
เมื่อเทียบภาพเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเวียดนาม ภาพที่เราเห็นได้ชัดที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ เศรษฐกิจไทยโตช้า เศรษฐกิจเวียดนามโตเร็ว นั่นทำให้ขนาดเศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มที่จะแซงไทยในเร็ว ๆ นี้
นอกจากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจแล้ว หนึ่งในความแตกต่างเชิงโครงสร้างที่สำคัญระหว่างไทยกับเวียดนาม คือ อายุของประชากร ซึ่งไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่า ขณะที่เวียดนามยังอยู่ในช่วงที่แรงงานหนุ่มสาวเป็นฐานหลักของประเทศ
ณ ปี 2568 อายุกลางของประชากร (median age) ของไทยอยู่ที่ 40.6 ปี ขณะที่ของเวียดนามอยู่ที่ 33.4 ปี นั่นหมายความว่าประชากรไทยแก่กว่าเวียดนามประมาณ 7 ปี
ความแตกต่างนี้กำลังส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขันและการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะโอกาสทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร (demographic dividend) ของไทยหมดไปแล้ว เนื่องจากไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่า 14%) แล้ว และกำลังมุ่งหน้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป 20% ขึ้นไป) ขณะที่เวียดนามยังอยู่ในจุดที่พอเหมาะพอดีของ demographic dividend โดยยังมีประชากรวัยทำงาน (15-64 ปี) ในสัดส่วนสูงประมาณ 68%-70%
หากมองผลของความแตกต่างทางโครงสร้างประชากรระหว่างไทยกับเวียดนามผ่าน 4 ประเด็นหลักทางเศรษฐกิจ จะเห็นความเป็นรองของไทยและความเป็นต่อของเวียดนามชัดขึ้น
เมื่อสัดส่วนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นย่อมหมายความว่ามีคนวัยทำงานที่เข้าร่วมในระบบเศรษฐกิจน้อยลง ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของตลาด ธุรกิจจำนวนมากจึงประสบปัญหาในการหาคนมาทำงานในตำแหน่งที่ต้องการได้ยากขึ้น
เศรษฐกิจที่ไม่สามารถหาคนมาทำงานในตำแหน่งที่ต้องการได้ ต้องเผชิญกับผลเสียหลายอย่าง ทั้งผลิตภาพที่ลดลง ต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น การขยายธุรกิจที่ล่าช้า และความสามารถในการแข่งขันถดถอยลง นอกจากนั้น ในบางกรณี การขาดแคลนแรงงานอาจผลักดันให้ค่าจ้างสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อค่า และนำไปสู่วงจรเงินเฟ้อที่ยากต่อการควบคุม
การที่ประชากรไทยแก่ หมายความว่าแรงงานวัยทำงานของไทยกำลังหดตัวลง ธุรกิจจะเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน ส่งผลให้ต้นทุนแรงงานสูงขึ้น การขยายธุรกิจช้าลง และความสามารถในการแข่งขันลดลง ตรงกันข้ามกับเวียดนามที่ยังอยู่ในช่วงที่มีประชากรวัยทำงานสัดส่วนสูง แรงงานอายุน้อย ค่าแรงยังแข่งขันได้ และมีคนเข้าสู่ตลาดแรงงานใหม่สูง ทำให้เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก
เนื่องจากความต้องการด้านการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้นตามอายุ ประเทศที่มีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจึงต้องจัดสรรเงินและทรัพยากรให้กับระบบการดูแลสุขภาพมากขึ้น
สำหรับไทยเริ่มเห็นแรงกดดันนี้ชัดเจน ทั้งงบประมาณของรัฐ ระบบหลักประกันสุขภาพ การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ขณะเดียวกัน เงินบำนาญวัยเกษียณก็ยังเป็นข้อกังวลของไทย
ส่วนเวียดนาม ยังไม่เผชิญแรงกดดันมากเท่าไทย เนื่องจากประชากรยังอายุน้อยกว่า ยังมีเวลาเตรียมระบบทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และการเงินการคลังมากกว่าไทย
หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญ คือ อัตราการพึ่งพิง (dependency ratio) เมื่อผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น แต่แรงงานที่เสียภาษีมีน้อยลง คนวัยแรงงานซึ่งมีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ จะต้องแบกภาระในการดูแลสวัสดิการ การแพทย์ เงินบำนาญ และโครงการสวัสดิการต่าง ๆ ที่รัฐให้การสนับสนุน
สถานการณ์ในปัจจุบันของไทยที่ประชากรวัยแรงงานของไทยลดลง แสดงให้เห็นว่าไทยอยู่ในแนวโน้มที่น่ากังวล เพราะรัฐจะมีรายได้จากภาษีลดลง แต่ภาระรายจ่ายในด้านการดูแลสังคมจะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้พื้นที่ทางนโยบายการคลังแคบลง
ส่วนเวียดนามยังมีฐานผู้เสียภาษีในอนาคตที่กว้างกว่า แรงงานอายุน้อยจำนวนมาก หากถูกดึงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยรองรับภาระของรัฐในระยะยาวได้ดีกว่าไทย
นอกจากนั้น ในระดับรายย่อย หรือระดับครัวเรือน การที่มีผู้สูงวัยมากขึ้นก็หมายความว่า คนวัยทำงานมีภาระการดูแลคนในครอบครัวมากขึ้นด้วยทั้งในด้านการเงินและการใช้เวลาดูแลปรนนิบัติ
เศรษฐกิจที่มีผู้สูงอายุและผู้เกษียณเป็นสัดส่วนสูงจะมีแรงขับเคลื่อนด้านอุปสงค์ที่แตกต่างจากเศรษฐกิจที่มีประชากรวัยทำงานจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการบริการด้านสุขภาพ บ้านพักผู้สูงอายุ และบริการดูแลระยะยาวจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องลบเสมอไป แต่เศรษฐกิจก็ต้องเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาดสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุเป็นหลัก
สำหรับไทย เริ่มเห็นความต้องการสินค้าและบริการด้านสุขภาพ การดูแลผู้สูงวัย และที่อยู่อาศัยสำหรับผู้เกษียณ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งนี่สามารถกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ แต่ความท้าทาย คือ การเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่เคยขับเคลื่อนด้วยแรงงานหนุ่มสาวไปสู่เศรษฐกิจที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ต้องใช้เวลา เงินทุน และการปรับตัวของภาคธุรกิจ ดังนั้น แรงหนุนจากกเศรษฐกิจใหม่เหล่านี้อาจจะยังไม่สามารถทดแทนเศรษฐกิจเก่าที่อ่อนแรงลงได้ทันเวลา
ส่วนเวียดนามในปัจจุบันยังได้แรงส่งจากอุปสงค์ของคนวัยทำงาน ทั้งที่อยู่อาศัย สินค้าอุปโภคบริโภค เทคโนโลยี และบริการที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนวัยทำงาน ซึ่งช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม
อ้างอิง: Investopedia, Worldometer [1], Worldometer [2]