
การค้นพบน้ำมันครั้งใหม่ในน่านน้ำเวียดนามกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในอุตสาหกรรมพลังงานโลก หลังเมอร์ฟี ออยล์ (Murphy Oil) บริษัทผู้ผลิตน้ำมันจากสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยการประเมินล่าสุดที่ยกระดับความสำคัญของแหล่ง “ไห่ซือว่าง” (Hai Su Vang) ขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ โดยระบุว่าแหล่งดังกล่าวอาจเป็นการค้นพบน้ำมันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในรอบกว่า 20 ปี
ผลการประเมินนี้ออกมาในช่วงเวลาที่เวียดนามกำลังเผชิญกับการผลิตน้ำมันที่ชะลอตัวลง ขณะที่ความผันผวนของต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ศักยภาพของแหล่งไห่ซือว่างถูกมองว่าอาจกลายเป็น “ตัวแปรใหม่” ของสมการพลังงานเวียดนามและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บทวิเคราะห์ของ Wood Mackenzie บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานระดับโลก ระบุว่า หากการประเมินปริมาณสำรองและการพัฒนาเชิงพาณิชย์เดินหน้าได้ตามแผน แหล่งไห่ซือว่างอาจช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันของเวียดนามที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา และในระยะยาวยังอาจส่งผลต่อโครงสร้างอุปทานน้ำมันของภูมิภาค ทั้งในแง่ความมั่นคงทางพลังงานและทิศทางการลงทุนของภาคพลังงานในอนาคต
เมอร์ฟี ออยล์ เปิดเผยว่า บริษัทย่อยของบริษัทได้เจาะหลุมประเมินศักยภาพ Hai Su Vang-2X (HSV-2X) ในบล็อก 15-2/17 ของแอ่งกู๋หลง ซึ่งตั้งอยู่นอกชายฝั่งตอนใต้ของเวียดนามราว 65 กิโลเมตร โดยการประเมินล่าสุดชี้ว่า “ค่ากลาง” ของทรัพยากรที่สามารถผลิตได้จากชั้นกักเก็บหลักขยับขึ้นไปอยู่ใกล้ขอบบนของช่วงเดิมที่เคยเปิดเผยไว้ที่ 170-430 ล้านบาร์เรล ขณะที่ขอบบนของช่วงประเมินใหม่ทะยานเกินระดับ 430 ล้านบาร์เรลไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น การทดสอบยังพบศักยภาพเพิ่มเติมจากชั้นกักเก็บตื้น ซึ่งไม่ได้ถูกรวมอยู่ในการประเมินรอบแรก สะท้อนว่าปริมาณทรัพยากรโดยรวมอาจมี “อัพไซด์” สูงกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้ก่อนหน้า ในเชิงเทคนิค การทดสอบการไหลของหลุมประเมินให้สัญญาณเชิงพาณิชย์ที่ชัดเจน โดยชั้นกักเก็บหลักสามารถผลิตน้ำมันได้ในอัตราราว 6,000 บาร์เรลต่อวัน น้ำมันที่ได้เป็นน้ำมันคุณภาพดี ค่า API ประมาณ 37 องศา สอดคล้องกับผลจากหลุมค้นพบก่อนหน้า และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันศักยภาพในระยะยาว
ด้าน Wood Mackenzie ประเมินว่าแหล่งไห่ซือว่างมีขนาดใหญ่พอจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มแหล่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในรอบกว่า 20 ปี และอาจเป็นการค้นพบขนาดใหญ่อันดับสามของภูมิภาคนับตั้งแต่ปี 2000 รองจากแหล่ง Banyu Urip ในอินโดนีเซียที่ค้นพบในปี 2001 และแหล่ง Gumusut ในมาเลเซียที่ค้นพบในปี 2003 การจัดอันดับดังกล่าวสะท้อนทั้ง “ขนาด” และ “ศักยภาพเชิงพาณิชย์” ของโครงการนี้ เมื่อเทียบกับหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์พลังงานของภูมิภาค และย้ำว่าการค้นพบครั้งนี้อาจมีบทบาทต่อภาพรวมพลังงานเวียดนามและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะต่อไปอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ การค้นพบแหล่ง Hai Su Vang นับเป็นการค้นพบน้ำมันขนาดใหญ่ครั้งที่สองของ Murphy Oil ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อจากแหล่ง Kikeh นอกชายฝั่งมาเลเซียที่ค้นพบเมื่อปี 2002 ก่อนที่บริษัทจะตัดสินใจขายพอร์ตโฟลิโอในมาเลเซียให้แก่ PTTEP ในปี 2019 และปรับยุทธศาสตร์มามุ่งลงทุนในเวียดนามอย่างจริงจัง โดยปัจจุบันกำลังเดินหน้าพัฒนาแหล่ง Lac Da Vang ซึ่งคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในช่วงปลายปีนี้
ด้าน Wood Mackenzie ประเมินว่าโครงการ Hai Su Vang (HSV) มีแนวโน้มจะถูกพัฒนาเป็นโครงการเดี่ยว (standalone) ใช้เรือผลิต เก็บ และขนถ่ายน้ำมันลอยน้ำ (FPSO) เชื่อมต่อกับแท่นหลุมผลิต ขณะที่เมอร์ฟี ออยล์ วางแผนเจาะหลุมประเมินศักยภาพเพิ่มเติมอีกสองหลุมภายในปี 2026 เพื่อกำหนดขอบเขตทรัพยากรให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยนับตั้งแต่ปี 2002 บริษัทได้ค้นพบทรัพยากรสุทธิสะสมในพอร์ตโฟลิโอเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมแล้วมากกว่า 1.4 พันล้านบาร์เรล
