
จากกรณี วงการบันเทิงสูญเสีย “เร แมคโดนัลด์” นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง เสียชีวิตอย่างกะทันหัน
วันที่ 20 ส.ค. 69 นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ อุบลราชธานี โพสต์บทความลงในเฟซบุ๊กเพจ “คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา” ระบุว่า วันที่โกรธกัน แต่ยังเลือกให้เกียรติกัน บทเรียนสุดท้ายที่ผมนึกถึงจาก เร แมคโดนัลด์
ข่าวการจากไปของ เร แมคโดนัลด์ สร้างความตกใจให้กับคนจำนวนมาก รวมถึงหมอด้วยครับ และเพื่อเป็นการอำลา หมอไม่ได้อยากพูดถึงผลงานที่โด่งดังที่สุดของพี่เร แต่อยากหยิบเหตุการณ์เล็กๆ เหตุการณ์หนึ่งขึ้นมา เพราะบางครั้งเราอาจรู้จักตัวตนของคนๆ หนึ่งได้ดีที่สุด ไม่ใช่จากวันที่ทุกอย่างราบรื่น แต่จาก วันที่เขาโกรธ วันที่เขาน้อยใจ และวันที่เขามีโอกาสทำร้ายอีกคนกลับ แต่เลือกไม่ทำครับ
เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางกับ เบนซ์ The Gaijin Trips เมื่อความไม่เข้าใจจากเรื่องเล็กๆ ตั้งแต่แผนการเดินทางไปจนถึงเรื่องอาหารค่อยๆ สะสม จนภายหลังถูกหยอกกันว่า “ทะเลาะกันเพราะลาบ” แต่เบื้องหลังเรื่องลาบนั้นอาจเป็นเรื่องธรรมดาของความสัมพันธ์มากกว่า คือคนสองคน คิดไม่เหมือนกัน ต้องการไม่เหมือนกัน และสื่อสารกันไม่มากพอครับ
สิ่งที่หมอประทับใจคือ ในช่วงที่กำลังโกรธ พี่เรลือกที่จะไม่ถ่ายเหตุการณ์ทะเลาะกันเอาไว้ เพราะเขามองว่าตรงนั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัวของอีกฝ่าย ซึ่งถ้ามองในฐานะคนทำสื่อถือว่าน่าสนใจมาก เพราะความขัดแย้งคือ คอนเทนต์ชั้นยอด แต่พี่เรกลับเลือกวางกล้องลง ราวกับกำลังบอกว่า “แม้ตอนนี้ฉันจะโกรธเธอ แต่ความโกรธของฉันไม่ได้ให้สิทธิ์ฉันทำลายศักดิ์ศรีของเธอ”
ในทางจิตวิทยา นี่คือหัวใจของ”การกำกับอารมณ์“ (emotion regulation) เลยนะครับ มันไม่ได้หมายถึง “การไม่โกรธ” เพราะคนที่มีวุฒิภาวะก็โกรธ หงุดหงิด และน้อยใจได้เหมือนทุกคน แต่เขาต่างที่สามารถ สร้างช่องว่างเล็กๆ ระหว่าง “ฉันกำลังรู้สึกอะไร” กับ “ฉันจะทำอะไรต่อ” และบางครั้งช่องว่างไม่กี่วินาทีนั้นเองที่ช่วยปกป้องความสัมพันธ์จากการกระทำที่เราต้องเสียใจภายหลังครับ
หลังจากนั้นพี่เรเลือกที่จะคุยกันตรงๆ พูดถึงสิ่งที่สะสมอยู่ข้างใน และเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูดมุมของตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดทางจิตวิทยาอีกข้อที่เรียกว่า ”rupture and repair“ หรือ “รอยร้าวและการซ่อมแซมความสัมพันธ์” เพราะความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ไม่เคยแตกร้าว แต่คือความสัมพันธ์ที่เมื่อเกิดรอยร้าวแล้ว คนสองคนยังสามารถกลับมา ฟังกัน เข้าใจกัน และซ่อมสิ่งที่เสียหายได้ครับ
และภาพที่หมอชอบที่สุดนั้น ก็เกิดขึ้นในช่วงท้ายครับ เมื่อเบนซ์เดินเข้ามาลาและแสดงความเคารพ แม้ระหว่างทั้งคู่ยังมีความตึงเหลืออยู่ แต่พี่เรก็มองกลับไปด้วยสายตาที่อ่อนลง เพราะบางครั้งการซ่อมความสัมพันธ์ไม่ได้ต้องการสุนทรพจน์ยาวๆแค่สายตาที่ไม่แข็งเหมือนเดิม น้ำเสียงที่อ่อนลง หรือการตอบรับเมื่ออีกฝ่ายเดินกลับเข้ามาหา ก็เพียงพอที่จะบอกว่า “เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่นะ”
บางทีวุฒิภาวะทางอารมณ์ก็ไม่ได้วัดจากว่า “เราโกรธยากแค่ไหน” แต่วัดจากว่า “เมื่อเราโกรธแล้ว เราทำอะไรกับความโกรธนั้น” เราใช้มันทำให้อีกฝ่ายอับอาย ใช้คำพูดเพื่อเอาชนะ หรือสามารถพูดให้เขาเข้าใจว่าเรากำลังเจ็บตรงไหน และเมื่อความโกรธหมดหน้าที่ของมันแล้ว เรายอมวางมันลงได้หรือไม่ครับ
เมื่อคนๆ หนึ่งจากไป สิ่งที่เหลืออยู่จึงอาจไม่ใช่แค่หนัง รายการ หรือภาพถ่ายของเขา แต่ยังรวมถึง วิธีที่เขาเคยปฏิบัติต่อมนุษย์อีกคนหนึ่ง ในวันที่อารมณ์ไม่ดีที่สุดของตัวเอง
ขอบคุณสำหรับการเดินทางครับพี่เร และขอบคุณสำหรับบทเรียนเล็กๆเรื่องการเป็นมนุษย์ที่วันนี้กลับมีความหมายมากกว่าที่เคย
แด่ลุงผู้จากไปที่ชื่อ เร แมคโดนัลด์
By...คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา
ขอบคุณภาพ/ข้อมูล : เพจ “คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา”
Advertisement