Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวีแจกใหญ่ส่งท้ายปี ดูทั้งวันแจกทุกวันLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เปิดอุตฯน้ำมันเวเนฯ ผลิตแค่ไหน?สำรองเท่าไร? สหรัฐฯยึดแล้วคุ้มจริงหรือ?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เปิดอุตฯน้ำมันเวเนฯ ผลิตแค่ไหน?สำรองเท่าไร? สหรัฐฯยึดแล้วคุ้มจริงหรือ?

5 ม.ค. 69
12:54 น.
แชร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงยืนยันการจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พร้อมประกาศอย่างชัดเจนว่า อุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาสามารถ “สร้างรายได้อย่างมหาศาล” หากอยู่ภายใต้การสนับสนุนและการนำของสหรัฐอเมริกา การเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่เพียงเป็นการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ หากยังถูกมองว่าเป็นปฏิบัติการทางทหารที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาสหรัฐ และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่สั่นสะเทือนสมดุลอำนาจในลาตินอเมริกา โดยมีทรัพยากรพลังงานเป็นแกนกลางของเกมการเมืองระหว่างประเทศครั้งนี้

ถ้อยแถลงของทรัมป์สะท้อนวิสัยทัศน์ของวอชิงตันที่เชื่อว่า การฟื้นฟูประเทศซึ่งครอบครองน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก จำเป็นต้องอาศัยบทบาทของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่จากสหรัฐเข้ามาขับเคลื่อน อย่างไรก็ดี คำถามสำคัญที่ตามมาคือ เวเนซุเอลาจะสามารถกลับมาผลิตน้ำมันได้จริงมากเพียงใด ทรัพยากรสำรองที่มีอยู่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นรายได้หรือไม่ และสำหรับสหรัฐแล้ว การ “ยึด” อุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศที่โครงสร้างพื้นฐานทรุดโทรมและการเมืองเปราะบางแห่งนี้ จะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่า หรือจะกลายเป็นภาระระยะยาวทั้งในเชิงการเงิน การเมือง และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

เดิมพันของทรัมป์กับอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา

ในการแถลงในวันเสาร์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐเตรียมส่งบริษัทน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของประเทศเข้าไปลงทุนในเวเนซุเอลา โดยจะทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมอย่างหนัก ครอบคลุมตั้งแต่ระบบท่อส่ง โรงกลั่น ไปจนถึงแหล่งผลิต ก่อนเดินหน้าสร้างรายได้ให้กับประเทศอีกครั้ง โดยทรัมป์ย้ำว่าอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาเป็น “ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง” มายาวนาน และชี้ว่าปริมาณการผลิตที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแทบไม่สะท้อนศักยภาพที่ประเทศควรจะมี

ปัจจุบัน ข้อมูลจาก OPEC ระบุว่า เวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันสำรองมากกว่า 300,000 ล้านบาร์เรล ซึ่งนับว่าเป็นปริมาณที่สูงที่สุดในโลก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 17.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หากประเมินจากราคาน้ำมันปัจจุบันราว 57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ เวเนซุเอลากลับมีศักยภาพผลิตน้ำมันได้เพียงประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1% ของการผลิตน้ำมันทั่วโลก สถานการณ์นี้สะท้อนช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างทรัพยากรที่มีอยู่กับกำลังการผลิตจริง

อีกปัจจัยสำคัญคือ น้ำมันของเวเนซุเอลาส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบชนิดหนักพิเศษ ซึ่งมีต้นทุนการแปรรูปสูงและสร้างมลพิษมากกว่าน้ำมันทั่วไป ทำให้การเพิ่มกำลังการผลิตจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงและเงินลงทุนจำนวนมาก หากต้องการขยับการผลิตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากรายงาน OPEC Annual Statistical Bulletin ปี 2568 ระบุว่า เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก อยู่ที่ 3.032 แสนล้านบาร์เรล ตามมาด้วยซาอุดีอาระเบีย 2.672 แสนล้านบาร์เรล อิหร่าน 2.086 แสนล้านบาร์เรล อิรัก 1.45 แสนล้านบาร์เรล และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1.13 แสนล้านบาร์เรล

