
ในวันพรุ่งนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2569) คนไทยจะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ พร้อมกับลงประชามติว่าจะเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่กันแล้ว ทุกคะแนนเสียงและผลลัพธ์จากคูหาจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางประเทศในระยะต่อไป โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยชะลอตัว เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างสะสม และต้องรับแรงกระแทกจากความผันผวนทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่คลี่คลาย
การเลือกตั้งที่สุจริต โปร่งใส และมีมาตรฐาน คือรากฐานของการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้จะนับเป็นครั้งที่ 28 ของไทยแล้ว ปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการเลือกตั้งยังคงดำรงอยู่ ตั้งแต่การซื้อเสียง ความผิดพลาดในการจัดการเลือกตั้งที่ไม่ควรเกิดขึ้นแม้เพียงจุดเดียว ไปจนถึงปัญหา “บัตรเสีย” ที่มีจำนวนสูงอย่างต่อเนื่องในทุกการเลือกตั้ง ซึ่งอาจเกิดจากทั้งความไม่รอบคอบหรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผู้ใช้สิทธิ รวมถึงการใช้ดุลพินิจและมาตรฐานที่ไม่สอดคล้องกันของเจ้าหน้าที่ในการพิจารณาบัตรเลือกตั้ง
SPOTLIGHT จึงชวนย้อนสำรวจข้อมูลการเลือกตั้งทั่วไป 6 ครั้งที่ผ่านมา เพื่อดูว่าประเทศไทยมีบัตรเสียจำนวนเท่าใด ส่งผลอย่างไรต่อผลการเลือกตั้งและความชอบธรรมทางการเมือง รวมถึงชวนทบทวนว่าประชาชนควรทำอย่างไร เพื่อให้คะแนนเสียงที่หย่อนลงไปไม่สูญเปล่า และสะท้อนเจตจำนงทางการเมืองไปถึงพรรคและผู้แทนที่เลือกได้อย่างแท้จริง
ตลอดช่วงปี 2544-2566 ประเทศไทยจัดการเลือกตั้งทั่วไปมาแล้ว 6 ครั้ง (ยกเว้นครั้งที่ผลเป็นโมฆะ) ได้แก่ การเลือกตั้งในปี 2544, 2548, 2550, 2554, 2562 และ 2566 ซึ่งทุกครั้งล้วนมีจำนวน “บัตรเสีย” มากกว่า 2 ล้านใบทั้งหมด สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถจำแนกจำนวนบัตรเสียตามรูปแบบการลงคะแนนในแต่ละครั้งได้ดังต่อไปนี้
แบบแบ่งเขต
แบบบัญชีรายชื่อ
แบบแบ่งเขต
แบบบัญชีรายชื่อ
แบบแบ่งเขต
แบบสัดส่วน
แบบแบ่งเขต
แบบบัญชีรายชื่อ
แบบแบ่งเขต
แบบบัญชีรายชื่อ
จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ในแต่ละการเลือกตั้งประเทศไทยมีบัตรเสียจำนวนหลายล้านใบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขประกอบรายงานผลการเลือกตั้งเท่านั้น แต่สะท้อนปัญหาที่มีความหมายเชิงโครงสร้าง เพราะบ่งชี้ถึงข้อจำกัดของระบบและกติกาการเลือกตั้ง คุณภาพการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน รวมถึงระดับความเข้มแข็งของประชาธิปไตยในภาพรวม โดยผลเสียเหล่านี้เชื่อมโยงกันเป็นลำดับและส่งผลต่อระบบการเมืองไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
ในระดับพื้นฐานที่สุด บัตรเสียหมายถึง คะแนนเสียงที่ไม่ถูกนำไปใช้ในการตัดสินใจทางการเมือง แม้ผู้มีสิทธิจะตั้งใจออกมาใช้สิทธิแล้วก็ตาม เสียงเหล่านี้ไม่ถูกแปลงเป็นที่นั่งในสภา ไม่ส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล และไม่สามารถถ่วงดุลอำนาจทางการเมืองได้ ผลที่ตามมาคือ “เจตจำนงของประชาชน” ถูกตัดทอนลงโดยปริยาย โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งที่การแข่งขันสูสี คะแนนบัตรเสียจำนวนมากอาจเป็นตัวแปรที่เปลี่ยนผลแพ้–ชนะได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในระดับความชอบธรรม บัตรเสียจำนวนมากทำให้ฐานความชอบธรรมของผู้แทนและรัฐบาลอ่อนลง เมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด ผู้ชนะอาจได้รับคะแนนเสียงจริงเพียงส่วนน้อยของประชาชนที่เข้าคูหา ซึ่งเปิดช่องให้เกิดคำถามว่า ผู้แทนเหล่านั้นสะท้อนเสียงของคนส่วนใหญ่ได้มากน้อยเพียงใด ความชอบธรรมที่ลดลงนี้ไม่ได้จบเพียงในวันเลือกตั้ง แต่จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงความเชื่อถือของสาธารณชนต่อการทำงานของสภาและรัฐบาลในระยะยาว
ในเชิงระบบ บัตรเสียจำนวนมากมักสะท้อน ปัญหาการออกแบบกติกาและการสื่อสารของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเลือกตั้งที่ซับซ้อน การนับคะแนนหลายรูปแบบ กติกาที่เปลี่ยนแปลงบ่อย หรือการให้ข้อมูลแก่ผู้มีสิทธิที่ไม่ชัดเจนเพียงพอ เมื่อระบบเลือกตั้งกลายเป็นสิ่งที่ “เข้าใจยาก” ภาระจะถูกผลักไปอยู่ที่ประชาชน และความผิดพลาดในการลงคะแนนจึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเท่ากับเป็นต้นทุนทางประชาธิปไตยที่สังคมต้องจ่ายโดยไม่จำเป็น
