
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับวันแรกของงาน HOUSE OF BUSINESS 2026 มหกรรมเสวนาและเวิร์กช็อปว่าด้วยการส่งต่อและสืบทอดธุรกิจครอบครัว (Family Business) ครั้งแรกในประเทศไทย จัดโดย SPOTLIGHT แพลตฟอร์มความรู้ด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และไลฟ์สไตล์จาก Amarin TV ระหว่างวันที่ 30-31 ตุลาคม 2569 ณ C asean Auditorium ชั้น 10 อาคาร CW Tower
งานครั้งนี้รวบรวมเจ้าของกิจการ ทายาทธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านเวทีเสวนาและเวิร์กช็อป ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนส่งต่อกิจการ การบริหาร การเงิน ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีและการสร้างแบรนด์ เพื่อเตรียมธุรกิจครอบครัวให้พร้อมเติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
SPOTLIGHT พาย้อนดูไฮไลต์วันแรก ทั้งกิจกรรมสำคัญและประเด็นน่าสนใจจากเวทีเสวนา พร้อมแนวคิดและบทเรียนที่เจ้าของกิจการและทายาทธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ในการสานต่อธุรกิจของตนเอง
กิจกรรมวันแรกเริ่มต้นด้วยพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ HOB OF FAME เพื่อเชิดชูธุรกิจครอบครัวไทยที่มีความโดดเด่นในด้านต่างๆ เป็นทั้งต้นแบบและแรงบันดาลใจในการนำพาธุรกิจก้าวผ่านความท้าทาย ตลอดจนยกย่ององค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจครอบครัวไทย โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจาก 4 องค์กรขึ้นรับรางวัล ได้แก่
1. LEGACY & FUTURE AWARD รางวัลแห่งการสืบทอดคุณค่า สู่การสร้างอนาคต รับโดย คุณชินธร อรรถสารประสิทธิ์ กรรมการบริหาร บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เค เซอรา จำกัด
2. START UP SUCCESS STORY รางวัลสตาร์ทอัพต้นแบบ จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ สู่ความสำเร็จในตลาด รับโดยคุณคริษฐ์ ศุภวัฒนกุล Strategy Director บริษัท ฟินโนมีนา จำกัด (มหาชน)
3. BEST GROWTH PERFORMANCE BANK รางวัลสำหรับธนาคารที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่น รับโดยคุณรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน)
4. GLOBAL BUSINESS EXPANSION AWARD รางวัลองค์กรต้นแบบด้านการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก รับโดยคุณปัญจพร คู่สามารถ Head of Corporate Communications บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
นอกจากนี้ ช่วงบ่ายของงานยังอัดแน่นด้วยการบรรยายและเสวนาจากผู้ทรงคุณวุฒิ เจ้าของกิจการ และผู้บริหารธุรกิจครอบครัว ซึ่งมาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในหลากหลายหัวข้อ
ในหัวข้อ “From Family Business to Public Company จากกิจการกงสี สู่บริษัทมหาชน” ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ธุรกิจครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย โดยมีบริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัว 705 บริษัท คิดเป็นประมาณ 84% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมประมาณ 54% ของตลาดทุนไทย และจ้างงาน 1.68 ล้านคน
การส่งต่อกิจการให้เติบโตอย่างยั่งยืนจึงมีความสำคัญทั้งต่อสมาชิกครอบครัว ลูกจ้าง และเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจต้องเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจ สงคราม และความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นทางเลือกหนึ่งในการสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจครอบครัว เพราะช่วยระดมทุนระยะยาว ลดการพึ่งพาเงินกู้ เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ถือหุ้น และเปิดโอกาสให้หาพันธมิตรหรือควบรวมกิจการได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยดึงดูดผู้บริหารมืออาชีพ ซึ่งมีบทบาทสำคัญเมื่อกิจการขยายตัว ขณะที่สมาชิกครอบครัวรุ่นใหม่มีจำนวนลดลง นอกจากนี้ การมีตลาดซื้อขายหุ้นและราคาอ้างอิงยังช่วยให้สมาชิกที่ต้องการขายหุ้นมีทางออก และเอื้อต่อการจัดการความขัดแย้งภายในครอบครัว
สำหรับเจ้าของกิจการที่กังวลว่าการระดมทุนจะทำให้สูญเสียอำนาจควบคุม ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ กล่าวถึงข้อเสนอให้บริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนสามารถออกหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงแตกต่างกัน หรือ Dual Class of Shares เพื่อให้ผู้ก่อตั้งหรือครอบครัวยังคงมีอำนาจกำหนดทิศทางธุรกิจ แม้สัดส่วนการถือหุ้นลดลง เช่น ถือหุ้น 50% แต่มีสิทธิออกเสียง 75% แนวทางดังกล่าวเป็นข้อเสนอเพื่อจูงใจให้ธุรกิจครอบครัวที่มีคุณภาพเข้ามาใช้ตลาดทุน โดยยังต้องเดินหน้าผลักดันต่อไป
อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นของการเติบโตต้องมาจากการจัดโครงสร้างกิจการและการกำกับดูแลที่ดี โดยเฉพาะการทำบัญชีเล่มเดียวและเสียภาษีอย่างถูกต้อง เพราะช่วยสร้างความโปร่งใสและความไว้วางใจระหว่างสมาชิก ทำให้ประเมินมูลค่ากิจการ จ่ายเงินปันผล และเจรจากับพันธมิตรได้ชัดเจนขึ้น
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ย้ำว่าการวางระบบเหล่านี้มีความจำเป็นแม้บริษัทไม่ได้เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ ส่วนครอบครัวที่มีธุรกิจหลายประเภทอาจพิจารณาโครงสร้างบริษัทโฮลดิ้งเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหาร โดยเลือกให้เหมาะกับลักษณะกิจการ
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ยังเสนอหลัก 6C สำหรับธุรกิจครอบครัว ครอบคลุมการกำกับดูแลที่ดี การจัดสรรผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม การสื่อสาร การบริหารความขัดแย้ง ความเห็นอกเห็นใจ และการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง โดยความเป็นธรรมไม่จำเป็นต้องหมายถึงการได้รับเท่ากันทุกคน
ผู้ที่ทำงานควรได้รับเงินเดือนหรือโบนัสตามบทบาท ขณะที่ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนผ่านเงินปันผล พร้อมกำหนดอำนาจหน้าที่และกติกาให้ชัดเจนผ่านข้อบังคับบริษัท ข้อตกลงผู้ถือหุ้น ธรรมนูญครอบครัว และพินัยกรรม เพื่อลดปัญหาการรวมศูนย์อำนาจและข้อพิพาทระหว่างทายาท รวมถึงเปิดพื้นที่ให้คนต่างรุ่นรับฟังกันและยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ท้ายที่สุด เจ้าของธุรกิจครอบครัวควรเปิดรับแนวคิดการเติบโตร่วมกับพันธมิตร โดยไม่จำเป็นต้องถือหุ้นทั้งหมดด้วยตนเองเสมอไป ธุรกิจที่มีแนวคิดและลักษณะใกล้เคียงกันสามารถรวมกิจการภายใต้บริษัทโฮลดิ้ง และใช้บริการส่วนกลางร่วมกัน เช่น งานบัญชี เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้ การร่วมมือและส่งต่อกิจการให้สำเร็จต้องอาศัยความรู้ ข้อตกลงที่รอบคอบ และระบบบริหารที่ชัดเจน ซึ่งเจ้าของธุรกิจต้องเรียนรู้และลงมือสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในเวทีเสวนาหัวข้อ “Building a Sustainable Family Business ธรรมนูญครอบครัวแบบไหน ที่ช่วยให้ครอบครัวเข้าใจกัน” คุณวีชัชชฎา ยงสุวรรณกุล นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจครอบครัว และคุณวิเชฐ ตันติวานิช ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจครอบครัว สะท้อนว่า ความยั่งยืนของธุรกิจครอบครัวขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวและการสร้างความเข้าใจระหว่างสมาชิก โดยธรรมนูญครอบครัวเป็นกระบวนการพูดคุยเพื่อสร้างข้อตกลงร่วมกัน ช่วยให้ครอบครัวจัดการความขัดแย้งและกำหนดทิศทางธุรกิจไปด้วยกันได้
คุณวิเชฐอธิบายว่า คนแต่ละรุ่นเติบโตมากับเงื่อนไขและแรงผลักดันที่ต่างกัน รุ่นผู้ก่อตั้งเริ่มจากการทำงานเพื่อความอยู่รอด ก่อนสร้างธุรกิจจนมั่นคง ขณะที่รุ่นลูกและรุ่นหลานมีทรัพยากรพร้อมกว่า จึงอาจสนใจทดลองธุรกิจใหม่หรือนำเงินไปลงทุนในด้านอื่น
หากธุรกิจหลักยังไม่แข็งแรงหรือการลงทุนผิดพลาด ก็อาจกระทบการส่งต่อกิจการ ส่วนคุณวีชัชชฎามองว่า ทุกยุคมีความเปลี่ยนแปลง สมาชิกจึงต้องตระหนักว่าธุรกิจอยู่ในช่วงใด และพร้อมช่วยกันปรับตัวให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่ต่างจากรุ่นพ่อแม่เพียงใด
ความซับซ้อนมักเพิ่มขึ้นเมื่อธุรกิจเข้าสู่รุ่นที่สอง เพราะจากเดิมที่พ่อแม่ช่วยกันตัดสินใจ กลายเป็นพี่น้องหลายคนที่มีความสามารถ ความพร้อม และบทบาทแตกต่างกัน คุณวีชัชชฎาชี้ว่า ต้องทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของสามวง ได้แก่ ครอบครัว ธุรกิจ และความเป็นเจ้าของหรือผลประโยชน์ แม้กิจการยังมีฐานะดีพอจะดูแลสมาชิกทุกคน แต่ครอบครัวก็ควรเริ่มหารือว่าใครจะบริหารธุรกิจ และจะจัดการความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกอย่างไร เพื่อเตรียมรับความซับซ้อนที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
อุปสรรคสำคัญของการทำธรรมนูญครอบครัวคือการยอมรับจากผู้ก่อตั้ง คุณวิเชฐระบุว่า คนรุ่นลูกมักสนใจนำกติกามาใช้ แต่พ่อแม่บางส่วนอาจกังวลว่าจะถูกลดอำนาจ หรือเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นการทำพินัยกรรม การเริ่มต้นจึงต้องอาศัยการสื่อสารและความเข้าอกเข้าใจ เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกัน เพราะหากความขัดแย้งภายในยังดำเนินอยู่ ก็จะถ่วงความสามารถในการแข่งขันกับภายนอก เปรียบเสมือนทีมกีฬาที่สมาชิกเล่นไม่ประสานกัน ย่อมเผชิญคู่แข่งได้ยากขึ้น
ทั้งสองเสนอให้เปิดพื้นที่เรียนรู้และสนทนาร่วมกัน โดยให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งครอบครัว พร้อมให้เกียรติผู้ก่อตั้งและผลงานที่สร้างมา การชวนพ่อแม่เข้าฟังแนวคิดหรืออบรมร่วมกับลูกอาจช่วยให้แต่ละฝ่ายมีพื้นฐานความเข้าใจใกล้เคียงกัน จากนั้นจึงหารือว่าธุรกิจจะเดินต่ออย่างไรในอีก 5-10 ปี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงจาก AI เงินดิจิทัล และความเสี่ยงไซเบอร์ ก่อนพัฒนาเป็นข้อตกลงเรื่องแนวทางปรับตัว เงินลงทุน และจังหวะดำเนินงาน
สำหรับทายาทที่ต้องการเปลี่ยนแปลงแต่ยังไม่ได้รับความไว้วางใจ คุณวีชัชชฎาแนะนำให้เริ่มสร้างความน่าเชื่อถือจากสิ่งเล็กๆ ภายใต้อำนาจและความรับผิดชอบที่มีอยู่ ทั้งการทำงานในธุรกิจ การประสานพี่น้อง และการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อแสดงให้เห็นผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ก่อตั้งมีทั้งประสบการณ์และความสำเร็จที่ยืนยันแนวทางของตนเอง การส่งต่อจึงต้องใช้เวลา ความอดทน และผลงานที่ทำให้พ่อแม่มั่นใจว่าคนรุ่นต่อไปพร้อมรับผิดชอบกิจการที่สร้างมากับมือ
คุณธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง และทายาทรุ่นที่สาม ถ่ายทอดในเวที “Powering Growth with Data & Tech ติดอาวุธธุรกิจด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี” ถึงการต่อยอดธุรกิจอายุ 75 ปี จากร้านทองตู้แดงสู่บริการซื้อขายทองบนมือถือ โดยก่อนกลับมาช่วยกิจการครอบครัว คุณธนรัชต์ทำงานที่ปรึกษาภายนอกราว 18 ปี และมีบริษัทไอทีของตนเอง เมื่อเข้ามาจึงเริ่มจากการเรียนรู้จุดแข็งขององค์กร โดยเฉพาะความใส่ใจลูกค้าและความน่าเชื่อถือที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงต่อยอดจากรากฐานเดิมได้อย่างเหมาะสม
คุณธนรัชต์มองว่า ช่วงที่ธุรกิจยังแข็งแรงเป็นโอกาสเหมาะสำหรับการพัฒนา เพราะมีทั้งบุคลากร เงินทุน และเวลาให้ทดลอง โดยเลือกค่อยๆ ปรับปรุงจากจุดเล็กๆ และพิสูจน์ผลลัพธ์เพื่อสร้างการยอมรับจากครอบครัวและพนักงาน หลักสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาใช้คือ ต้องช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการดีขึ้นและลดภาระงานหลังบ้าน หากพนักงานยังต้องทำเอกสารด้วยมือแล้วนำข้อมูลไปกรอกระบบซ้ำ ก็เท่ากับเพิ่มงานโดยไม่ได้แก้ปัญหาอย่างแท้จริง
จุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบมาจากภาพลูกค้าต่อคิวยาวเพื่อซื้อขายทอง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการขายทำกำไร แต่อาจพลาดราคาที่ต้องการระหว่างรอรับบริการ คุณธนรัชต์จึงเห็นความจำเป็นที่จะทำให้ลูกค้าส่งคำสั่งได้สะดวกขึ้นโดยไม่ต้องเดินทางมาถึงเยาวราช บริษัทเริ่มจากบริการคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งแม้มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 50 คน ก็ยังรองรับไม่ทันเมื่อลูกค้าโทรเข้ามาพร้อมกัน ขณะที่ช่วงเงียบกลับมีบุคลากรว่าง จึงค่อยๆ พัฒนาไปสู่การส่งคำสั่งผ่านระบบออนไลน์และมือถือ
