถูกตั้งคำถาม นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศจะมองเห็นความเสี่ยงด้านนโยบายที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความไม่ต่อเนื่องของมาตรการเศรษฐกิจ ความล่าช้าในการตัดสินใจ หรือโอกาสเกิดความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้ต้นทุนการลงทุนสูงขึ้น ชะลอการตัดสินใจลงทุน และกดดันบรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวม

ในอีกมิติหนึ่ง บัตรเสียยังอาจสะท้อน ความไม่พอใจหรือความรู้สึกแปลกแยกของประชาชนต่อระบบการเมือง แตกต่างจากการไม่ไปใช้สิทธิ เพราะบัตรเสียเกิดจากการตัดสินใจ “เข้าคูหา” แต่ผลลัพธ์กลับไม่ถูกนับ ความหมายเชิงสัญลักษณ์จึงรุนแรงกว่า นั่นคือ ประชาชนยังต้องการมีส่วนร่วม แต่ไม่เชื่อว่าตัวเลือกหรือกลไกที่มีอยู่สามารถเป็นตัวแทนความต้องการของตนได้อย่างแท้จริง หากแนวโน้มนี้สะสมต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ความเฉยเมยทางการเมือง หรือความไม่ศรัทธาต่อระบบในระยะยาว

สุดท้าย ในระดับนโยบายและการบริหารประเทศ บัตรเสียจำนวนมากทำให้ อำนาจการตัดสินใจของรัฐบาลเปราะบางขึ้น เมื่อรัฐบาลไม่ได้รับ “mandate” ที่ชัดเจนจากเสียงส่วนใหญ่ของผู้มาใช้สิทธิ การผลักดันนโยบายที่มีต้นทุนทางการเมืองสูง เช่น การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การแก้กฎหมายสำคัญ หรือการจัดสรรงบประมาณขนาดใหญ่ จะเผชิญแรงต้านมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย

กล่าวโดยสรุป บัตรเสียจำนวนมากไม่ใช่เพียงความผิดพลาดรายบุคคลของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่เป็น สัญญาณเตือนถึงปัญหาคุณภาพของระบบประชาธิปไตย ทั้งในมิติความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และความเป็นตัวแทน หากรัฐและสังคมไม่ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกติกา การออกแบบบัตรเลือกตั้ง และการให้ความรู้ทางการเมืองอย่างจริงจัง บัตรเสียจะยังคงเป็นต้นทุนที่กัดกร่อนความเข้มแข็งของประชาธิปไตยไทยต่อไป

ปี 69 กาอย่างไรบัตรจึงไม่เสีย นับคะแนนได้

เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบของบัตรเสียที่เกิดขึ้นในอดีต การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นอีกวาระสำคัญที่ประชาชนไทยควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการศึกษาวิธีการลงคะแนนอย่างถูกต้อง เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงได้รับการนับและสะท้อนเจตจำนงทางการเมืองไปยังพรรคหรือผู้สมัครที่เลือกอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับลักษณะและประเภทของบัตรเลือกตั้ง ซึ่งแบ่งแยกตามสีอย่างชัดเจน พร้อมแนวทางการลงคะแนนที่ถูกต้อง ดังนี้ 

  • บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง บัตรสีเขียว (เลือกคน)
  • บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ บัตรสีชมพู (เลือกพรรคการเมือง)
  • บัตรออกเสียงประชามติแบบประเด็นเดียว บัตรสีเหลือง (จะได้รับเฉพาะวันที่ 8 ก.พ. 69)

ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติต้องศึกษาลักษณะการทำเครื่องหมาย ในช่องทำเครื่องหมาย เพื่อให้เป็นลักษณะของบัตรดี ดังนี้

ลักษณะบัตรดี

  • ต้องมีเครื่องหมายในการลงคะแนน
  • เครื่องหมายต้องเป็นเครื่องหมายกากบาท X
  • เครื่องหมายกากบาท X ต้องอยู่ในช่องทำเครื่องหมายของผู้สมัครแบบแบ่งเขต หรือ แบบบัญชีรายชื่อ

ลักษณะบัตรเสีย

  • บัตรปลอม
  • บัตรที่มีการทำเครื่องหมายเพื่อเป็นการสังเกตหรือเขียนข้อความใด ๆ ลงในบัตรเลือกตั้ง นอกจากเครื่องหมายในการลงคะแนน เว้นแต่เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
  • บัตรที่มิได้ทำเครื่องหมายลงคะแนน
  • บัตรที่ทำเครื่องหมายลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครเกินจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ
  • บัตรที่ไม่อาจทราบได้ว่าลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครใด เว้นแต่เป็นการลงคะแนน “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด”
  • บัตรที่ได้ทำเครื่องหมายลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร แล้วทำเครื่องหมายในช่องทำเครื่องหมาย
  • “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด”
  • บัตรที่มิใช่บัตรซึ่งกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งมอบให้
  • บัตรที่ทำเครื่องหมายลงคะแนนให้กับผู้สมัครซึ่งมีจุดตัดอยู่นอก “ช่องทำเครื่องหมาย”
  • บัตรที่ทำเครื่องหมายลงคะแนนซึ่งมีจุดตัดอยู่นอก “ช่องไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด”
  • บัตรที่ทำเครื่องหมายลงคะแนนใน “ช่องทำเครื่องหมาย” ที่ไม่มีผู้สมัครหรือผู้สมัคร ที่ถูกถอนชื่อออกจากประกาศรายชื่อ ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือ เสียชีวิตก่อนวันเลือกตั้ง
  • บัตรที่ทำเครื่องหมายอื่นนอกจากเครื่องหมายกากบาท
  • บัตรที่ทำเครื่องหมายลงคะแนนให้กับผู้สมัครใน “ช่องทำเครื่องหมาย” เกินกว่า หนึ่งเครื่องหมายใน “ช่องทำเครื่องหมาย” เดียวกัน

ภาพตัวอย่างเครื่องหมายลักษณะบัตรดี บัตรเสีย

สำหรับการออกเสียงประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป ได้กำหนดคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งบัตรลงคะแนนออกเสียงประชามติ จะเป็นสีเหลือง จะมีช่อง “เห็นชอบ” “ไม่เห็นชอบ” และ “ไม่แสดงความคิดเห็น” ให้ทำเครื่องหมายกากบาท ( X ) เพียงเครื่องหมายเดียว ลงในช่องใดช่องหนึ่งตามความประสงค์

แชร์
เลือกตั้งไทยบัตรเสียสูง! 6 ครั้งหลังทะลุ 2 ล้านใบทุกปี ส่อบิดเบือนผล