
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จับมือกับ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL เดินหน้าลงทุนในธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด สะท้อนยุทธศาสตร์การต่อยอดธุรกิจสู่ภาคบริการและการท่องเที่ยว ซึ่งมีศักยภาพเติบโตตามดีมานด์การเดินทางในประเทศ และสามารถเชื่อมโยงกับพฤติกรรมผู้บริโภคในชีวิตประจำวันได้โดยตรง
แม้โครงการดังกล่าวจะยังมีขนาดไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับฐานรายได้ของทั้ง OR และ CENTEL แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่าดีลนี้มีนัยเชิงกลยุทธ์ชัดเจน ทั้งในแง่การกระจายพอร์ต ลดการพึ่งพาธุรกิจเดิม และการเจาะตลาดแมสที่มีความยืดหยุ่นสูง โบรกเกอร์หลายสำนักจึงประเมินเชิงบวกต่อศักยภาพการสร้างรายได้และอัตรากำไรในระยะยาว พร้อมแนะนำ “ซื้อ” หุ้นทั้งสองบริษัท โดยมองว่าโรงแรมราคาประหยัดอาจกลายเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญของการเติบโตในอนาคต
คณะกรรมการบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มีมติจากการประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 อนุมัติให้บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้นร้อยละ 100 เข้าจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ร่วมกับบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL หรือบริษัทในเครือ โดยกำหนดโครงสร้างการถือหุ้นให้ Modulus ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 49 และ CENTEL ถือหุ้นร้อยละ 51 ของทุนจดทะเบียนตามลำดับ
สำหรับการลงทุนเบื้องต้น Modulus กำหนดวงเงินลงทุนไม่เกิน 346 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าโครงการรวมจากทั้งสองฝ่ายอยู่ที่ประมาณ 706 ล้านบาท การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรมระดับราคาประหยัด (Budget Hotel) ซึ่ง OR ระบุว่าสอดคล้องกับทิศทางกลยุทธ์ในการมุ่งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่ตอบสนองการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในทุกไลฟ์สไตล์ (All Lifestyles) ควบคู่กับการต่อยอดและเติมเต็มระบบนิเวศทางธุรกิจของ OR (OR Ecosystem) ผ่านการเชื่อมโยงธุรกิจค้าปลีก การเดินทาง และบริการเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ OR ชี้แจงว่าการลงทุนดังกล่าวไม่เข้าข่ายเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน และมีขนาดไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องรายงานการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง แต่จัดเป็นการได้มาซึ่งเงินลงทุนในกิจการอื่นที่ OR มีอำนาจควบคุมร่วมกัน โดยการเปิดเผยข้อมูลในครั้งนี้เป็นไปเพื่อความโปร่งใส และเพื่อให้นักลงทุนได้รับข้อมูลที่มีสาระสำคัญอย่างเท่าเทียมกัน
Krungsri Securities มีมุมมองเชิงบวกต่อการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) ระหว่าง CENTEL และ OR เพื่อรุกธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด โดยประเมินว่าดีลดังกล่าวช่วยกระจายพอร์ตจากโรงแรมระดับกลาง-บน ไปสู่เซ็กเมนต์แมสที่มีฐานลูกค้าในประเทศขนาดใหญ่ และมีความยืดหยุ่นสูงกว่าในภาวะที่การท่องเที่ยวต่างชาติผันผวน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มฐานลูกค้าใหม่และลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของพอร์ตโรงแรมในระยะยาว
ในเชิงโครงสร้างดีล CENTEL จะร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) จัดตั้ง JV ในสัดส่วนการถือหุ้น 51% : 49% ด้วยเงินลงทุนไม่เกิน 360 ล้านบาทสำหรับฝั่ง CENTEL โดยมูลค่าโครงการรวมจากทั้งสองฝ่ายอยู่ที่ราว 706 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด ซึ่งนับเป็นการเข้าสู่ตลาดโรงแรมระดับแมสอย่างเป็นทางการของ CENTEL
