
9 มิ.ย.69 ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมคณะ เข้ายื่นหนังสือต่อพลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และรองหัวหน้าศูนย์ป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา (ศปทศ.ตร.) เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีการบุกรุกที่ดินของรัฐ การบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกา การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงการกระทำที่อาจขัดต่อกฎหมายหลายฉบับในพื้นที่วัดชื่อดังแห่งหนึ่งของจังหวัดเลย
คดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2545 หลังมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการอพยพผู้คนขึ้นไปตั้งถิ่นฐานบริเวณวัดกลางป่าเขาในจังหวัดเลย โดยต่อมาสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) ได้ตรวจสอบและพบว่า วัดมีเอกสารสิทธิครอบครองเพียง 45 ไร่ แต่มีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูค้อ-ป่าภูกระแต และพื้นที่ ส.ป.ก. รวมกว่า 754 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างกว่า 1,300 หลัง และมีพระสงฆ์ แม่ชี รวมถึงฆราวาสอาศัยอยู่จำนวนมาก
ภายหลังมีการดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติและเขตป่า ศาลจังหวัดเลยมีคำพิพากษาให้วัดและจำเลยรวม 4 ราย มีความผิด พร้อมสั่งให้ออกจากพื้นที่บุกรุกทั้งหมด ก่อนที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะพิพากษายืน จนคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 และมีการออกหมายบังคับคดีในปี 2561
อย่างไรก็ตาม มูลนิธิทนายกองทัพธรรม ระบุว่า หลังคดีถึงที่สุดแล้ว กลับมีเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. รายหนึ่งออกเอกสารอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ข.) ให้บุคคลในพื้นที่จำนวน 6 ราย รวม 7 แปลง เนื้อที่ประมาณ 217 ไร่ ทั้งที่เป็นพื้นที่พิพาทตามคำพิพากษาศาลฎีกา จนอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ต่อมาในปี 2569 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเลยได้มีคำสั่งเพิกถอนเอกสาร ส.ป.ก. ทั้ง 7 แปลงดังกล่าวแล้ว
นอกจากนี้ เมื่อปี 2567 วัดดังกล่าวพร้อมบุคคลอีก 7 ราย ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเลย เพื่อขอแสดงอำนาจพิเศษในชั้นบังคับคดี โดยอ้างสิทธิครอบครองพื้นที่ ส.ป.ก. จำนวน 217 ไร่ แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ศาลจังหวัดเลยมีคำสั่งยกคำร้อง พร้อมยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พิพาทตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถึงที่สุดแล้ว และให้ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป
นายอนันต์ชัย ระบุว่า กรณีนี้เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ทั้งกฎหมายป่าไม้ กฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ กฎหมายปฏิรูปที่ดิน กฎหมายคนเข้าเมือง กฎหมายน้ำบาดาล กฎหมายควบคุมอาคาร รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์ จึงจำเป็นต้องมีการบูรณาการตรวจสอบจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ มูลนิธิทนายกองทัพธรรมขอให้ตำรวจสอบสวนกลางรับเรื่องตรวจสอบอย่างละเอียด หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐ พระสังฆาธิการ เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. หรือบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนกฎหมายหรือสนับสนุนการยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิชอบ ขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเสมอภาคและโปร่งใส
นอกจากนี้ ทนายอนันต์ชัย จะเดินทางได้ยื่นหนังสือร้องเรียนในประเด็นเดียวกันต่ออธิบดีกรมป่าไม้ และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อขอให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไปด้วย
Advertisement