นอกจากนี้ เมอร์ฟี ออยล์ ยังเปิดเผยแผนการสำรวจเชิงรุกในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยระบุ “สามหลุมที่น่าจับตา” ภายในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ทรัพยากรของเหลวในระดับมีนัยสำคัญ ได้แก่ หลุม Maliu-1 ในน่านน้ำลึกพิเศษของปาปัวนิวกินี ภายใต้การดำเนินงานของ TotalEnergies ที่ตั้งเป้าทรัพยากรกว่า 500 ล้านบาร์เรล หลุม Jampuk-1 ในน่านน้ำลึกพิเศษนอกชายฝั่งรัฐซาบาห์ของมาเลเซีย และหลุม Besar-1 นอกชายฝั่งอินโดนีเซียของ Pertamina ซึ่งตั้งเป้าทรัพยากรราว 450 ล้านบาร์เรล แผนดังกล่าวสะท้อนความพยายามของเมอร์ฟี ออยล์ ในการต่อยอดความสำเร็จจาก Hai Su Vang สู่รอบการค้นพบใหม่ในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
ในมุมของเศรษฐกิจพลังงาน การค้นพบแหล่งไห่ซือว่างถูกมองว่าเป็น “จังหวะสำคัญ” สำหรับเวียดนามในการพลิกแนวโน้มการผลิตน้ำมันที่ถดถอยลงมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ข้อมูลจาก Wood Mackenzie ระบุว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันของเวียดนามลดลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับราว 365,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2005 เหลือต่ำกว่า 120,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2025 จนทำให้ประเทศที่เคยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบสุทธิ ต้องเปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิตั้งแต่ปี 2017 เพื่อรองรับกำลังการกลั่นในประเทศที่ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ภาพดังกล่าวสะท้อนชัดผ่านตัวเลขการค้า โดยข้อมูลศุลกากรชี้ว่าในปี 2025 เวียดนามนำเข้าน้ำมันรวม 14.2 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าราว 7.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจำนวนนี้กว่า 11.3 ล้านตันนำเข้าจากคูเวตเพียงประเทศเดียว ซึ่งตอกย้ำความเปราะบางด้านความมั่นคงพลังงานและการพึ่งพาซัพพลายจากต่างประเทศในระดับสูง
ด้วยเหตุนี้ แหล่งไห่ซือว่างจึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงการค้นพบเชิงธรณีวิทยาเท่านั้น หากแต่ถูกจับตาในฐานะทรัพยากรพลังงานภายในประเทศที่อาจมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในระยะยาว เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และเปิดพื้นที่ให้เวียดนามกลับมามีอำนาจต่อรองในสมดุลพลังงานของภูมิภาคมากขึ้นอีกครั้ง หากโครงการสามารถพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มศักยภาพ
อย่างไรก็ดี Wood Mackenzie เตือนว่า การพัฒนาไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเวียดนามยังมีจุดอ่อนด้านกระบวนการกำกับดูแลที่ใช้เวลานาน รวมถึงข้อจำกัดเรื่องความโปร่งใสของข้อมูล ซึ่งในอดีตเคยบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้โครงการพลังงานหลายแห่งต้องเผชิญความล่าช้า การเร่งผลักดันแหล่งไห่ซือว่างเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์จึงถูกจับตาในฐานะ “บททดสอบจริง” ของความสามารถในการปฏิรูปกฎระเบียบพลังงานของเวียดนาม
แม้รัฐบาลเวียดนามจะปรับปรุงกฎหมายปิโตรเลียมในปี 2023 และมีการเปลี่ยนตัวผู้นำในกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเพื่อส่งสัญญาณเชิงบวกต่อภาคเอกชน แต่นักวิเคราะห์มองว่า ความสำเร็จจะไม่ได้วัดจากถ้อยแถลงเชิงนโยบาย หากขึ้นอยู่กับการบังคับใช้และการดำเนินงานจริงในทางปฏิบัติเป็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน เมอร์ฟี ออยล์ ระบุว่า โครงการยังอยู่ในช่วงประเมินศักยภาพ โดยจำเป็นต้องมีการเจาะหลุมเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความแม่นยำของการประเมินปริมาณทรัพยากรที่สามารถผลิตได้จากทั้งชั้นกักเก็บหลักและชั้นกักเก็บตื้น ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนและเดินหน้าโครงการพัฒนาในขั้นถัดไปอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเป็นจุดชี้ขาดว่าแหล่งไห่ซือว่างจะสามารถเปลี่ยนจาก “ความหวังเชิงทรัพยากร” ไปสู่ “โครงการพลังงานเชิงพาณิชย์” ได้เร็วเพียงใด
อ้างอิง: Offshore Energy, Nikkei Asia