Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
"บิ๊กเต่า" ลุยฟ้าสางยึดคืน 754 ไร่วัดร่มโพธิธรรม

"บิ๊กเต่า" ลุยฟ้าสางยึดคืน 754 ไร่วัดร่มโพธิธรรม

25 มิ.ย. 69
18:07 น.
แชร์

เส้นตาย 7 วัน! "บิ๊กเต่า" ลุยฟ้าสางยึดคืน 754 ไร่วัดร่มโพธิธรรม สแกนพระต่างชาติหวั่นซุกแก๊งหนีคดี

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ "บิ้กเต่า" รอง ผบช.ก. นายกิตติคุณ บุตรคุณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นายกฤษกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นำคณะและกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและบังคับคดีเกือบ 200 นาย ลงพื้นที่วัดร่มโพธิธรรม อ.หนองหิน จ.เลย ในปฏิบัติการฟ้าสางที่หนองหิน เพื่อขอให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อปี 2560 ให้จำเลย (วัดร่มโพธิธรรม) และบริวาร ออกจากพื้นที่พิพาทป่าสงวนแห่งชาติและเขตปฏิรูปที่ดินหรือ ส.ป.ก. เนื้อที่รวมกว่า 754 ไร่ พร้อมให้ส่งพื้นที่คืนกรมป่าไม้ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางวัดไม่ยินยอมออกจากพื้นที่ จนเรื่องยืดเยื้อยาวนาน 9 ปี

โดยมีพระสิทธิชัย กิตติวัณฑโน รองเจ้าอาวาส วัดร่มโพธิธรรม นำคณะสงฆ์และนายพีระพงษ์ ทิพย์โกมุท ไวยาวัจกร เฉลิมชัย อินทรชัยศรี เกษตรกรดีเด่นไร่นาสวนผสม จ.เลย ให้การต้อนรับ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า พวกตนนับถือพระพุทธศาสนาและอยากให้สถาบันพระพุทธศาสนาเจริญงอกงาม เป็นที่พึ่ง เป็นที่ศรัทธาของประชาชน แต่วันนี้มาทำหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ได้มาเพื่อสร้างความขัดแย้งหรือมาทำลายพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด แต่ในเมื่อกฎหมายบ้านเมืองหรือระบบนิติรัฐมันดำเนินการมาอย่างนี้ จึงต้องมาทำความเข้าใจ และขอความร่วมมือในการดำเนินการ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการตรงนี้ ก็ยังสามารถที่จะศึกษาปฏิบัติธรรมและสืบทอดพระศาสนาได้เหมือนเดิม แต่ในส่วนที่เป็นข้อขัดแย้งกันตรงนั้น ทางกรมป่าไม้และกรมบังคับคดีก็คงต้องขออนุญาตดำเนินการตามกฎหมายไปก่อน

ด้านพระสิทธิชัย กล่าวสั้นๆ "เต็มที่ ตามนั้นแหละ" ก่อนจะนำสวดบทอโหสิกรรมให้คนปฎิบัติดีปฎิบัติชอบได้เจริญรุ่งเรือง ก่อนจะอนุญาตให้นำป้ายประกาศกรมป่าไม้ ขอให้บุคคล ออกจากพื้นที่พิพาทตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทันทีภายใน 7 วัน ไปติดในพื้นที่ตามจุดต่างๆในบริเวณวัด ที่ตั้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติและป่า ส.ป.ก.

นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้แบ่งออกเป็น 9 โซน โดยมีกำลังหลักคือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และ กอ.รมน. เข้าร่วมด้วย ส่วนภารกิจหลัก คือ การไปติดประกาศ ซึ่งประกาศนี้ไม่ใช่ประกาศใหม่ แต่เป็นประกาศแจ้งย้ำเตือนสิทธิ์ว่า ท่านที่อยู่ที่นี้เป็นบริวารของวัดหรือไม่ หากไม่ได้เป็นบริวาร ศาลก็มีคำสั่งให้ออกไป โดยจะให้เวลาในการจัดเตรียมสิ่งของสัมภาระสักระยะหนึ่ง เบื้องต้นได้ตกลงกันว่าเวลาที่เหมาะสมคือประมาณ 1 สัปดาห์ จึงได้ไปแจ้งเตือนไว้

นอกจากนี้ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทั้งหมดไปตรวจสอบเรื่องสิ่งปลูกสร้าง ว่ามีลักษณะแบบไหน จำนวนเท่าใด และหากพบตัวบุคคลก็ให้สอบถาม จดรายละเอียดข้อมูลพูดคุยและทำประวัติไว้ ซึ่งวันนี้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีการต่อต้าน และได้รับความร่วมมือจากทางวัดเป็นอย่างดี

ในเรื่องของการทำบัญชีสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ นั้น ทำเพื่อความสะดวกในการดำเนินการ เช่น ในพื้นที่ป่าสงวน ทางกรมป่าไม้ก็มีอำนาจในการรื้อถอน แต่ก็ต้องรอการดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน การรวบรวมข้อมูลเหล่านี้จะนำมาเก็บไว้เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินใจ ส่วนในพื้นที่ ส.ป.ก. เรามีข้อมูลอยู่แล้ว เพียงแต่ให้เจ้าหน้าที่ไปดูเพิ่มเติมว่ามีสิ่งปลูกสร้างใดเพิ่มขึ้นมาหรือไม่

สำหรับเรื่องบุคคลก็มีการเก็บข้อมูลจาก ตม. และฝ่ายปกครองไว้ส่วนหนึ่งแล้ว หากพบเจอก็จะถ่ายรูปและเก็บข้อมูลไว้เพื่อความสะดวกต่อการวิเคราะห์ หากผู้ใดเดินทางออกจากพื้นที่ไปแล้วก็สะดวกต่อการดำเนินการ แต่หากยังไม่ออกไป ก็ต้องมาดำเนินการตามขั้นตอน โดยต้องนำเอารายชื่อมาดำเนินการบังคับคดีต่อไป

ด้านพล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นข้อขัดแย้งที่มีมานานนับ 10-20 ปีแล้ว การจะมาแก้ไขให้จบภายในวันเดียวเป็นเรื่องยาก จึงต้องทำความเข้าใจ พูดคุยกับท่านเจ้าอาวาสและประธานสงฆ์ เราได้ขอให้ท่านเจ้าอาวาสและท่านประธานสงฆ์ ไปแจ้งกับบุคคลที่อาศัยอยู่ในวัดว่า พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ป่า ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จะต้องออกจากพื้นที่ หากไม่ออก ทางเราต้องนำเรียนพี่น้องประชาชนและพระสงฆ์ว่า เราคงอนุโลมให้เวลา 7 วันในการอยู่ในพื้นที่ตรงนี้

โดยช่วงนี้จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดที่ได้มา เพื่อใช้ในการบังคับคดีต่อไป จึงขอนำเรียนทุกท่านที่อยู่ในพื้นที่ว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้คิดจะมีปัญหาหรือข้อขัดแย้งกับท่าน ขอให้ท่านร่วมมือและอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ด้วย เมื่อสิ้นสุดระบบที่เราจะบังคับใช้กฎหมาย ทางป่าไม้ก็ไม่ได้ปิดประตูตายในการที่จะเจรจา แต่ ณ ตอนนี้ ระบบนิติรัฐต้องมาก่อน เราต้องใช้กฎหมายเพื่อให้รู้ว่าพื้นที่ป่าไม้หรือที่ดินของรัฐ ใครจะมาครอบครองไม่ได้ จึงขอสื่อไปยังทุกคนที่อยู่ตรงนี้ ทั้งพระสงฆ์ ฆราวาส และผู้ที่มารับจ้าง ว่าทุกคนต้องออกจากพื้นที่ หากไม่ออก สัปดาห์หน้าเราจะเริ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย เราไม่อยากเห็นภาพความขัดแย้งเหล่านั้น แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องทำ

ส่วนประเด็นพระต่างชาติเข้ามาจำวัดอยู่เป็นจำนวนมากนั้น ทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองรับไปดำเนินการแล้ว จะมีการตรวจสอบเรื่องการเข้ามาอยู่ว่าใช้หลักเกณฑ์อะไร อยู่ได้นานเท่าไหร่ ต้องไปต่อวีซ่าหรือไม่ จะตรวจสอบอย่างละเอียดและรายงานให้ที่ประชุมทราบ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังกล่าวว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่พยายามให้เกียรติวัดและหลีกเลี่ยงพื้นที่พิพาท ทำให้ไม่ค่อยมีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ แต่ที่กังวลคือ คนต่างประเทศที่เข้ามาอยู่ เป็นอาชญากรหนีคดีมาหรือไม่ หรือเอาพื้นที่นี้เป็นที่พักพิงในการก่ออาชญากรรมหรือเปล่า เพราะตามที่ได้ประเมินดู พื้นที่นี้เหมาะสำหรับการหลบซ่อนตัว เนื่องจากเจ้าหน้าที่เข้าไม่ถึง หากเป็นนักโทษหนีหมายจับหรือเอาตรงนี้เป็นที่พักพิงเพื่อทำผิดกฎหมายก็สามารถทำได้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องสแกนพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการดำเนินการควบคู่ไปกับการฟ้องร้องของทางกรมป่าไม้

ด้านนายพีระพงษ์ ทิพย์โกมุท ไวยาวัจกร วัดร่มโพธิธรรม กล่าวว่า หากถึงขั้นตอนที่คนในวัดจำเป็นต้องย้ายออกไปตามคำพิพากษาของศาลจริง ๆ โดยปัจจุบันวัดของมีผู้อยู่อาศัยรวมกันเกือบ 1,000 คน มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักบวชต่างชาติหลากหลายเชื้อชาติที่มาพำนักอยู่ด้วยความศรัทธาในพระธรรมของวัดแห่งนี้ก็มีจำนวนเกือบ 200 รูปหากต้องย้ายออก จะให้คนประมาณ 700–800 คนนี้ไปอยู่ที่ไหน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ อีกทั้งปฎิบัติการในวันนี้ หากมีคำสั่งบังคับคดีให้ออกมาจริง ๆ ก็ไม่ได้ขัดขืนและยินยอมที่จะปฏิบัติตาม แต่ในขณะเดียวกัน ตนขอสงวนสิทธิ์ในกระบวนการทางศาลเพื่อพิสูจน์ความจริงต่อไป ตราบใดที่ช่องทางตามกฎหมายยังเปิดให้ยื่นต่อสู้คดีได้จนถึงที่สุด แม้ไม่สามารถนำข้อเท็จจริงเหล่านี้ขึ้นมาพิสูจน์ซ้ำได้เนื่องจากถือว่าคดีสิ้นสุดแล้ว จึงต้องพยายามพึ่งพาช่องทางของศาลอื่น ๆ ที่ยังเปิดโอกาสให้เราได้พิสูจน์ความจริง

ส่วนประเด็นพระต่างชาตินั้น นายพีระพงษ์ กล่าวว่า พระต่างชาติมีวีซ่านักบวชถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากชาวต่างชาติที่มาพำนักอยู่ที่นี่มาจากประมาณ 10 ประเทศ โดยกลุ่มใหญ่ที่สุดจะเป็นชาวเวียดนามและชาวเชื้อชาติจีน รองลงมาเป็นชาวอังกฤษ ฮ่องกง กัมพูชา และลาว ตามลำดับ โดยมีพระภิกษุชาวต่างชาติ: ประมาณ 32 รูป และแม่ชีชาวต่างชาติ ประมาณ 92 คน

โดยคนที่เข้ามาพำนักอยู่ที่นี่ล้วนเกิดจากความศรัทธาในสัจธรรม และด้วยความที่นี่เป็นวัดนานาชาติ จึงมีโรงเรียนสอนภาษาของตัวเอง เพื่อให้ชาวต่างชาติได้เรียนรู้ภาษาไทย ในขณะเดียวกันคนไทยก็จะได้เรียนรู้ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และภาษาเวียดนาม ซึ่งเป็น 3 ภาษาหลัก โดยเป็นการลักษณะสอนกันเอง เช่น ชาวเวียดนามสอนภาษาเวียดนาม ชาวจีนสอนภาษาจีน และคนไทยที่มีความรู้ภาษาอังกฤษก็ช่วยสอนภาษาอังกฤษ เพื่อให้ทุกคนสามารถสื่อสารกันได้ นักบวชและผู้ที่มาพำนักอยู่ที่นี่ทุกคนล้วนใช้ วีซ่านักบวช และมีการต่ออายุอย่างถูกต้องตามกฎหมาย .

Advertisement

แชร์
"บิ๊กเต่า" ลุยฟ้าสางยึดคืน 754 ไร่วัดร่มโพธิธรรม