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (EIA) ชี้ว่า ประเทศที่สามารถผลิตน้ำมันได้มากที่สุดในโลกคือสหรัฐอเมริกา ที่ระดับ 22.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 22% ของการผลิตทั่วโลก ตามมาด้วยซาอุดีอาระเบีย 10.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน (11%) รัสเซีย 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน (11%) แคนาดา 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน (6%) และจีน 5.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน (5%)

ทั้งนี้ แม้น้ำมันดิบชนิดหนักพิเศษจะใช้ต้นทุนสูงในการแปรรูป แต่ก็จำเป็นสำหรับสหรัฐฯ เพราะแม้สหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ลักษณะของน้ำมันที่ผลิตได้กลับไม่สอดคล้องกับความต้องการของระบบโรงกลั่นภายในประเทศ น้ำมันดิบของสหรัฐส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบเบา ขณะที่โรงกลั่นจำนวนมากถูกออกแบบมาให้รองรับน้ำมันดิบหนัก ซึ่งมีความหนืดสูงและให้ผลผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงในสัดส่วนที่เหมาะสมกว่า

หากสหรัฐต้องการคงกำลังการผลิตน้ำมันเบนซินเพื่อหล่อเลี้ยงภาคคมนาคมและอุตสาหกรรมต่อไป ทางเลือกหนึ่งคือการปรับปรุงโรงกลั่นให้สามารถแปรรูปน้ำมันดิบเบาได้มากขึ้น ทว่าแนวทางดังกล่าวต้องใช้เงินลงทุนระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และยังไม่มีแรงจูงใจเพียงพอให้ภาคเอกชนเดินหน้าในระยะสั้น

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ สหรัฐยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบหนักจากต่างประเทศ แม้ในทางทฤษฎีจะผลิตน้ำมันได้มากเกินกว่าความต้องการภายในประเทศก็ตาม น้ำมันดิบที่ผลิตในสหรัฐจำนวนมากจึงถูกส่งออกไปต่างประเทศ ขณะที่โรงกลั่นในรัฐเท็กซัสและลุยเซียนายังคงต้องนำเข้าน้ำมันดิบหนักในปริมาณมากกว่า 6,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อให้สามารถเดินเครื่องได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

บริบทดังกล่าวทำให้เวเนซุเอลากลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากประเทศนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศของโลก ร่วมกับแคนาดาและรัสเซีย ที่ครอบครองแหล่งน้ำมันดิบหนักขนาดใหญ่ที่สุด ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดังกล่าวจึงไม่เพียงมีความหมายในเชิงพลังงาน หากยังเชื่อมโยงโดยตรงกับสมการทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของสหรัฐในระยะยาว

อุตสาหกรรมที่ทรุดโทรมและบทบาทของเชฟรอน

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ที่สภาพอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาที่ทรุดโทรมอย่างรุนแรง แม้ประเทศจะเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งโอเปก และเคยมีบทบาทเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก อีกทั้งภาคพลังงานจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวเล็กน้อยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่กำลังการผลิตน้ำมันในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำกว่ากว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเคยทำได้ในช่วงต้นทศวรรษ 2010s อย่างมีนัยสำคัญ

ย้อนกลับไปในทศวรรษ 1970s เวเนซุเอลาเคยผลิตน้ำมันได้สูงถึงราว 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นมากกว่า 7% ของการผลิตน้ำมันทั่วโลก ก่อนที่กำลังการผลิตจะทยอยลดลงต่อเนื่อง จนต่ำกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงทศวรรษ 2010s และในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ค่าเฉลี่ยเพียงประมาณ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1% ของตลาดโลก ใกล้เคียงกับระดับการผลิตของรัฐนอร์ทดาโคตาของสหรัฐอเมริกา

ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาเสื่อมลง คือการโอนกิจการน้ำมันเป็นของรัฐในทศวรรษ 1970s และการจัดตั้งบริษัท PDVSA ก่อนจะเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติในช่วงทศวรรษ 1990s แต่หลังการขึ้นสู่อำนาจของอูโก ชาเวซ รัฐบาลได้กำหนดให้ PDVSA ถือหุ้นใหญ่ในทุกโครงการ ส่งผลให้บริษัทพลังงานสหรัฐอย่าง Exxon และ Conoco ถอนตัวออกไปและทรัพย์สินถูกเวนคืน แม้ PDVSA ยังคงมีบริษัทร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติหลายราย รวมถึง Chevron, ENI, Total, CNPC ของจีน และ Rosneft ของรัสเซีย เพื่อพยายามประคองการผลิต

ปัจจุบัน บริษัทน้ำมันแห่งชาติ PDVSA เผชิญปัญหาทั้งการขาดแคลนเงินทุนและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ แหล่งผลิตจำนวนมากเสื่อมโทรมจากการขาดการลงทุนและการขุดเจาะอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานอยู่ในสภาพชำรุดหนัก เผชิญเหตุไฟฟ้าดับเป็นระยะ และปัญหาการโจรกรรมอุปกรณ์ ตามการประเมินของ Energy Aspects บริษัทวิจัยด้านพลังงาน

ขณะเดียวกัน มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ได้จำกัดช่องทางการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างมาก โดยในปัจจุบันน้ำมันส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังจีน ขณะที่บริษัทน้ำมันตะวันตกจำนวนมากทยอยถอนการลงทุนออกจากประเทศ เหลือเพียงเชฟรอนที่ยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ และมีกำลังการผลิตคิดเป็นราวหนึ่งในสี่ของการผลิตทั้งหมดของเวเนซุเอลา โดยประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณดังกล่าวถูกส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา

หลังการจับกุมนาย นิโกลัส มาดูโร และภรรยา ซิเลีย ฟลอเรส เชฟรอนระบุว่า บริษัทกำลังมุ่งดูแลความปลอดภัยของพนักงานและความต่อเนื่องของการดำเนินงานในประเทศ บริษัทซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองฮิวสตัน และดำเนินธุรกิจในเวเนซุเอลามาตั้งแต่ปี 2466 มีโครงการผลิตทั้งบนบกและนอกชายฝั่งรวม 5 โครงการ โดยในช่วงแรกเชฟรอนเคยออกแถลงการณ์สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติและเป็นไปตามกฎหมาย ก่อนจะปรับถ้อยคำในแถลงการณ์ฉบับถัดมา โดยตัดการกล่าวถึงรัฐบาลสหรัฐออก และย้ำว่าบริษัทยังคงดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

การฟื้นฟูน้ำมันเวเนซุเอลา ต้องใช้ทุนสูง เวลานาน อาจเสียจนไม่คุ้ม

นักวิเคราะห์มองว่า ในทางทฤษฎี หากการเปลี่ยนแปลงระบอบนำไปสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและการกลับมาของเงินลงทุนจากต่างชาติ การส่งออกของเวเนซุเอลาอาจเพิ่มขึ้นในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวจะไม่เกิดขึ้นทันที โครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย ปัญหาไฟฟ้า และการขาดเงินลงทุนต่อเนื่องทำให้การเพิ่มกำลังการผลิตต้องใช้เวลาหลายปี บทเรียนจากลิเบียและอิรักยังตอกย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยกำลังทหารแทบไม่เคยทำให้ซัพพลายน้ำมันกลับมามีเสถียรภาพได้

Energy Aspects ประเมินว่า เพียงการเพิ่มกำลังการผลิตอีกประมาณ 500,000 บาร์เรลต่อวัน สหรัฐฯ จะต้องใช้งบลงทุนราว 10,000 ล้านดอลลาร์ และใช้เวลาถึงประมาณสองปี ขณะที่การขยายกำลังการผลิตในระดับที่สูงกว่านั้นจะต้องอาศัยเงินลงทุน “หลายหมื่นล้านดอลลาร์” ต่อเนื่องยาวนานหลายปี ท่ามกลางโครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมโทรมอย่างหนักจากปัญหาการทุจริต การขาดการลงทุน เหตุเพลิงไหม้ และการลักขโมยที่สะสมมาเป็นเวลานาน จนอุตสาหกรรมน้ำมันซึ่งเคยเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจเวเนซุเอลาอยู่ในภาวะใกล้ล่มสลาย