ในมิติทางเศรษฐกิจ บัตรเสียสะท้อนถึงการใช้ทรัพยากรสาธารณะที่ไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการจัดการเลือกตั้งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ตั้งแต่ค่าพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย ค่าขนส่งอุปกรณ์ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการอื่น ๆ เมื่อมีบัตรเสียในสัดส่วนสูง ย่อมหมายความว่าเม็ดเงินและทรัพยากรเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามเป้าหมายสูงสุดของกระบวนการประชาธิปไตย และหากสถานการณ์ลุกลามจนต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ก็จะยิ่งเพิ่มภาระทางการคลังให้กับรัฐในช่วงเวลาที่งบประมาณมีข้อจำกัดมากขึ้น
นอกจากนี้ บัตรเสียจำนวนมากยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองและเสถียรภาพเชิงนโยบาย เพราะสะท้อนว่าผลการเลือกตั้งอาจไม่แทนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง เมื่อความชอบธรรมของรัฐบาลและสภาถูกตั้งคำถาม นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศจะมองเห็นความเสี่ยงด้านนโยบายที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความไม่ต่อเนื่องของมาตรการเศรษฐกิจ ความล่าช้าในการตัดสินใจ หรือโอกาสเกิดความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้ต้นทุนการลงทุนสูงขึ้น ชะลอการตัดสินใจลงทุน และกดดันบรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวม
ในอีกมิติหนึ่ง บัตรเสียยังอาจสะท้อน ความไม่พอใจหรือความรู้สึกแปลกแยกของประชาชนต่อระบบการเมือง แตกต่างจากการไม่ไปใช้สิทธิ เพราะบัตรเสียเกิดจากการตัดสินใจ “เข้าคูหา” แต่ผลลัพธ์กลับไม่ถูกนับ ความหมายเชิงสัญลักษณ์จึงรุนแรงกว่า นั่นคือ ประชาชนยังต้องการมีส่วนร่วม แต่ไม่เชื่อว่าตัวเลือกหรือกลไกที่มีอยู่สามารถเป็นตัวแทนความต้องการของตนได้อย่างแท้จริง หากแนวโน้มนี้สะสมต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ความเฉยเมยทางการเมือง หรือความไม่ศรัทธาต่อระบบในระยะยาว
สุดท้าย ในระดับนโยบายและการบริหารประเทศ บัตรเสียจำนวนมากทำให้ อำนาจการตัดสินใจของรัฐบาลเปราะบางขึ้น เมื่อรัฐบาลไม่ได้รับ “mandate” ที่ชัดเจนจากเสียงส่วนใหญ่ของผู้มาใช้สิทธิ การผลักดันนโยบายที่มีต้นทุนทางการเมืองสูง เช่น การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การแก้กฎหมายสำคัญ หรือการจัดสรรงบประมาณขนาดใหญ่ จะเผชิญแรงต้านมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย
กล่าวโดยสรุป บัตรเสียจำนวนมากไม่ใช่เพียงความผิดพลาดรายบุคคลของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่เป็น สัญญาณเตือนถึงปัญหาคุณภาพของระบบประชาธิปไตย ทั้งในมิติความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และความเป็นตัวแทน หากรัฐและสังคมไม่ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกติกา การออกแบบบัตรเลือกตั้ง และการให้ความรู้ทางการเมืองอย่างจริงจัง บัตรเสียจะยังคงเป็นต้นทุนที่กัดกร่อนความเข้มแข็งของประชาธิปไตยไทยต่อไป
เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบของบัตรเสียที่เกิดขึ้นในอดีต การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นอีกวาระสำคัญที่ประชาชนไทยควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการศึกษาวิธีการลงคะแนนอย่างถูกต้อง เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงได้รับการนับและสะท้อนเจตจำนงทางการเมืองไปยังพรรคหรือผู้สมัครที่เลือกอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับลักษณะและประเภทของบัตรเลือกตั้ง ซึ่งแบ่งแยกตามสีอย่างชัดเจน พร้อมแนวทางการลงคะแนนที่ถูกต้อง ดังนี้
ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติต้องศึกษาลักษณะการทำเครื่องหมาย ในช่องทำเครื่องหมาย เพื่อให้เป็นลักษณะของบัตรดี ดังนี้
สำหรับการออกเสียงประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป ได้กำหนดคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งบัตรลงคะแนนออกเสียงประชามติ จะเป็นสีเหลือง จะมีช่อง “เห็นชอบ” “ไม่เห็นชอบ” และ “ไม่แสดงความคิดเห็น” ให้ทำเครื่องหมายกากบาท ( X ) เพียงเครื่องหมายเดียว ลงในช่องใดช่องหนึ่งตามความประสงค์