Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เอาจริง! ยธ.-พลังงาน-DSI แถลงกวาดล้างขบวนการกักตุนน้ำมัน

เอาจริง! ยธ.-พลังงาน-DSI แถลงกวาดล้างขบวนการกักตุนน้ำมัน

16 เม.ย. 69
16:20 น.
แชร์

เอาจริง! ยธ.-พลังงาน-DSI แถลงกวาดล้างขบวนการกักตุนน้ำมัน พบพิรุธเรือจอดแช่-ปิด GPS ทำกำไรส่วนต่างนับล้าน

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน พลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจโท นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักตำรวจแห่งชาติ พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) แถลงความคืบหน้าในการขยายผลและตรวจสอบขบวนการกักตุนน้ำมัน และการแก้ไขภาวะการขาดแคนน้ำมันเชื้อเพลิง

พลตำรวจโท รุทธพล กล่าวว่า ในส่วนของการปราบปรามและการดำเนินคดีจะมีแผนปทุษกรรมหลายรูปแบบทั้งทางบกและทางน้ำ ซึ่งจะใช้แนวทางมาตรการตรงจสอบเดียวกัน ทั้ง 92 คลังน้ำมัน 245 จ็อบเบอร์ 24,556 สถานึบริการ ซึ่งคณะกรรมการคดีพิเศษ ได้รับคดีที่เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว 3 คดี แนวทางการสอบสวนบางเรื่องมีการต้องข้อสังเกตที่ต้องไปสอบสวนในเชิงลึก เช่น คดีที่จังหวัดอ้างทอง ต้องไปตรวจสอบปริมาณน้ำมันและการได้มาของน้ำมัน ยืนยันได้ว่าจากนี้จะไม่มีไอ้โม่ง จะมีแต่ผู้ต้องหา

ขณะที่นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในช่วงเดือนมีนาคมที่เกิดวิกฤตมีการกลั่นน้ำมันมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 แต่ยังได้รับแจ้งว่าปั๊มน้ำมันถูกลดโควตา แสดงให้เห็นว่าน่าจะมีการกักตุนเกร็งกำไร ด้วยการซื้อน้ำมันในราคาเก่าที่ถูก เพื่อเก็บและไปรอขายในราคาใหม่ที่แพงกว่า โดยในช่วงเดือนมีนาคมได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันไปชดเชยกว่า 60,000 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ในราคาถูก แต่พบว่าเงินชดเชยจำนวนนี้กลับไปชดเชยให้กับผู้ค้าให้ได้รับกำไรมากกว่าที่ควร ดังนั้นครั้งนี้เเราอาจริง กระทรวงพลังงานได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี้ยวข้องลงพื้นที่ไปตรวจสอบคลังน้ำมันทั้งหมด รวมถึงเรียกเก็บข้อมูลปริมาณน้ำมันทั้งปริมาณที่มีอยู่ ปริมาณที่รับ และปริมาณที่จ่ายออกทุกวัน ซึ่งขณะนี้การผลิตน้ำมันกลับสู่ปริมาณปกติ และสามารถปรับอัตรการอุดหนุนกองทุนน้ำมันให้ขาดทุนต่อวันลดลงได้ จากที่เคยขาดทุนกว่า 2,000 ล้านบาท/วัน เหลือขาดทุนประมาณ 100 ล้านบาท/วัน เพื่อไม่ให้ต้องใช้มาตรการกู้เงิน หากราคาตลาดลดลงอีกก็จะสามารถลดราคาหน้าปั๊มลงได้ โดยในอีกไม่กี่วันจะมีการตรวจสอบข้อมูลราคาหน้าโรงกลั่นเพื่อพิจารณาว่าจะสามารถลดราคาลงอีกได้หรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ปรับลดค่ากลั่นลง 2 บาท

ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าหากมีการกักตุนน้ำมันถือว่าเป็นการใช้เงินอุดหนุนฯ ผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่นหรือผู้ค้าน้ำมันรายไหนมีความตั้งใจที่จะกักตุนเก็บไว้ไม่ขายน้ำมันตามที่ควรทำ ทำให้กองทุนเสียหาย แทนที่ 60,000 ล้านบาท จะทำให้ราคาน้ำมันถูกลงแต่กลับไปเป็นรายได้ที่ไม่ควรได้ของผู้ค้า ทางกองทุนจะดำเนินการเรียกค่าเสียหายกลับคืนมา

เมื่อถามว่าพฤติกรรมการประวิงเวลาของเรือขนส่งน้ำมันส่อว่าผู้ประกอบการรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการขึ้นราคาน้ำมันในวันที่ 25 มีนาคม หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า จากสถานการณ์ก่อนหน้านี้ที่มีการอุดหนุนราคาน้ำมันในราคาสูง ผู้ค้าย่อมเล็งเห็นหรือคาดการณ์ได้ว่ายังไงราคาก็ต้องเพิ่มขึ้น ดังนั้นแทนที่จะขายวันนี้เป็นอีกวันเพราะเขาคาดการณ์ได้ว่าราคาจะขึ้น

ด้านพลตำรวจเอกธัชชัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบหาสาเหตุวิกฤติขาดแคลนน้ำมันในช่วง 21-25 มีนาคมที่มาจากสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งที่ปิดให้บริการเพราะไม่มีน้ำมัน พบว่า สถานีบริการน้ำมันเหล่านั้นรับน้ำมันมาจากคลังน้ำมัน 5 แห่ง เป็นคลังน้ำมันตามมาตรา7 จำนวน 3 แห่ง และคลังน้ำมัน ตามมาตรา 10 (จ๊อบเบอร์) จำนวน 2 แห่ง ที่มีน้ำมันจำนวนมากแต่จ่ายน้อยหรือไม่จ่าย การขนส่งจากโรงกลั่นทางเรือเคลื่อนตัวช้าเพื่อรอวันที่ราคาน้ำมันลอยตัวในวันที่ 26 มีนาคม

ส่วนการขนส่งน้ำมันทางบก จากคลังน้ำมันไปสถานีบริการพบว่ามีการลักลอบไปส่งไม่ตรงเป้าหมาย โดยจากการตรวจสอบยอดน้ำมันในคลังน้ำมันมาตรา 7 ที่มีความผิดปกติ พบว่าในวันที่ 1 มีนาคม มีปริมาณน้ำมัน 30 ล้านลิตร และลดลงตามลำดับน้อยที่สุดในวันที่ 17 มีนาคม และกลับมาเพิ่มขึ้นจนวันที่ 21 มีนาคม มีน้ำมันในคลังสูงอีกครั้งอยู่ที่ประมาณ 28 ล้านลิตร แต่อัตราการจ่ายน้ำมันต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งอยู่ที่วันละ 2,000,000 ลิตร ซึ่งขัดแย้งกับปริมาณน้ำมันที่มี ถือเป็นข้อสังเกตที่มีความผิดปกติ จากนี้ต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการ

ส่วนที่การขนส่งทางเรือ จากภาคตะวันออกไปยังภาคใต้ ปกติจะใช้เวลาประมาณ 25 ชั่วโมง แต่พบว่าเรือขนน้ำมันได้เดินทางออกจากภาคตะวันออก วันที่ 24 มีนาคมในช่วงเย็น แต่ไม่นานก็จอดเรือลอยลำอยู่กลางทะเล ก่อนจะเจออีกครั้งในพื้นที่ ภาคใต้ ซึ่งเป็นวันที่ 26 มีนาคม ทั้งที่จริงควรจะถึงปลายทางในวันที่ 25 มีนาคม เวลาประมาณ 18.00 น. ซึ่งความล้าช้านี้สามารถทำกำไรได้ 18 ล้านบาท จึงต้องไปตรวจสอบว่ามีเหตุผลอื่นที่ทำให้ล่าช้าหรือไม่ เช่น น้ำมันขึ้นทำให้ท่าเรือแน่น เพื่อดูว่ามีการกระทำความผิดทางกฎหมายหรือไม่ แต่สิ่งที่เห็นตอนนี้คือ ล่าช้าแต่ทำกำไรเพิ่มขึ้น รวมถึงเรือลำอื่นที่มีพฤติกรรม จอดเรือประวิงเวลา ก็ทำกำไรได้หลายล้านบาท เช่นกัน

ส่วนการขนส่งทางบก พบว่ามีการขนส่งเกือบ 10,000 เที่ยว แต่เราตรวจสอบไปได้ประมาณ 1ใน 10 ก็พบว่ามีจำนวน 662 เที่ยว ที่ขนส่งน้ำมันปริมาณ 2,137,900 ล้านลิตร ไม่มีการระบุปลายทาง และพบว่าในจำนวนนี้มีจำนวน 15 เที่ยว หรือประมาณ 148,000 ลิตร ที่ออกนอกเส้นทาง ขับอ้อม หรือไปที่อื่นก่อน หรือมีการปิด GPS

จากการตรวจสอบพบว่า น้ำมันที่ขนส่งทางบกมีความผิดปกติ 2.2 ล้านลิตร ขนส่บทางเรือ 7.9 ล้านลิตร น้ำมันคงเฉลี่ยใน 5 คลังในช่วงวิกฤติวันละประมาณ 44.6 ล้านลิตร ที่ไม่ได้จำหน่ายออกไป

โดยขณะนี้มีการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง 64 ราย เพื่อตรวจสอบเอกสารและข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีการกระทำความผิดกฏหมายหรือไม่ หากพบว่ามีการทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ในมาตรา 30และ 41 และความผิดตรม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 12 และ 41 เราก็จะดำเนินคดีทันที และ ตำรวจนำตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และ 10 ทั้งหมด ทั่วประเทศ ว่ามีพฤติกรรมที่ต้องสงสัยหรือไม่

ส่วนคดีที่จังหวัดอ่างทอง ในเบื้องต้นได้มีการดำเนินคดีกับครั้งที่จังหวัดอ่างทองแล้วและdsi รับเป็นคดีพิเศษแล้ว ซึ่งเจ้าของปฏิเสธข้อกล่าวหา

ขณะที่ พล.ต.ต.นพศิลป์ ระบุถึงการทำงานของฝ่ายสืบสวน เพิ่มเติมว่า ฝ่ายสืบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานทุกมิติ โดยนำข้อมูลจากโรงกลั่น 6โรง และคลังน้ำมัน 92 แห่ง ที่จะต้องรายงาน รายการบัญชีรับและจ่ายน้ำมันเป็นรายวัน รวมถึงข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของโรงกลั่นและคลังน้ำมันมาตรวจสอบ เพื่อหาความผิดปกติ และนำข้อมูลของรถน้ำมันขนส่ง จำนวย 11,067 คัน ทำให้ทราบเส้นทางการเดินรถ รวมถึงนำข้อมูลของบริษัทจ็อบเบอร์ 245 บริษัท เพื่อทำให้ทราบว่าไปรับน้ำมันจากคลังหรือโรงกลั่นหรือไม่ ข้อมูลสถานีบริการน้ำมัน 24,556 สถานี ซึ่งมีการปิดสถานีไปแล้ว 187 สถานี ช่วง16-17 มี.ค.

โดยจากการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดนี้ และจากพยานหลักฐานทั้งหมด ทำให้เกิดสมมติฐาน 3 ข้อคือ 1. รถขนส่งรับน้ำมันจากคลังแต่ไม่ไปที่ปั๊มน้ำมัน และมีบางรายรับน้ำมันแล้วถ่ายใส่รถแล้วไม่ได้นำเข้าปั๊ม 2.พบว่าคลังน้ำมันมีการรายงานเท็จว่าไม่มีการรับน้ำมันช่วงเดือนมีนาคม แต่พบรถขนส่งน้ำมันบริษัทตัวเองวิ่งไปที่คลังของตัวเองเพื่อส่งน้ำมัน 3.การประวิงเวลา ช่วง 20-25 มี.ค. ที่ไปตรวจที่คลังน้ำมัน พบว่า มีน้ำมันคาอยู่ในคลัง และวันที่ 26 มี.ค.พบมีการจ่ายน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และมีการใช้ไฟฟ้าที่ผิดปกติจริงๆ ทำให้ ในวันที่ 8 เม.ย. เจ้าหน้าที่จึงได้การเข้าตรวจสอบคลังน้ำมัน 4 จุด จ.ขอนแก่น จ.ระยอง จ.สมุทรสาคร และ จ.ปทุมธานี พบความผิด 3 จุดที่ดำเนินคดี

คือ 1.กรณี รับน้ำมันจากคลัง แล้วไม่เข้าปั๊ม ซึ่งได้ทำการตรวจสอบบริษัทหนึ่งเป็นจ็อบเบอร์ และมีสถานีบริการน้ำมันเป็นของตัวเองที่ จ.ขอนแก่น โดยพบพฤติการณ์ว่า บริษัทนี้ นำรถขนน้ำมันของตัวเอง ไปรับน้ำมันที่คลังน้ำมัน แต่ไม่ไปส่งน้ำมันปลายทางที่ระบุไว้ ตามใบกำกับการขนส่ง แต่มีรถมารับเพื่อเก็บกักไว้ จึงถือว่า มีความผิด ซึ่งการดำเนินคดีในปัจจุบัน โดยได้ให้พลังงานจังหวัดขอนแก่น ไปแจ้งความเอาผิด กับ บริษัท ในฐานะนิติบุคคล และกรรมการบริษัท รวมถึงหุ้นส่วน ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ในข้อหา ‘ถ่ายเทน้ำมันในสถานที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต และไม่ได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวง เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่ถ่ายเทน้ำมัน

2.กรณีเข้าตรวจคลังน้ำมันในอำเภอนิคมพัฒนา จ.ระยอง พบว่า มีการจำหน่ายน้ำมันเตาโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีถังเก็บเกิน 2 แสนลิตร ซึ่งเข้าข่ายต้องจดทะเบียน เป็นผู้ค้าน้ำมันตาม ม.10 แต่บริษัทนี้เคยจดทะเบียนมาแล้วแต่ยกเลิกแล้วไม่ได้จดใหม่ แต่ยังมีถังเก็บน้ำมันอยู่ รวมทั้งยังใช้รถขนส่งน้ำมันของบริษัทตัวเองไปรับน้ำมันที่ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นการรับจ้างการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้จดทะเบียน ซึ่งพลังงานจังหวัดระยอง จะไปแจ้งความเอาผิด ตามความผิด พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื่อเพลิง ข้อหา ‘จำหน่ายน้ำมันและมีถังเก็บเกิน 2 แสนลิตร โดยไม่จดทะเบียนผู้ค้าตามมาตรา 10 ขนส่งน้ำมัน ไม่จดทะเบียนตาม ม.12

3.ยังมีการตรวจสอบคลังน้ำมันที่เป็นจ็อบเบอร์ ใน จ.สมุทรสาคร พบว่า มีถังเก็บน้ำมันดีเซล 4 หมื่นลิตร พร้อมหัวจ่าย ให้ลูกค้ามาเติมมีการเก็บเงินค่าน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต และพบว่าการขอใช้ถึงเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว แต่ห้วงเวลาวิกฤตนำมาใช้เก็บน้ำมันดีเซล รวมถึงพบว่ามีการถ่ายเทน้ำมันโดยตรงกับรถขนน้ำมันโดยไม่เข้าเก็บในถังน้ำมัน ซึ่งขณะนี้พลังงานจังหวัดสมุทรสาครไปแจ้งข้อกล่าวหา เอาผิดแล้ว ตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อหา ‘ตั้ง สถานีบริการน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต ใช้ถังผิดประเภทจากที่ได้รับอนุญาต ถ่ายเทน้ำมันในการขนส่งน้ำมันไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่เก็บน้ำมัน รวมถึงความผิด พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อหาเป็นผู้ค้า แต่ไม่แจ้งรายละเอียดกับสถานีบริการน้ำมัน

ส่วนการประวิงเวลาการจ่ายน้ำมัน จากการเข้าตรวจสอบบริษัทท่อส่งน้ำมันและเป็นคลังเก็บน้ำมัน จ.ปทุมธานี พบว่า บริษัทท่อส่งปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ค้า ซึ่งเป็นเจ้าของน้ำมันมี 6 บริษัทในการขนส่งทางท่อและคำสั่งเก็บน้ำมันเข้าคลังของปทุมธานี ซึ่งพบการใช้ไฟฟ้าผิดปกติ ในช่วงก่อนการและหลังการประกาศราคาน้ำมันขึ้นวันที่ 26 มี.ค.

อีกทั้งยังพบบัญชีน้ำมันดีเซลที่เป็นผู้ค้าเจ้าของน้ำมัน 6 บริษัท คงเหลืออยู่ในคลังแบบพร้อมจ่าย ณ วันที่ 25 มี.ค. รวม 29.4 ล้านลิตร โดยบริษัทที่ 1 มีโรงกลั่นของตัวเองมีน้ำมันคงคลัง 6,391,203ลิตร บริษัทที่ 2 มีโรงกลั่นของตัวเองมีน้ำมันคงคลังอยู่ 11,148,842ลิตร บริษัทที่ 3 ไม่มีโรงกลั่นในไทย มีน้ำมันคงคลังอยู่ 2,290,082ลิตร บริษัทที่ 4 มีน้ำมันคงคลังอยู่ 5,236,657ลิตร บริษัทที่ 5 ไม่มีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง มีน้ำมันคงคลัง 295,867ลิตร บริษัทที่ 6 มีโรงกลั่นของตัวเอง มีน้ำมันคงคลัง 4,054,172 ลิตร

ทั้งนี้การประวิงเวลาของบริษัทลำลูกกาแห่งนี้ ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ออกหนังสือแจ้งให้เจ้าของน้ำมันทั้ง 6บริษัท มาชี้แจงข้อมูลว่าทำไมถึงมีน้ำมันคงคลังเหลืออยู่ในวันที่ 25 มี.ค.

โดย พล.ต.ต.นพศิลป์ ยืนยันว่า ชุดสืบสวนจะดำเนินคดีตามพยานหลักฐานทั้งหมดไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งหากพบว่ามีความเชื่อมโยงไปยังบุคคลใดทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เจ้าหน้าที่ จะดำเนินคดีอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมจนถึงที่สุด

พลเรือเอกธาดาวุธ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลการกระทำหรือการปฎิบัติของเรือในทะเล พื้นที่ทางทะเลเป็นพื้นที่การขนส่งน้ำมันสำคัญอย่างหนึ่ง ศรชล. เน้นไปที่ช่วงที่เกิดวิกฤติในเดือนมีนาคม ที่เกิดการกักตุนน้ำมันเนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เรามีการใช้โปรแกรมตรวจจับและแอพลิเคชั่นการวิเคราะห์ข้อมูลการเดินเรือจะนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมที่ผิดปกติ โดยพบว่าการขนส่งน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคม 2569 มีจำนวนทั้งหมด 99 เที่ยว ในจำนวนนี้มีความผิดปกติ 20 เที่ยว แบ่งออกเป็น พฤติกรรมประวิงเวลา เข้าช้ากว่าปกติ 1 วัน จำนวน 14 เที่ยว เข้าช้ากว่าปกติ 2 วันจำนวน 6 เที่ยว และยังพบว่ามี 10 เที่ยว ที่มีการปิดระบบ AIS (ระบบระบุตัวตน) ซึ่งตามกฎหมายเรือทุหลำจะต้องเปิด AIS ทำให้ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีการกระทำที่ไม่ปกติ

นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรม Ship to Ship ที่เรือ 2 ลำ จอดเทียบกันกลางทะเล ที่ผิดปกติจากการแจ้งการเดินเรือ ทำให้ต้องมีการตรวจสอบ และจะต้องนำข้อมูลนี้ส่งให้ดีเอสไอดำเนินการต่อ

ขณะที่ยังมีการตรวจสอบการขนส่งน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา ที่มีการห้ามขนส่ง ซึ่งศรชล.ก็ตรวจสอบการเดินเรืออย่างต่อเนื่อง

ด้าน พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เผยว่า ดีเอสไอ รับเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการกักตุนน้ำมันเป็นพิเศษแล้ว โดยมีการแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ตรวจสอบ 6 โรงกลั่นภาคตะวันออกที่เรือขนส่งน้ำมันลำเลียงส่ง จ.สุราษฎร์ธานี พบความผิดปกติ 2 ประการ 1.ระยะเวลาการเดินเรือ พฤติกรรมเรือต้องสงสัย ปิดระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ หรือ AIS และลักลอบถ่ายเทน้ำมันกลางทะเล ข้อมูลจากระบบวิเคราะห์พฤติกรรมทางเรือของ ศรชล. ตรวจสอบพบความผิดปกติของการเดินเรือจำนวน 20 เที่ยวเรือ จาก 24 เที่ยวเรือต้องสงสัย โดยพบข้อสังเกตสำคัญ คือ มีเรือถึง 10 เที่ยวเรือที่มีการปิดสัญญาณ AIS / Ship to Ship 2 เที่ยวเรือ / ยังพบว่ามีเรือที่ใช้เวลาเดินทางล่าช้ากว่าปกติ 1-2 วันหรือประวิงเวลา จำนวน 8 เที่ยวเรือ ของ 8 บริษัท จากเรือ 12 ลำ

2.ปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จากการตรวจสอบเอกสารแบบ น.ม.9 และ น.ม.10 พบว่ามีการแก้ไขวันที่เรือออกเดินทางจากเดือน ก.พ. เป็นเดือน มี.ค. ทำให้ระยะเวลาขนส่งจากชลบุรีไปสุราษฎร์ธานีที่ควรใช้เวลาเพียง 1 วัน กลายเป็น 1 เดือน ที่สำคัญยังพบเรือจำนวน 22 เที่ยวเรือ (จากเรือ 15 ลำ) ที่มีปริมาณน้ำมันปลายทาง มากกว่า ปริมาณน้ำมันที่รับจากโรงกลั่นต้นทาง ซึ่งในความเป็นจริงน้ำมันย่อมต้องมีการระเหยและลดลงระหว่างการขนส่ง

ส่วนปริมาณน้ำมันหายที่ จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 60 ล้านลิตร ไม่สามารถยืนยันจำนวนตัวเลขได้ชัดเจน เพราะขณะนี้ยังมีเอกสารของหน่วยงานราชการที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ต้องการเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังส่งให้ไม่ครบถ้วน เพื่อเร่งติดตามและนำมาวิเคราะห์พฤติการณ์การกระทำผิดเพิ่มเติมต่อไป นอกจากนี้ จะมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลที่ดีเอสไอ ภายในสัปดาห์หน้า

ส่วนนายประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน อธิบายเพิ่มเติมถึง ความผิด นอกจากจะตาม พ.ร.บ.สินค้าและบริการ และความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีอัตราโทษไม่สูง แต่พฤติการณ์ยังเข้าข่ายความผิด พ.ร.ก.ป้องกันและแก้ไขภาวะการขาดแคนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีโทษจำคุก 10 ปี ถือว่าเป็นโทษหนักและสูง และถ้าไปเกี่ยวข้องระงับการขนน้ำไปยังประเทศกัมพูชา ก็จะผิดตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงด้วย ซึ่งเราต้องไปตรวจสอบ

Advertisement

แชร์
เอาจริง! ยธ.-พลังงาน-DSI แถลงกวาดล้างขบวนการกักตุนน้ำมัน