
มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นกติกาใหม่ที่สำคัญของการค้าโลก ถูกบังคับใช้เต็มรูปแบบ (Definitive Phase) แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 หลังจากดำเนินการระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Period) ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 31 ธันวาคม 2568
มาตรการนี้เป็นกลไกเชิงนโยบายที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้กรอบ European Green Deal โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันปัญหาการรั่วไหลของคาร์บอน และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างสินค้าที่ผลิตภายใน EU ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ EU (EU ETS) กับสินค้าที่นำเข้าจากนอก EU โดยครอบคลุมสินค้า 6 กลุ่มหลักที่มีกระบวนการปล่อยคาร์บอนสูง ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน
หลักการทำงานของมาตรการ CBAM คือ ผู้นำเข้าใน EU ต้องรายงานปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้าที่นำเข้า และต้องซื้อใบรับรอง CBAM (CBAM Certificates) เพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนตามปริมาณสินค้าที่นำเข้าจริง มาตรการนี้เป็นแรงกดดันทางอ้อมให้ผู้ผลิตสินค้าต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและลดการปล่อยคาร์บอนลง เพื่อที่จะสามารถแข่งขันและเข้าสู่ตลาด EU ได้ เพราะผู้ผลิตที่ไม่ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะถูกผู้นำเข้าคัดออกไปตามกลไก
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า มาตรการ CBAM จะส่งผลกระทบต่อสินค้าคิดเป็นสัดส่วน 3.8% ของสินค้าส่งออกของไทยไปสหภาพยุโรปในปี 2569 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 28,000 ล้านบาท โดยสองอุตสาหกรรมหลักที่จะได้รับผลกระทบ คือ เหล็กและเหล็กกล้า ที่มีมูลค่าส่งออก 95.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 และอะลูมิเนียม ที่มีมูลค่าส่งออก 56.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567
สำหรับการปรับตัวของไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน จากมุมมองของหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบโดยตรง นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ. สนค.) กระทรวงพาณิชย์ มองว่า ไทยสามารถปรับตัวรับมือกับมาตรการ CBAM ได้ดี
ผอ. สนค. เผยตัวเลขว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM จากไทยไปสหภาพยุโรปเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยสหภาพยุโรปนำเข้าสินค้า CBAM จากไทยเพิ่มขึ้น 54.71% และส่วนแบ่งตลาด (market share) ของไทยใน EU เพิ่มขึ้นเป็น 0.42% จากที่เคยครองอยู่ 0.29% ในปี 2567
ทั้งนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว EU นำเข้าสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM เป็นมูลค่า 107,283.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 4.03% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นสัดส่วน 4.55% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทั้งหมด โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 33 ของสหภาพยุโรป ด้วยมูลค่าการนำเข้าที่ 447.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่การส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM ของไทยในตลาดโลกในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่า 7,151.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 2.54% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมด โดย EU เป็นตลาดส่งออกสินค้า CBAM อันดับ 7 ของไทย ด้วยมูลค่าการส่งออกที่ 363.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 5.09% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM ทั้งหมดของไทย (สัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 4.05% ในช่วงทั้งปี 2567) และคิดเป็นสัดส่วน 0.13% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย
“การขยายตัวของการส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM ของไทยในตลาด EU และสัดส่วนการส่งออกสินค้า CBAM ของไทยที่เพิ่มขึ้นในตลาดศักยภาพสูง ไม่เพียงใน EU แต่รวมถึงตลาดสหรัฐฯ และญี่ปุ่น สะท้อนถึงความพร้อมของไทยในการแข่งขันในตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ”
สินค้าส่งออกสำคัญของไทยภายใต้มาตรการ CBAM คือ เหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม โดยการส่งออกเหล็กและเหล็กกล้าไปยัง EU มีมูลค่า 307.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 84.48% ของการส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM จากไทยไป EU ขณะที่การส่งออกอะลูมิเนียม มีมูลค่า 56.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 15.52%
สำหรับสินค้าอีก 4 กลุ่ม คือ ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน มีมูลค่าการส่งออกไปยัง EU น้อยมาก หรือแทบไม่มีการส่งออกเลย
ผอ. สนค. ชี้ให้เห็นทั้งด้านความเสี่ยงและโอกาสจากมาตรการ CBAM ว่า แม้ในปัจจุบันมูลค่าการส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM จากประเทศไทยไปสหภาพยุโรปจะยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำที่ 0.13% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย แต่สหภาพยุโรปยังคงเป็นตลาดส่งออกสำคัญของสินค้าอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม ซึ่งอยู่ภายใต้ขอบเขตการบังคับใช้ของ CBAM รวมถึงแนวโน้มที่ EU จะขยายขอบเขตการบังคับใช้มาตรการไปสู่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำและภาคอุตสาหกรรมอื่น
นอกจากนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศในระดับสูงและมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับห่วงโซ่อุปทานโลก ส่งผลให้ผลกระทบจาก CBAM อาจเกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม และมีนัยสำคัญต่อภาคการผลิตและการส่งออกในระยะกลางและระยะยาว
ในเชิงผลกระทบ มาตรการ CBAM อาจลดทอนความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดสหภาพยุโรป เนื่องจากต้นทุนคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ขณะเดียวกัน มาตรการดังกล่าวยังสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทาน เพราะผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปมีแนวโน้มคัดเลือกแหล่งนำเข้าที่สามารถจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความเข้มข้นของคาร์บอนต่ำมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี (SME) อาจเผชิญความท้าทายในการปรับตัว
ในอีกมิติหนึ่ง CBAM และแนวโน้มการใช้มาตรการในลักษณะเช่นเดียวกันของประเทศอื่น ๆ เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ยังส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยทำหน้าที่เป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ประกอบการต้องปรับปรุงกระบวนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และหันมาใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น แม้การปรับตัวดังกล่าวจะก่อให้เกิดต้นทุนในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยและสอดรับกับทิศทางการค้าโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน
ในส่วนการรับมือโดยภาครัฐ ผอ. สนค.บอกว่า ที่ผ่านมา ภาครัฐไทยได้ดำเนินแนวทางการรับมือกับมาตรการ CBAM ในหลายด้าน เช่น การติดตามพัฒนาการของกฎระเบียบอย่างใกล้ชิด การเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ภาคเอกชน การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการส่งเสริมการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการพิจารณาบังคับใช้พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีสาระสำคัญในการวางกรอบการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นระบบ
ผอ. สนค.อธิบายเพิ่มเติมว่า พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำหน้าที่เสมือนกลไกภายในประเทศที่เอื้อต่อการเตรียมความพร้อมของไทยในการปรับตัวต่อมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกับการค้า โดยช่วยลดความเสี่ยงจากผลกระทบเชิงลบ และเปิดโอกาสให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว
เพื่อรับมือกับความท้าทายและเตรียมความพร้อมในการคว้าโอกาสจากกฎกติกาด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปและประเทศอื่น ๆ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า มีข้อเสนอแนะ 4 ข้อ ให้ภาคเอกชนควรเร่งดำเนินการในระยะถัดไป เพื่อปรับตัวสู่แนวโน้มการค้าสีเขียวในอนาคต ดังนี้
1. พัฒนาระบบการวัด รายงาน และตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (MRV) ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ CBAM โดยครอบคลุมคาร์บอนฟุตพรินต์ตามมาตรฐานสากลใน Scope 1-3 ให้มีความถูกต้อง ตรวจสอบย้อนกลับได้ และอาจร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยหรือสถาบันการศึกษาเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดการใช้ค่าเริ่มต้นที่สูงและลดต้นทุนในระยะยาว
2. วางแผนลงทุนในเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน และการปรับปรุงกระบวนการผลิต พร้อมจัดทำแผนคาร์บอนเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมทั้งองค์กรและซัพพลายเชน เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
3. ในด้านการบริหารต้นทุนคาร์บอน ควรนำแนวคิดการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวมาใช้ คัดเลือกคู่ค้าที่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบคาร์บอนฟุตพรินต์ของวัตถุดิบ และใช้ระบบดิจิทัลหรือ ERP เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความโปร่งใส โดยเฉพาะสำหรับ SME รวมถึงการยกระดับสู่ซัพพลายเชนสีเขียวผ่านการลดพลังงาน โลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ การจัดการของเสีย พลังงานแสงอาทิตย์ และยานพาหนะไฟฟ้า
4. ควรพัฒนาระบบบัญชีคาร์บอนเพื่อวัดและติดตามการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นระบบ และพิจารณาใช้กลไกคาร์บอนเครดิตที่น่าเชื่อถือ เช่น T-VER ของไทย เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยจริง สร้างโอกาสรายได้เสริม และเตรียมความพร้อมต่อการกำหนดราคาคาร์บอนหรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต