
ผู้ประกอบการร้านจำหน่ายปุ๋ยและอุปกรณ์ทางการเกษตรแห่งหนึ่ง ในอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมายอมรับว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งยืดเยื้อมานานร่วมเดือน ได้ส่งผลกระทบต่อราคาปุ๋ยเคมี โดยทุกยี่ห้อมีการปรับขึ้นราคาอีกกระสอบละ 50 บาท ขณะที่ปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นแม่ปุ๋ยเริ่มขาดตลาดและไม่มีจำหน่ายในขณะนี้
โดยปกติแล้ว เกษตรกรหรือชาวนาจะเลือกซื้อปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆ ในช่วงฤดูทำนา คือช่วงเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม แต่หลังจากที่ราคาปุ๋ยเคมีปรับขึ้นอีกกระสอบละ 50 บาท ก็มีเกษตรกรหลายคนตัดสินใจมาซื้อปุ๋ยเคมีไปตุนเอาไว้เฉลี่ยคนละ 5–10 กระสอบ เนื่องจากเกรงว่าหากสงครามยังไม่สงบในเร็ววัน ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จะยิ่งดันให้ราคาปุ๋ยแพงขึ้นไปอีก จึงจำเป็นต้องซื้อสำรองไว้เพื่อลดภาระต้นทุนที่อาจเพิ่มสูงขึ้นเมื่อถึงฤดูทำนาจริง
นางปราณี บันลือทรัพย์ เจ้าของร้านจำหน่ายปุ๋ยและอุปกรณ์ทางการเกษตรในพื้นที่อำเภอนางรอง เปิดเผยว่า "ก่อนเกิดสถานการณ์สงคราม ร้านค้าสามารถจำหน่ายสินค้าได้ตามปกติ แต่หลังจากเกิดวิกฤตดังกล่าว ทำให้ราคาปุ๋ยโดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง"
ทางร้านจำเป็นต้องปรับราคาขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มมาจากโรงงาน เช่น ปุ๋ยตรามงกุฎ และตรากระต่าย จากเดิมกระสอบละ 1,050 บาท ปรับเป็น 1,100 บาท ปุ๋ยตราท็อปวัน จากเดิมกระสอบละ 900 บาท ปรับเป็น 950 บาท ปุ๋ยยูเรีย ปัจจุบันขาดตลาดและไม่มีสินค้าวางจำหน่าย
ในกรณีที่ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นแม่ปุ๋ยขาดตลาด ทางร้านได้แนะนำให้เกษตรกรหันไปใช้ ปุ๋ยสูตร 15-15-15 (ปุ๋ยสูตรเสมอ) ทดแทน เนื่องจากสามารถใช้ดูแลพืชพันธุ์ได้ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวผลผลิต
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้ฝากถึงภาครัฐให้เข้ามาช่วยดูแลและควบคุมราคาปุ๋ยอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณามาตรการลดราคาน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนด้านการขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อราคาสินค้าเกษตรและค่าครองชีพของเกษตรกรในปัจจุบัน
Advertisement