ระหว่างทาง ฮั่วเซ่งเฮงทดลองเครื่องมือหลายรูปแบบ ทั้งตู้บริการตนเอง บัตรชำระเงินที่พัฒนาร่วมกับธนาคารเพื่อลดการใช้เงินสด และระบบจองคิว ก่อนต่อยอดสู่แอปพลิเคชัน Gold Now และ USD Gold Trade สำหรับซื้อขายทองคำเป็นสกุลเงินดอลลาร์ เมื่อระบบการเงินรองรับการชำระเงินแบบเรียลไทม์ ลูกค้าจึงสามารถยืนยันตัวตน ผูกบัญชีธนาคาร และรับเงินจากการขายได้รวดเร็วขึ้น ช่วยให้ซื้อขายต่อเนื่องได้สะดวกกว่าเดิม และเพิ่มโอกาสทำธุรกรรมนอกเวลาบริการหน้าร้าน
อย่างไรก็ตาม การขยายสู่ช่องทางดิจิทัลมาพร้อมความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยและเสถียรภาพของระบบ เพราะความผิดพลาดอาจกระทบความเชื่อมั่นที่สะสมมาหลายรุ่น บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันและการป้องกันภัยไซเบอร์ โดยคุณธนรัชต์ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้งานบนระบบประมาณ 4 ล้านคน และเปลี่ยนจากการใช้เซิร์ฟเวอร์มาเป็นระบบคลาวด์ที่ปรับเพิ่มหรือลดทรัพยากรตามการใช้งานได้ ช่วยรองรับช่วงที่มีธุรกรรมหนาแน่นและควบคุมค่าใช้จ่ายในช่วงที่ใช้งานน้อย
ข้อมูลจากแพลตฟอร์มยังช่วยให้บริษัทเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าและทบทวนความเชื่อจากประสบการณ์เดิม ผ่านการติดตามยอดดาวน์โหลด การเปิดใช้งาน จำนวนผู้ซื้อขาย ความถี่ และมูลค่าธุรกรรม ตัวอย่างสำคัญคือการพบว่าลูกค้าซื้อขายหนาแน่นหลังเวลา 20.30 น. ไปจนถึงเที่ยงคืน ตามจังหวะข่าวสารและความเคลื่อนไหวของตลาด ทำให้บริษัทต้องเพิ่มบุคลากรช่วงกลางคืนและจัดทีมไอทีดูแลระบบตลอด 24 ชั่วโมง สะท้อนว่าการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีให้เกิดผลต้องนำไปสู่การปรับวิธีทำงานให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าด้วย
เวที “Rebuild Family Business To Survive ซ่อมของเดิม หรือสร้างของใหม่ เส้นทางที่ต้องเลือกในรุ่นเรา” ถ่ายทอดสองเส้นทางการปรับตัวผ่านคุณรตา ชัยผาติกุล ผู้บริหารฝ่ายการตลาดและทายาทรุ่นที่ 2 แบรนด์ ‘ไผ่ทองไอสครีม’ ซึ่งเลือกฟื้นธุรกิจเดิมของครอบครัว และคุณพีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ แฮฟ ซีพียู จำกัด ซึ่งสร้างกิจการใหม่หลังธุรกิจโรงสีของครอบครัวไปต่อไม่ได้ โดยทั้งสองให้ความสำคัญกับการมองหาความต้องการของลูกค้า ทดลองปรับวิธีทำงาน และใช้ความรู้ที่มีสร้างโอกาสทางธุรกิจ
คุณรตาเล่าว่า ไผ่ทองเริ่มจากรถเข็นหนึ่งคัน ก่อนเติบโตเป็นธุรกิจอายุประมาณ 75 ปี แต่ช่วงที่เธอเข้ามาช่วย กิจการกำลังอยู่ในขาลง ขณะที่วิธีขายเดิมพึ่งพาคุณภาพสินค้าและแทบไม่มีการทำตลาด จึงเริ่มปรับภาพลักษณ์แบรนด์และทำการตลาดอย่างจริงจังในช่วงประมาณ 8 ปีที่ผ่านมา โดยมองว่ายังมีโอกาสเติบโตในตลาดไอศกรีม ส่วนการทำงานร่วมกันระหว่างรุ่น เธอวางบทบาทตนเองเป็นคนกลางที่เชื่อมประสบการณ์ของผู้ก่อตั้งกับแนวคิดและความทันสมัยของรุ่นที่สาม เพื่อให้การพัฒนาเดินหน้าไปด้วยกันได้