นักวิชาการด้านพลังงานให้มุมมองสอดคล้องกันว่า หากเวเนซุเอลาต้องการฟื้นกำลังการผลิตกลับไปใกล้ระดับสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1970s ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านบาร์เรล/วัน เวเนซุเอลาจะต้องพึ่งพาการลงทุนจากบรรดาบริษัทพลังงานข้ามชาติรายใหญ่ เช่น Chevron, Exxon Mobil และ ConocoPhillips ในระดับเฉลี่ยราว 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ต่อเนื่องอย่างน้อยสิบปี ฟรานซิสโก โมแนลดิ ผู้อำนวยการด้านนโยบายพลังงานลาตินอเมริกาจาก Baker Institute for Public Policy แห่งมหาวิทยาลัยไรซ์ ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงกรอบขั้นต่ำเท่านั้น และหากต้องการเร่งการฟื้นตัวให้เกิดขึ้นเร็วกว่านี้ จะต้องอัดฉีดเงินลงทุนมากกว่าที่ประเมินไว้อีกมาก

ในฝั่งรัฐบาลสหรัฐ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับ ABC ว่า เขาคาดว่าบริษัทน้ำมันของสหรัฐจะให้ความสนใจอย่างมากต่อโอกาสในการกลับเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวเนซุเอลา โดยเฉพาะน้ำมันดิบหนัก ซึ่งมีความสำคัญต่อโรงกลั่นตามแนวชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก แม้ในช่วงที่ผ่านมาเขายังไม่ได้หารือกับผู้บริหารบริษัทน้ำมันโดยตรง แต่ฝ่ายสหรัฐเชื่อว่า หากภาคเอกชนได้รับพื้นที่และเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุน ความสนใจจากบริษัทน้ำมันรายใหญ่จะเกิดขึ้นในระดับสูง

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ก่อนที่บริษัทน้ำมันจะตัดสินใจลงทุนจริง ความมั่นคงทางการเมืองถือเป็นเงื่อนไขชี้ขาด ลิโน การ์ริโย อดีตผู้จัดการของบริษัทน้ำมันแห่งชาติ Petroleos de Venezuela SA ซึ่งลี้ภัยออกนอกประเทศมากว่าสองทศวรรษ ระบุว่า บริษัทน้ำมันจะไม่จริงจังกับการลงทุนในเวเนซุเอลา หากเวเนซุเอลายังไม่มีรัฐสภาหรือสมัชชาแห่งชาติชุดใหม่ที่มีความชอบธรรม พร้อมชี้ว่าสภาพแวดล้อมทางการเมืองของเวเนซุเอลาในปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการตัดสินใจลงทุนในระยะยาว

นอกจากนี้ ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันยังสะท้อนถึงความท้าทายขนาดใหญ่ที่รออยู่ ตั้งแต่ท่าเรือน้ำมันซึ่งอุปกรณ์ทรุดโทรมจนต้องใช้เวลานานถึงห้าวันในการบรรทุกน้ำมันลงเรือซูเปอร์แทงเกอร์หนึ่งลำเพื่อส่งออกไปจีน จากเดิมเมื่อราวเจ็ดปีก่อนที่ใช้เวลาเพียงวันเดียว ไปจนถึงแอ่งโอรีโนโกใจกลางประเทศ ซึ่งคาดว่ามีปริมาณน้ำมันที่สามารถผลิตได้เกือบ 500,000 ล้านบาร์เรล แต่กลับเต็มไปด้วยแท่นขุดเจาะที่ถูกทิ้งร้าง ปัญหาน้ำมันรั่วไหลที่ไม่ได้รับการควบคุม และการปล้นสะดมอุปกรณ์อย่างเปิดเผยเพื่อนำชิ้นส่วนไปจำหน่ายในตลาดมืด

ด้านเครือข่ายท่อส่งน้ำมันใต้ดินขนาดใหญ่ของเวเนซุเอลายังมีปัญหาการรั่วไหลเรื้อรัง และในบางช่วงยังถูกบริษัทรัฐวิสาหกิจด้านน้ำมันรื้อถอนเพื่อนำไปขายเป็นเศษโลหะ ขณะเดียวกัน เหตุเพลิงไหม้และการระเบิดได้สร้างความเสียหายต่ออุปกรณ์จำนวนมาก ด้านศูนย์การกลั่นน้ำมันปารากวานา บนชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงการากัส ซึ่งนับเป็นหนึ่งในคอมเพล็กซ์การกลั่นที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ กลับเดินเครื่องเพียงเป็นครั้งคราวและในอัตราต่ำ เนื่องจากปัญหาขัดข้องทางเทคนิค โดยหน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันบางส่วนจากทั้งหมดสี่หน่วย ซึ่งเคยเป็นเทคโนโลยีหลักในการแปรสภาพน้ำมันดิบหนัก ได้ถูกปิดตัวลงไปแล้ว

ในปัจจุบัน การผลิตน้ำมันที่ยังหลงเหลืออยู่ในเวเนซุเอลาพึ่งพา Chevron เป็นหลัก โดยมีสัดส่วนราว 25% ของการผลิตทั้งหมด และเป็นบริษัทน้ำมันสหรัฐเพียงรายเดียวที่ยังดำเนินงานในเวเนซุเอลา ภายใต้ใบอนุญาตพิเศษท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ ขณะที่ Exxon Mobil และ ConocoPhillips ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสองบริษัทที่มีศักยภาพสูงในการช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศ เคยดำเนินธุรกิจในเวเนซุเอลามาก่อน แต่ถอนตัวออกไปหลังทรัพย์สินถูกโอนเป็นของรัฐในสมัยประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ช่วงกลางทศวรรษ 2000

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง มาตรการคว่ำบาตรที่ยังมีผลบังคับใช้ และการควบคุมน่านน้ำโดยกองทัพเรือสหรัฐ นักวิเคราะห์มองว่า บริษัทน้ำมันอาจเริ่มเพียงการทบทวนแผนและจัดทำข้อเสนอเบื้องต้น โดยยังไม่พร้อมผูกมัดเงินลงทุนจำนวนมาก จนกว่าจะเห็นสัญญาณของเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน ภาวะอุปทานล้นตลาดและราคาน้ำมันโลกที่เคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดในรอบห้าปี ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการตัดสินใจลงทุน อีกทั้งหลายบริษัทยังมีประเด็นค้างชำระเงินกู้และค่าชดเชยจากการยึดทรัพย์ในอดีต รวมกันหลายพันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่า ศักยภาพของแหล่งน้ำมันสำรองขนาดมหาศาลยังคงเป็นแรงดึงดูดสำคัญ หากเวเนซุเอลาสามารถส่งสัญญาณของเสถียรภาพได้ในระดับหนึ่ง และเสนอเงื่อนไขสัญญาที่เอื้อต่อภาคเอกชน บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ที่มีประสบการณ์ดำเนินงานในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูง ก็ไม่น่าจะเมินเฉยต่อโอกาสดังกล่าว แม้ความไม่แน่นอนจะยังคงเป็นปัจจัยกดดันหลักก็ตาม

ในแง่ผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก นักวิเคราะห์มองว่า แม้การแทรกแซงของสหรัฐในเวเนซุเอลาจะสร้างความผันผวนเชิงจิตวิทยาในระยะสั้น แต่โอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญยังมีจำกัด เนื่องจากเวเนซุเอลาเป็นผู้ผลิตรายค่อนข้างเล็ก และตลาดน้ำมันโลกอยู่ในภาวะล้นตลาด โดยน้ำมันดิบเบรนต์ยังซื้อขายใกล้ระดับต่ำสุดของปี เหตุการณ์ดังกล่าวจึงไม่น่าจะส่งผลทันทีต่อราคาน้ำมันดิบหรือราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผู้บริโภคต้องจ่ายที่ปั๊มน้ำมันในชีวิตประจำวัน


อ้างอิง: The New York Times, Sky News, Bloomberg, Reuters

แชร์
เปิดอุตฯน้ำมันเวเนฯ ผลิตแค่ไหน?สำรองเท่าไร? สหรัฐฯยึดแล้วคุ้มจริงหรือ?