
หากไฟฟ้าดับ น้ำไม่ไหล หรือระบบชำระเงินหยุดทำงาน การซื้ออาหารและสิ่งจำเป็นอาจกลายเป็นเรื่องยากในทันที การมีน้ำ อาหาร ยา และอุปกรณ์ฉุกเฉินติดบ้านจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมที่หน่วยงานรัฐหลายประเทศกำลังรณรงค์ให้ประชาชนลงมือทำ
ในเดือนตุลาคม 2569 มีความเคลื่อนไหวตั้งแต่การเปิดแคมเปญระดับประเทศ การแจกคู่มือให้ครัวเรือน ไปจนถึงการส่งจดหมายแจ้งประชาชนในระดับท้องถิ่น หลายแห่งแนะนำให้สำรองสิ่งจำเป็นสำหรับ 3 วัน หรือ 72 ชั่วโมง ขณะที่นอร์เวย์ย้ำให้ประชาชนพึ่งตนเองได้หนึ่งสัปดาห์ ส่วนไทยมีรายงานวันที่ 30 ตุลาคมถึงคำแนะนำจัดชุดฉุกเฉินสำหรับการอพยพและการอยู่ในบ้านรอความช่วยเหลือ
เหตุผลของแต่ละประเทศแตกต่างกัน บางแห่งเน้นความเสี่ยงที่ระบบไฟฟ้าและการสื่อสารอาจหยุดทำงาน บางประเทศเตรียมรับแผ่นดินไหว ส่วนคำแนะนำจากหน่วยงานท้องถิ่นของสหรัฐฯ มุ่งรับมือพายุฤดูหนาว โดยต้องอ่านวันที่และขอบเขตของแต่ละประกาศประกอบกัน เพราะมีทั้งการรณรงค์ประจำปี คำแนะนำฉบับปรับปรุง และแผนที่จะประกาศในอนาคต
นอกจากนี้ แม้สื่อไทยบางแห่งจะรายงานว่ามีประมาณ 20 ประเทศหรือมากกว่าแนะนำให้ประชาชนสำรองเสบียงฉุกเฉิน แต่ข้อมูลที่นำมารายงานมีทั้งแคมเปญใหม่และคำแนะนำที่ใช้มานานหลายปี จึงไม่ได้หมายความว่าประเทศเหล่านั้นเพิ่งออกประกาศพร้อมกันในเดือนตุลาคม 2569 และไม่ได้สื่อว่ากำลังจะเกิดภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉินร้ายแรงในเวลาอันใกล้
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม สำนักคณะรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร หรือ Cabinet Office เผยแพร่คำแนะนำฉบับปรับปรุงภายใต้แคมเปญ “Be Ready” ให้ครัวเรือนเตรียมพร้อมดำรงชีวิตด้วยสิ่งของที่มีอยู่ในบ้านอย่างน้อย 3 วัน
แคมเปญนี้มีกำหนดดำเนินการ 3 ปี โดยผลสำรวจของสำนักคณะรัฐมนตรีปี 2569 พบว่า มีเพียง 13% ที่ประเมินว่าครัวเรือนของตนพร้อม "มาก" หรือ "อย่างเต็มที่" สำหรับเหตุฉุกเฉิน ขณะที่ราวครึ่งหนึ่งระบุว่าพร้อมเพียงเล็กน้อยหรือไม่พร้อมเลย
สิ่งที่แนะนำให้สำรองประกอบด้วย
รัฐบาลยกเหตุพายุในฤดูหนาวและไฟป่าในฤดูร้อนเป็นตัวอย่างของเหตุการณ์ที่กระทบไฟฟ้า น้ำ โทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต การที่ครัวเรือนดูแลตนเองได้ในระยะแรกจะช่วยลดภาระของหน่วยฉุกเฉิน ทำให้เจ้าหน้าที่มุ่งช่วยเหลือผู้ที่ต้องการการดูแลมากที่สุดก่อน
วันที่ 26 ตุลาคม กระทรวงยุติธรรมและความมั่นคงสาธารณะของนอร์เวย์เปิดสัปดาห์รณรงค์เตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉินประจำปี โดยย้ำคำแนะนำให้ประชาชน พึ่งตนเองได้ 1 สัปดาห์ และจัดหาหรือตรวจเติมสิ่งของสำรอง เริ่มจากน้ำดื่มประมาณ 20 ลิตรต่อคน พร้อมแผนรักษาความอบอุ่นหากไฟฟ้าดับ
การรณรงค์ปีนี้ให้ความสำคัญกับสถานการณ์ที่เครือข่ายโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตใช้งานไม่ได้ ซึ่งอาจเกิดจากสภาพอากาศรุนแรง อุบัติเหตุ หรือการก่อวินาศกรรม สำนักงานคุ้มครองพลเรือน หรือ DSB และหน่วยงานกำกับการสื่อสาร Nkom จึงแนะนำให้เตรียมวิทยุที่ใช้ได้โดยไม่พึ่งไฟบ้าน แหล่งพลังงานสำหรับโทรศัพท์ และนัดหมายจุดพบกันล่วงหน้าหากติดต่อกันไม่ได้
ความท้าทายของนอร์เวย์คือการพึ่งพาระบบดิจิทัลในชีวิตประจำวัน เมื่อเครือข่ายล่ม ประชาชนอาจโทรศัพท์ จ่ายเงิน รับข่าวสาร หรือติดต่อคนในครอบครัวไม่ได้ ทางการจึงให้ความสำคัญกับจุดรับข้อมูลของเทศบาลและการช่วยเหลือระหว่างเพื่อนบ้าน ควบคู่กับการสำรองสิ่งของ
รัฐบาลเนเธอร์แลนด์เปิดแคมเปญ “Denk vooruit” รอบใหม่เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน รวมถึงการขาดไฟฟ้า น้ำ และอินเทอร์เน็ตเป็นเวลา 72 ชั่วโมง โดยขยายการรณรงค์จากการสำรองสิ่งของไปสู่การวางแผนร่วมกันในครอบครัวและชุมชน
แนวทางเตรียมพร้อมแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน
รัฐบาลยกเหตุการณ์ไฟป่าและภัยแล้งรุนแรงในฤดูร้อน รวมถึงความพยายามก่อวินาศกรรมโครงข่ายไฟฟ้าในเยอรมนี เป็นเหตุผลที่ต้องเตรียมพร้อม การรณรงค์จึงครอบคลุมทั้งสิ่งของในบ้านและข้อตกลงว่าใครจะช่วยใครเมื่อชีวิตประจำวันสะดุด
วันที่ 9 ตุลาคม รัฐบาลลักเซมเบิร์กเปิดตัวคู่มือ “Mon Guide – 72H d’autonomie” และแคมเปญ “Bass du prett?” เพื่อให้แต่ละครัวเรือนมีทรัพยากรจำเป็นสำหรับดูแลตนเองใน 72 ชั่วโมงแรกของเหตุฉุกเฉิน โดยกำหนดเริ่มแจกคู่มือประมาณ 300,000 ฉบับ แก่ครัวเรือนทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม
คู่มือมีทั้งรายการอุปกรณ์จำเป็น แนวทางรับข่าวสาร และแผนฉุกเฉินส่วนบุคคล ครอบคลุมการติดต่อสื่อสาร การดูแลผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ และการเก็บเอกสารสำคัญ เพื่อให้ประชาชนเตรียมสิ่งของควบคู่กับการรู้ว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไร
เหตุผลที่รัฐบาลระบุครอบคลุมภัยธรรมชาติ ไฟฟ้าดับเป็นเวลานาน การโจมตีทางไซเบอร์ และเหตุอื่นที่กระทบบริการจำเป็น การพึ่งตนเองได้ชั่วคราวจะช่วยให้หน่วยกู้ภัยทำงานคล่องตัวขึ้น และให้ความสำคัญกับผู้เปราะบางก่อน
กรณีที่พบประกาศชัดเจนในเดือนตุลาคมคือ เทศบาล Gribskov ซึ่งเผยแพร่ประกาศเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ว่ากำลังส่งจดหมายถึงประชาชนในเขตเทศบาล ให้เตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับดำรงชีวิตด้วยตนเอง 3 วัน ผ่านระบบ Digital Post และส่งจดหมายกระดาษแก่ผู้ที่ไม่ได้ใช้ระบบดังกล่าว
รายการที่เทศบาลแนะนำให้เตรียม ได้แก่
เทศบาลระบุว่า คำแนะนำครั้งนี้มีขึ้นหลังสำนักงานความมั่นคงของสังคมเดนมาร์ก (SAMSIK) ยกระดับภัยคุกคามจากการโจมตีทางไซเบอร์แบบทำลายล้างต่อเดนมาร์กจาก "ปานกลาง" เป็น "สูง" เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 โดยประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะพยายามโจมตีลักษณะนี้ ซึ่งในกรณีร้ายแรงอาจกระทบไฟฟ้าและน้ำประปา
ทั้งนี้ ระดับภัยคุกคามที่สูงขึ้นไม่ได้หมายความว่ามีการแจ้งเตือนการโจมตีเจาะจงต่อเทศบาล Gribskov จดหมายลงวันที่ 21 ตุลาคม ลงนามโดยนายกเทศมนตรี Trine Egetved ต้องการให้ประชาชนที่ทำได้ดูแลตนเองใน 72 ชั่วโมงแรก เพื่อเปิดทางให้หน่วยฉุกเฉินและผู้ให้บริการสาธารณูปโภคมุ่งฟื้นฟูระบบและช่วยเหลือผู้ที่เปราะบางที่สุด กรณีนี้เป็นการแจ้งถึงประชาชนในระดับท้องถิ่น
ญี่ปุ่นมีกำหนดออก "คำขอเร่งด่วน" ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งตรงกับวันเปิดสำนักงานป้องกันภัยพิบัติ (防災庁) หน่วยงานใหม่ที่ปรับโครงสร้างมาจากฝ่ายป้องกันภัยพิบัติของสำนักงานคณะรัฐมนตรี
โกชิ โฮโซโนะ รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านการป้องกันภัยพิบัติ ประกาศแผนนี้ตั้งแต่การแถลงข่าวประจำเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ว่าจะออกคำขออย่างน้อย 3 ฉบับ ถึงประชาชน รัฐบาลท้องถิ่น และกระทรวงต่าง ๆ จากนั้นจึงลงรายละเอียดเรื่องการสำรองของในบ้านผ่านรายการออนไลน์ของฟูจิทีวีเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม และมีรายงานข่าวเผยแพร่วันที่ 27 ตุลาคม
ข้อเสนอคือให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำ และอุปกรณ์ห้องน้ำฉุกเฉินอย่างน้อย 3 วัน และหากทำได้ควรมีเพียงพอสำหรับ 1 สัปดาห์ โดยคำขอจะครอบคลุมประชาชน หน่วยงานส่วนกลาง และจังหวัดต่าง ๆ
ณ วันที่ 30 ตุลาคม คำขอดังกล่าวยังไม่ได้ออกอย่างเป็นทางการ โดยเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม รัฐมนตรีชี้แจงผ่านบัญชี X ว่า คำขอนี้ไม่ได้เกิดจากการได้รับข้อมูลพยากรณ์แผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติ แต่เป็นการย้ำการเตรียมพร้อมล่วงหน้าเนื่องในโอกาสเปิดหน่วยงานใหม่
ภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญ ได้แก่
ภัยพิบัติเหล่านี้อาจทำให้ถนนและระบบสื่อสารเสียหายจนความช่วยเหลือเข้าถึงล่าช้า การสำรองของจึงช่วยประคองชีวิตระหว่างรอความช่วยเหลือ และทำให้รัฐจัดสรรทรัพยากรไปยังผู้ที่ดูแลตนเองไม่ได้ก่อน
ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็สำรองสิ่งของไว้ส่งเข้าพื้นที่ประสบภัยเช่นกัน ข้อมูลของสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า มีการขยายจุดสำรองสิ่งของแบบกระจายเป็น 11 แห่งใน 10 ภูมิภาค สำหรับระบบ “push-type” ที่รัฐส่งของเข้าพื้นที่โดยไม่ต้องรอคำร้องจากท้องถิ่น โดยเน้นสิ่งของที่จัดหาเร่งด่วนได้ยากหรือต้องสั่งทำพิเศษ เช่น เตียงกระดาษแข็ง อุปกรณ์ครัว และอุปกรณ์อาบน้ำสำหรับศูนย์พักพิง
คำแนะนำจากหน่วยงานท้องถิ่น มีตัวอย่างจากกรมสาธารณสุขแฟร์แฟกซ์เคาน์ตี รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเผยแพร่คำแนะนำเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ให้ประชาชนตรวจและเติมชุดฉุกเฉินที่บ้านและในรถก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว
สิ่งที่แนะนำให้สำรอง ได้แก่ อาหารเก็บได้นาน น้ำ ยาประจำตัว เสื้อผ้ากันหนาว ผ้าห่ม ไฟฉาย และแบตเตอรี่ เนื่องจากพายุหิมะอาจทำให้ไฟฟ้าดับ ถนนผ่านไม่ได้ และร้านค้าหรือร้านขายยาปิด โดยประกาศนี้ไม่ได้กำหนดจำนวนวันที่ต้องสำรอง แต่ให้เตรียมตามความต้องการของสมาชิกในครัวเรือน
คำกล่าวของอดีตเจ้าหน้าที่ FBI อีกกรณีที่เป็นข่าวคือแดน บองจิโน อดีตรองผู้อำนวยการ FBI ซึ่งกล่าวผ่านพอดแคสต์เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ให้ชาวอเมริกันเตรียมวิทยุฉุกเฉิน แบตเตอรี่ อาหาร และอุปกรณ์เก็บหรือกรองน้ำ โดยเชื่อมโยงข้อเสนอของเขากับข่าวการเตรียมความพร้อมของกองทัพสหรัฐฯ และคำแนะนำจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ คำกล่าวนี้เป็นความเห็นส่วนบุคคลหลังพ้นตำแหน่ง และ ไม่ได้มีสถานะเป็นประกาศของ FBI
วันที่ 30 ตุลาคม 2569 สื่อมวลชนรายงานคำแนะนำของกองส่งเสริมการป้องกันสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เรื่องการเตรียม “กระเป๋าต้องรอด” และชุดฉุกเฉินในบ้าน เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ในช่วงแรกหลังเกิดภัยพิบัติ ซึ่งความช่วยเหลืออาจยังเข้าถึงไม่ทั่วถึง
คำแนะนำแบ่งการเตรียมของออกเป็น 2 รูปแบบ
สิ่งของจำเป็นครอบคลุม 6 หมวด คือยาและสุขภาพ อาหารและน้ำ อุปกรณ์สื่อสารและเครื่องมือ เงินและเอกสาร สุขอนามัยส่วนบุคคล และเสื้อผ้าหรือเครื่องนุ่งห่ม พร้อมแนะนำให้ตรวจอุปกรณ์และหมุนเวียนอาหารกับยาก่อนหมดอายุ
ก่อนหน้านี้ วันที่ 29 ตุลาคม สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ยืนยันว่าไม่ได้ออกประกาศให้ประชาชนสำรองอาหาร เวชภัณฑ์ และสิ่งจำเป็นสำหรับ 72 ชั่วโมงเพื่อรับมือความขัดแย้งในตะวันออกกลางตามข้อความที่มีการเผยแพร่ ส่วนคำแนะนำจัดกระเป๋าฉุกเฉินของ ปภ. เน้นการเตรียมรับภัยพิบัติและการอพยพตามความเสี่ยง
แม้สื่อบางแห่งจะรายงานว่ามีมากกว่า 20 ประเทศแนะนำให้ประชาชนสำรองเสบียงฉุกเฉิน แต่ข้อมูลที่นำมารายงานมีทั้งแคมเปญใหม่และคำแนะนำที่ใช้มานานหลายปี จึงไม่ได้หมายความว่าประเทศเหล่านั้นเพิ่งออกประกาศพร้อมกันในเดือนตุลาคม 2569 และไม่ได้สื่อว่ากำลังจะเกิดเหตุฉุกเฉินในเวลาอันใกล้แต่อย่างใด
ตัวอย่างคำแนะนำที่มีมาก่อนหน้านี้ ได้แก่
สำหรับสหราชอาณาจักร แม้แคมเปญ “Be Ready” จะเปิดตัวเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 แต่รัฐบาลระบุว่ามีคำแนะนำสำหรับครัวเรือนมาตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม 2567 และคำแนะนำส่วนใหญ่ยังคงเป็นหลักปฏิบัติเดิม โดยปรับข้อความและรูปแบบการรณรงค์ให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น
ส่วนยุทธศาสตร์ Preparedness Union Strategy ของสหภาพยุโรป ซึ่งส่งเสริมให้ประชาชนเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับอย่างน้อย 72 ชั่วโมง เปิดตัวตั้งแต่ 26 มีนาคม 2568 จึงเป็นกรอบเตรียมพร้อมที่มีมาก่อนช่วงข่าวในเดือนตุลาคม 2569 เช่นกัน
อ้างอิง: GOV.UK, UK Defence Journal, Freetrade, Regjeringen, SecurityWorldMarket, DSB, Rijksoverheid, Gouvernement.lu, SAMSIK, Netavisen, Kattegat.nu, Cabinet Office Japan (แถลงข่าว 20 ต.ค. 2569), Cabinet Office Japan (คลังสำรองแบบกระจาย), Kyodo News, FNN Prime Online, J-CAST News, Yahoo! News Japan, Fairfax County Health Department, Insider Paper, Yahoo News, UNILAD, PPTV, มติชน, Public Safety Canada, MSB, iphone-ticker.de, European Commission