การติดตามสถิติยอดขายทำให้ไผ่ทองเห็นสัญญาณว่าลูกค้าซื้อสินค้าน้อยลงในช่วงที่บริการสั่งอาหารเดลิเวอรีเริ่มแพร่หลาย จึงทดลองระบบจัดส่งเพื่อแก้ข้อจำกัดสำคัญคือไอศกรีมละลายและเสียคุณภาพ เมื่อโควิด-19 ทำให้คนหยุดออกจากบ้าน บริษัทจึงนำสิ่งที่เตรียมไว้มาใช้จริง โดยอาศัยเครือข่ายสาขาและสายส่งกระจายสินค้า พร้อมใช้ช่องทางออนไลน์ประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าสั่งไอศกรีมไปตักกินเองที่บ้าน การทดลองล่วงหน้าจึงช่วยให้บริษัทและตัวแทนจำหน่ายเรียนรู้การขายรูปแบบใหม่ได้รวดเร็วขึ้นในช่วงวิกฤต
ด้านคุณพีรดนย์เริ่มสร้างธุรกิจจากความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ที่สะสมมาตั้งแต่เด็ก โดยยืมเงินคุณแม่ 40,000 บาทมาประกอบและขายคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง เขาศึกษาความต้องการจากเว็บบอร์ด ดูว่าสินค้าใดกำลังได้รับความนิยม แล้วจัดหาสินค้าจากต่างประเทศเพื่อให้มีของขายต่อเนื่อง แนวคิดสำคัญคือการเชื่อมความสนใจกับโอกาสสร้างรายได้ โดยต้องเข้าใจทั้งความต้องการซื้อและความสามารถในการจัดหาสินค้า พร้อมเพิ่มความรู้และลงมือทำให้มากขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางธุรกิจตามเป้าหมาย
I Have CPU เติบโตผ่านช่องทางดิจิทัลมาตั้งแต่เว็บบอร์ด ก่อนขยายสู่ Facebook และเว็บไซต์ โดยขายออนไลน์มาก่อนโควิดประมาณ 4-5 ปี เมื่อความต้องการคอมพิวเตอร์สำหรับทำงานที่บ้านเพิ่มขึ้น บริษัทจึงพร้อมรองรับคำสั่งซื้อ โดยคุณพีรดนย์ระบุว่า ช่วงนั้นจัดส่งได้ประมาณวันละ 400-500 เครื่อง ในช่วงที่ยังขายคอมพิวเตอร์มือสอง อีกทั้งโควิดยังช่วยเร่งให้ผู้บริโภคมั่นใจในการซื้อคอมพิวเตอร์ออนไลน์มากขึ้น ต่อมาบริษัทจึงขยายหน้าร้านตามความต้องการของลูกค้าที่สอบถามเข้ามา จนมี 21 สาขาตามที่เปิดเผยบนเวที
สำหรับการใช้ข้อมูล คุณรตามองว่าเป็นเครื่องมือค้นหาปัญหาและโอกาสใหม่ แต่ความท้าทายคือการพาตัวแทนจำหน่ายในเครือข่ายประมาณ 400 สาขา ซึ่งหลายรายเป็นคนรุ่นเก่า เข้าสู่ช่องทางออนไลน์ผ่านการทำให้ดูและค่อยๆ เรียนรู้ร่วมกัน ส่วนคุณพีรดนย์ยังใช้สัญชาตญาณเป็นหลักในการตัดสินใจ โดยนำข้อมูลมาช่วยตรวจสอบรายละเอียด เช่น สินค้าขายได้กี่ชิ้นและขายดีในพื้นที่ใด รวมถึงเปิดมุมที่อาจมองข้าม พร้อมย้ำว่าผู้บริหารต้องถ่ายทอดความรู้ให้ทีมงานและมอบหมายงานได้ เพื่อเปิดเวลาให้ตนเองเรียนรู้สิ่งใหม่และพัฒนาธุรกิจต่อไป
คุณวัณณะวัฒน์ โอภาสวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผนส่งเสริม SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวในหัวข้อ “จากรุ่นสู่รุ่นอย่างยั่งยืน สร้างอนาคตธุรกิจครอบครัวผ่านกลไกสนับสนุนของ สสว.” ว่า ธุรกิจครอบครัวมีต้นทุนสำคัญจากประสบการณ์ของคนรุ่นพ่อแม่ แต่ทั้งทายาทผู้รับช่วงต่อและผู้เริ่มกิจการใหม่ต่างต้องเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจและการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การรักษากำไรและสร้างการเติบโตจึงต้องอาศัยการพัฒนาความรู้ เทคโนโลยี และการปรับตัวสู่แนวโน้มใหม่ โดย สสว. มีเครื่องมือสนับสนุนตั้งแต่การเข้าถึงบริการภาครัฐไปจนถึงการพัฒนาธุรกิจและขยายตลาด
เครื่องมือแรกคือแอปพลิเคชัน SME Connext ซึ่งนำบริการภาครัฐมาอยู่ในช่องทางดิจิทัล ควบคู่กับ SME ONE ID หรือเลขประจำตัวผู้ประกอบการเพียงเลขเดียว เพื่อช่วยให้การสมัครเข้าร่วมโครงการและรับบริการจากหน่วยงานต่างๆ สะดวกและรวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน ข้อมูลในระบบยังช่วยให้ภาครัฐมองเห็นพัฒนาการของผู้ประกอบการ และนำไปออกแบบโครงการหรือความช่วยเหลือให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละธุรกิจได้มากขึ้น
ด้านการเพิ่มความรู้ สสว. มี Academy 365 เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้ประกอบการ ครอบคลุมทั้งดิจิทัล ธุรกิจสีเขียว และการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ พร้อมช่องทาง SME ONE สำหรับค้นหาข้อมูลบริการและโครงการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ
นอกจากนี้ ยังมี SME Coach ให้คำปรึกษาปัญหาธุรกิจหลายด้าน ทั้งการเงิน เทคโนโลยี การบริหารจัดการ และการปรับตัวสู่การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาได้ตรงจุด
สำหรับการเพิ่มโอกาสขายสินค้าและบริการ Thai SME-GP เป็นกลไกสนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยคุณวัณณะวัฒน์ระบุว่ามีมาตรการแต้มต่อด้านราคา 10-15% เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันของผู้ประกอบการรายเล็ก
จุดสำคัญของตลาดนี้คือภาครัฐมีกำลังซื้อค่อนข้างมากและยังมีความจำเป็นต้องจัดซื้ออย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่เกิดวิกฤต จึงเป็นอีกช่องทางที่ผู้ประกอบการสามารถใช้กระจายโอกาสทางธุรกิจได้
อีกโครงการที่เน้นเป็นพิเศษคือ “SME ปัง ตังได้คืน” มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ผ่านระบบ BDS (Business Development Service) ซึ่งเปิดให้ผู้ประกอบการเลือกรับบริการพัฒนาตามความต้องการของตนเอง เช่น เพิ่มผลิตภาพ พัฒนาระบบบริหารจัดการและบัญชี ใช้เทคโนโลยี ยกระดับมาตรฐาน หรือเข้าร่วมงานแสดงสินค้า โดย สสว. ร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามขนาดธุรกิจ ตามรายละเอียดที่นำเสนอ
ธุรกิจรายย่อยและขนาดย่อมได้รับการสนับสนุน 80% และออกค่าใช้จ่ายเอง 20% ส่วนธุรกิจขนาดกลางได้รับการสนับสนุน 50% ช่วยลดภาระต้นทุนในการเข้าถึงบริการพัฒนา
ด้านข้อมูลตลาด สสว. มีเว็บไซต์ Market Intelligence เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการศึกษาตลาด มองหาโอกาส และใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจขยายธุรกิจ
คุณวัณณะวัฒน์ย้ำว่า การรับช่วงกิจการจากครอบครัวเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่นำประสบการณ์เดิมมาต่อยอด แต่ภายใต้ความผันผวนที่เพิ่มขึ้น SMEs จำเป็นต้องมีเครือข่ายสนับสนุน การเชื่อมต่อกับภาครัฐและพันธมิตรจึงช่วยให้เข้าถึงความรู้ เครื่องมือพัฒนา และโอกาสทางตลาด เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและส่งต่อธุรกิจได้อย่างยั่งยืน