ฝ่ายวิจัยมองว่าจุดแข็งสำคัญของความร่วมมืออยู่ที่ศักยภาพด้านทำเลของ OR โดยเฉพาะพื้นที่บนถนนสายหลักและจังหวัดที่มีปริมาณการเดินทางสูง รวมถึงต้นทุนที่ดินในระดับเหมาะสม ซึ่งช่วยเพิ่มความได้เปรียบด้านต้นทุนและเอื้อต่อการขยายสาขาในอนาคต ขณะเดียวกัน การมุ่งเน้นลูกค้าในประเทศเป็นหลักจะช่วยลดการพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ และทำให้รายได้มีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว
ด้านการวางตำแหน่งการแข่งขัน จากข้อมูลที่ OR เปิดเผย ราคาห้องพักเฉลี่ยของโครงการคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 800-1,300 บาทต่อคืน ซึ่งฝ่ายวิจัยประเมินว่า JV จะเข้าแข่งขันในเซ็กเมนต์ใกล้เคียงกับแบรนด์ Hop Inn ของ ERW ที่ปัจจุบันมีโรงแรม 79 แห่ง รวมราว 5,600 ห้อง มี ADR เฉลี่ยประมาณ 700 บาทต่อคืน และเน้นฐานลูกค้าแมสในประเทศเป็นหลัก
ในมิติทางการเงิน ธุรกิจโรงแรม Budget มีลักษณะต้นทุนการลงทุนต่อห้องต่ำ และมี EBITDA margin สูงกว่าพอร์ตโรงแรมทั่วไป โดยฝ่ายวิจัยอ้างอิงว่าระดับ EBITDA margin อาจอยู่ในช่วง 45-50% เทียบกับประมาณ 25-35% ของพอร์ตปัจจุบันของ CENTEL สะท้อนระยะเวลาคืนทุนที่สั้นกว่าและศักยภาพสร้างผลตอบแทนที่ดี
สำหรับแผนดำเนินงานในระยะแรก OR ระบุว่าจะพัฒนาอย่างน้อย 6 โรงแรม เริ่มก่อสร้างในไตรมาส 2/2569 และเปิดดำเนินการในไตรมาส 2/2570 โดยมุ่งเน้นจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ภายใต้งบลงทุนรวม 706 ล้านบาท ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังไม่ได้รวมโครงการ JV ดังกล่าวไว้ในประมาณการ และคาดว่าสัดส่วนต่อกำไรในช่วงแรกจะยังไม่สูงนัก อย่างไรก็ดี หากมีการเร่งขยายสาขาในระยะถัดไป โครงการนี้มีศักยภาพเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของ CENTEL ในระยะกลางถึงยาว
ทั้งนี้ Krungsri Securities ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น CENTEL ที่ราคาเป้าหมาย 43 บาท และยังคงเลือกเป็น Top Pick ของกลุ่มโรงแรม จากแนวโน้มผลประกอบการที่เติบโตตามการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทย ผสานกับอัพไซด์ระยะยาวจากการขยายพอร์ตธุรกิจโรงแรมใหม่
ด้าน Trinity Securities ประเมินดีลนี้เป็นบวกเล็กน้อยในเชิงกลยุทธ์ต่อ OR โดยมองว่าการเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมราคาประหยัดช่วยต่อยอด OR Ecosystem เพิ่มจุดสัมผัสด้านการเดินทางและท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน การมี CENTEL เป็นพันธมิตรหลักช่วยลด learning curve ในการดำเนินธุรกิจใหม่
อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินผลกระทบเชิงตัวเลข Trinity มองว่ายังมีนัยจำกัดต่อกำไร OR โดยภายใต้สมมติฐานจำนวนห้องรวมราว 480-540 ห้อง จากการเปิดดำเนินการประมาณ 6 แห่ง อัตราค่าห้องพักเฉลี่ย 1,050 บาทต่อคืน และอัตราการเข้าพักในช่วงเข้าที่ราว 75% คาดว่ารายได้ในระดับบริษัทร่วมทุนจะอยู่ที่ประมาณ 147 ล้านบาทต่อปี หากอิงโมเดลธุรกิจโรงแรมราคาประหยัดที่มีอัตรากำไรสุทธิราว 10% จะได้กำไรสุทธิประมาณ 15 ล้านบาทต่อปี ซึ่งส่วนที่เป็นของ OR ในสัดส่วนการถือหุ้น 49% จะอยู่เพียงราว 5-10 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 0.1% ของฐานกำไรปกติที่ราว 12,000 ล้านบาทต่อปี
Trinity จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น OR ที่ราคาเป้าหมาย 16 บาท โดยมองแนวโน้มไตรมาส 1/2569 ปริมาณขายน้ำมันยังทรงตัวในระดับที่ดีจากปัจจัยฤดูกาลเลือกตั้ง ขณะที่กลุ่มธุรกิจไลฟ์สไตล์มีแนวโน้มฟื้นตัวจากค่าใช้จ่ายที่ลดลงตามฤดูกาล ซึ่งอาจช่วยพยุงผลประกอบการในระยะสั้นควบคู่ไปกับการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว