
วันที่ 2 เม.ย. 69 ที่กระทรวงพลังงาน กลุ่มสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) รวมตัวกันยื่นหนังสือต่อรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้เร่งแก้ไขวิกฤตปัญหาน้ำมันขาดแคลน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงค่าไฟฟ้าและราคาสินค้าที่แพงขึ้น
โดยมีนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย เป็นแกนนำในการยื่นหนังสือครั้งนี้ บรรยากาศภายในงานมีการขึ้นปราศรัยเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการที่แก้ไขปัญหาชัดเจน รวมถึงมีการนำป้ายข้อความ เช่น “น้ำมันโคตรแพง ค่าแรงโคตรถูก” เป็นต้น เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์
ขณะที่นายสาวิทย์ ระบุว่า แม้รัฐบาลจะเคยแถลงว่าสามารถสำรองน้ำมันได้ถึง 106 วัน แต่ในความเป็นจริงกลับเกิดภาวะขาดแคลนภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะต่างจังหวัด ต้องต่อคิวเติมน้ำมัน และบางปั๊มไม่มีน้ำมันจำหน่าย สะท้อนถึงปัญหาการบริหารจัดการที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ประชาชนยังเรียกร้องให้รัฐควบคุมราคาน้ำมัน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน โดยเฉพาะการอ้างอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ ทั้งที่ไม่มีการขนส่งจริง รวมถึงการปรับค่าการกลั่นจากเดิมลิตรละประมาณ 2 บาท เป็นมากกว่า 7 บาท ซึ่งมองว่าไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
นอกจากนี้การปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งใหญ่ในครั้งเดียว 6 บาท ประชาชนหลายคนมองว่า เหมือนเป็นการ “ลักหลับ” ถือเป็นการสร้างภาระให้ประชาชนโดยไม่ทันตั้งตัว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเต็มที่ เพื่อควบคุมสถานการณ์และบรรเทาความเดือดร้อน โดยเฉพาะในช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ที่มีการเดินทางจำนวนมาก
ส่วนล่าสุด ราคาน้ำมันก็ยังปรับขึ้นอีกประมาณ 3.50 บาท ส่งผลให้ราคาขายปลีกแตะระดับกว่า 44 บาทต่อลิตร ซึ่งนายสาวิทย์ตั้งคำถามว่า “ประชาชนจะอยู่กันอย่างไร” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
สำหรับแนวทางแก้ไขเฉพาะหน้า เสนอให้ตรึงหรือลดราคาน้ำมัน ลดค่าการกลั่น และควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะเดียวกันในระยะยาวควรปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ รวมถึงบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล และทบทวนโครงสร้างการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ และยังเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบการกักตุนน้ำมันอย่างจริงจัง และไม่ควรกล่าวโทษประชาชนว่าเป็นสาเหตุของการขาดแคลน พร้อมย้ำว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีอำนาจโดยตรงในการจัดการปัญหานี้ และควรดำเนินการให้โปร่งใส
ทั้งนี้ กลุ่มแรงงานและเครือข่ายภาคประชาชนเตรียมหารือเพื่อกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวในอนาคต หากรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ โดยอาจมีการยกระดับมาตรการกดดันเพิ่มเติม
เมื่อถามว่า หากราคาน้ำมันไปแตะถึงลิตรละ 50 บาท จะทนไหวหรือไม่ นายสาวิทย์ กล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 44 บาทต่อลิตร แต่ประชาชนจำนวนมากก็ “ทนไม่ไหวแล้ว” เนื่องจากค่าครองชีพทั้งน้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ค่าจ้างแรงงานยังไม่สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
นายสาวิทย์ ย้ำว่า รัฐบาลมีอำนาจในการแก้ไขปัญหา หากมีความจริงจัง โดยสามารถใช้มาตรการพิเศษเพื่อลดราคาพลังงานและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ทันที หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินผลงานของรัฐบาลเองในอนาคต
Advertisement