
เวลา 11.00 น. (29 ม.ค. 2569) ที่ตลาดเสรี 2 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายก พร้อมด้วยนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัคร สส.กทม. เขต 3 นายอภิมุข ฉันทวานิช ที่ตลาดเสรี 2 ย่านเจริญกรุง บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ประชาชนหลายคนมารอมอบดอกไม้ ดอกุหลาบ และพวงมาลัยดาวเรืองให้กับนายอภิสิทธิ์ บางคนเข้าไปสวมกอด ขอถ่ายรูป และส่งเสียงเชียร์
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงความพร้อมของพรรคในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ว่า จากการติดตามข้อมูลโพลรายเขตและการลงพื้นที่จริง พบว่าคะแนนนิยมของพรรคในกรุงเทพฯ ดีขึ้นมาก และมีหลายเขตเลือกตั้งที่มีโอกาสชนะอย่างชัดเจน สวนทางกับโพลภาพรวม แม้ภาพรวมโพลอาจดูไม่หวือหวา แต่ข้อมูลเจาะลึกรายเขตสอดคล้องกับความรู้สึกจากการลงพื้นที่จริง และถึงแม้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาคู่แข่ง พรรคส้ม หรือพรรคประชาชน จะมีสัดส่วนคะแนนที่สูงมาก แต่ในครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเพิ่มขึ้นในระดับที่สามารถลุ้นชัยชนะได้ในหลายพื้นที่
ส่วนประเด็นเรื่องยุทธศาสตร์การเลือกตั้งที่ว่า "ไม่เลือกเรา เขามาแน่" หรือการพยายามดึงคะแนนให้เลือกพรรคน้ำเงินเพื่อสกัดพรรคสีส้มนั้น นายอภิสิทธิ์ มองว่า การเลือกพรรคน้ำเงินอาจให้ผลลัพธ์แบบเดิม หากประชาชนเลือกพรรคน้ำเงิน อาจทำให้ผลการเลือกตั้งออกมาเหมือนครั้งที่แล้วที่พรรคส้มชนะ นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์มีฐานเสียงเดิมที่หนาแน่นกว่า และปัจจุบันคะแนนนิยมก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อถูกถามถึงกรณีที่พรรคคู่แข่งเริ่มนำแกนนำหลัก เช่น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มาช่วยหาเสียงแทนที่จะชูผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถตามที่เคยเปิดตัวไว้ นายอภิสิทธิ์ให้ความเห็นว่าเป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรค ทุกพรรคมีสิทธิ์ใช้บุคลากรหรือผู้ช่วยหาเสียงของตนได้อย่างเต็มที่ พร้อมกล่าวต่อว่าพรรคประชาธิปัตย์เน้นใช้บุคลากรที่ร่วมทำนโยบายและทำงานการเมืองมาตั้งแต่ต้น เพราะเชื่อว่าจะทำให้การบริหารงานในอนาคตราบรื่นกว่าการใช้ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกที่อาจมีปัญหาในการจัดการเรื่องทางการเมืองภายหลัง
เมื่อถามว่าธนาคารแห่งประเทศไทยพบการเบิกถอนเงินสดผิดปกติ 250 ล้าน เจาะจงขอแต่แบงก์ 500 อย่างเดียวตรงนี้มองอย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จริงๆแล้วดีใจที่ธนาคารแห่งประเทศไทยขยับมาให้ความสำคัญเรื่องทุนเทาและการทุจริตการเลือกตั้ง ที่ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พูดนั้นก็ยืนยันสิ่งที่หลายพรรคการเมืองกำลังพูดอยู่ในขณะนี้ ว่าเราไม่ควรที่จะปล่อยปละละเลยในเรื่องของทุนเทาอีกต่อไปเพราะเป็นเรื่องที่ทำลายเศรษฐกิจจริงๆ และการที่พรรคประชาธิปัตย์ยืนยืนยันมาตลอดว่าการปราบทุนเทาต้องเริ่มต้นจากเส้นทางการเดินทางของเงินหรือธุรกรรม ซึ่งดีใจที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามจะดูว่า จะสามารถใช้กลไกหรืออำนาจทางกฎหมายมาช่วยเรื่องนี้ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพูดเองว่าเห็นการใช้ธุรกรรมที่ค่อนข้างผิดปกติ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่ใช้อำนาจหลายอย่าง เช่น กรณีการตรวจสอบการเบิกเงินสด
เมื่อถามว่ามองว่าเงินตรงนี้จะสามารถนำไปซื้อเสียงได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ตนฟังก็พบว่ามีการเบิกเงินเป็น 100 ล้าน แต่ไม่ใช้แบงค์ 1,000 ก็มองว่าแปลก และน่าจะเป็นทุนเทา
เมื่อถามว่ามองว่าพื้นที่ไหนจะเป็นการนำเงินตรงนี้ไปใช้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาและร่วมมือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็จะเป็นประโยชน์
เมื่อถามว่ามองว่า กกต. ควรที่จะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากถามตนตรงๆ หลายพรรคการเมืองก็ผิดหวัง อย่างครั้งที่แล้วพูดกันมากว่าเป็นการเลือกตั้งที่ใช้เงินมากที่สุด เป็นประวัติการณ์ แต่ยังไม่รวมปีนี้ ก็ปรากฏว่าจับได้น้อยมากและในขณะที่การพูดจาทางการเมืองในขณะนี้พื้นที่ต่างๆก็สะท้อนออกมาถึงการเคลื่อนไหวการจดชื่อ แต่ก็แทบไม่ได้ยิน กกต. พูดถึงเรื่องนี้ จึงอยากให้ กกต. ทำงานเชิงรุก หากพูดตามตรงการที่ไปคาดหวังให้แต่ละพรรคมาคอยจับหรือหาพยานหลักฐานในช่วงนี้ก็ยากเพราะทุกคนก็หาเสียงกัน แต่ถ้าพยายามไปทำคดีหลังการเลือกตั้งหลายครั้งก็หาพยานไม่ได้ เพราะเขาก็กลัวคนที่ชนะการเลือกตั้งไปแล้ว จึงอยากให้ กกต. เร่งทำเรื่องนี้ ในเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยขยับมาแล้วร่วมมือกันได้ก็ยิ่งดี
อย่างไรก็ตามภายหลังการให้สัมภาษณ์มีประชาชนยื่นน้ำส้มให้กับนายอภิสิทธิ์ แล้วบอกว่า "กินส้มให้หมด" ขณะที่เจ้าตัวบอกขอเก็บไว้กินอีกหนึ่งเขต
Advertisement