
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาดารขาดแคลนน้ำมัน จากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า พรรคประชาธิปัตย์มีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ว่าการบริหารจัดการในเรื่องนี้ ควรที่จะทำอย่างไร เพื่อที่จะเป็นประโยชน์สำหรับรัฐบาล แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการไป พิจารณาดำเนินการ ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธว่า ต้นทุนราคาน้ำมันได้รับผลกระทบจากสงครามเป็นสิ่งที่รัฐบาลนั้นควบคุมไม่ได้ และเป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครสามารถที่จะตอบได้อย่างชัดเจน ว่าแนวโน้มในอนาคตจะเป็นอย่างไร และสถานการณ์นั้นจะยืดเยื้อแค่ไหน
แต่สิ่งสำคัญก็คือเมื่อรัฐบาลตั้งเป้าในการที่จะลดภาระให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรึงราคาน้ำมันดีเซล รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมีแนวทางที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องคือทั้งประชาชน ผู้ค้า อุตสาหกรรม มีแนวทางที่จะสามารถปฏิบัติตนได้ ไม่ให้เกิดสถานการณ์แบบที่เห็นในช่วงที่ผ่านมา โดยปัญหาที่รุนแรงในช่วงที่ผ่านมา เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลมีการประกาศตรึงราคาน้ำมัน และบอกว่ามาตรการนั้นสิ้นสุดภายในระยะเวลา กี่วัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้เติมน้ำมัน เมื่อใกล้เวลาก็จะมีความวิตกกังวลว่าน้ำมันกำลังจะแพงขึ้น จึงต้องเร่งเติม หรือใช้คำว่าเก็บหรือกับตุนน้ำมัน
ขณะเดียวกันในแง่ของธุรกิจก็มีแรงจูงใจทันทีว่า ไม่ต้องรีบเอาของออกมาขาย เพราะรู้ว่าภายในระยะเวลาไม่นานนัก ก็จะมีการขึ้นราคา ซึ่งจะเป็นการเก็บเกี่ยวบทเรียนที่สำคัญของรัฐบาลในการบริหารจัดการ ที่จะต้องไม่ส่งสัญญาณทำให้เกิดภาวะ ทำให้เกิดความโกลาหลหรือวุ่นวายในตลาด
อีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลจะต้องเก็บเกี่ยวไปทบทวน คือจากมาตรการการตรึงราคาน้ำมัน ทำให้เกิดส่วนต่างระหว่างราคา น้ำมันที่ประชาชนเติมหน้าปั๊ม กับน้ำมันที่ภาคอุตสาหกรรมเคยซื้ออยู่ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรม มาแย่งซื้อน้ำมัน จากประชาชนผู้ใช้ รัฐบาลจำเป็นจะต้องมีมาตรการในการที่จะแก้ไขปัญหา
และสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ ที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการนำเสนอ คือ รัฐบาลได้แสดงความกังวลว่า การตรึงราคาน้ำมันในขณะนี้ซึ่งทุกคนทราบดีว่าเป็นภาระกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงค่อนข้างมาก ตัวเลขของการอุดหนุนในแต่ละวันต่อลิตร สูงแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และรัฐบาลก็แสดงความกังวลว่า เมื่อกองทุนน้ำมันติดลบก็จะต้องคิดถึงเรื่องของการกู้เงินเพิ่ม หรือในเรื่องที่จะค้ำประกัน พรรคประชาธิปัตย์อยากนำเสนอมาตรการที่คิดว่าเร่งด่วนที่สุด ขณะนี้ คนที่รับภาระจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดคือผู้ใช้ นั่นคือประชาชน หรือพูดง่ายๆก็คือการตรึงราคาขณะนี้ เมื่อดึงเงินออกมาจากกองทุนน้ำมัน วันข้างหน้าการที่จะทำให้กองทุนน้ำมันกลับมาไม่เป็นหนี้ ก็คือการที่ประชาชนก็จะต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงกว่าในวันที่ราคาเป็นขาลง
พรรคประชาธิปัตย์ มองว่า ในภาวะยากลำบากเช่นนี้มีอีก 2 ภาคส่วนที่ควรที่จะต้องมาช่วยกันแบ่งเบาภาระ ส่วนแรกก็คือรัฐบาลเอง ซึ่งปัจจุบันยังคงเก็บภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ลิตรละ 6 บาทโดยประมาณ โดยในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลเคยมีการยกเว้นภาษีสรรพสามิตขึ้น เพื่อลดต้นทุนในเรื่องราคาน้ำมันหากทำเช่นนี้ ภาระที่จะดูแลราคาน้ำมันจะไม่ตกอยู่กับกองทุนน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลจะเข้ามาแบ่งเบาภาระด้วย
ขณะที่ภาคเอกชน ค่าการกลั่นได้เพิ่มขึ้นจาก 2 บาท มาเป็นประมาณ 6 บาท จริงอยู่ค่าการกลั่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องของกำไรทั้งหมดที่เพิ่มขึ้น และทางโรงกลั่นไม่ได้กำหนดตรงนี้ เพราะเป็นส่วนต่างระหว่างราคาหน้าโรงกบั่นที่อ้างอิงกับราคาสิงคโปร์ และราคาน้ำมันดิบ ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ หลายๆประเทศก็จะมีการใช้มาตรการในการที่จะให้ภาคเอกชน ส่งเงินเข้ามาเพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน ในช่วงอดีตที่ผ่านมา 2-3 ปีอย่างสหรัฐอาณาจักร อิตาลี สเปน ก็ทำหมด ซึ่งประชาธิปัตย์ก็เสนอว่า ในขณะนี้รัฐบาลควรจะให้ทางโรงกลั่นส่งเงิน 3 บาทต่อลิตรจากค่าการกลั่น เข้ามาเพื่อสมทบกองทุนน้ำมัน ซึ่งการทำเช่นนี้ปลายทางหมายความว่า เรามีภาคส่วน ทั้งรัฐ ธุรกิจ เอกชน และประชาชนที่ล้วนแล้วแต่แบ่งเบาภาระกันไป ในการที่จะช่วยกัน และจะช่วยทำให้ฐานะกองทุนน้ำมันมีเงินเพียงพอ ที่จะบริหารจัดการได้ และไม่เป็นอันตรายต่อสถานะของกองทุนในอนาคต ซึ่วเรามั่นใจว่าอย่างน้อยที่สุดการทำเช่นนี้สถานการณ์ก็น่าจะดูแลกันไปได้จนถึงประมาณเลยช่วงสงกรานต์ไป ซึ่งขณะนั้นก็คงมีการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์อีก
พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องว่า รัฐบาลควรฉายภาพให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจนว่าโครงสร้างของราคาน้ำมันเป็นอย่างไร และในวันนี้ ไม่เพียงแต่จะต้องพยายามบริหารจัดการอาศัยกองทุนน้ำมันอย่างเดียว และเป็นภาระของประชาชน หากไม่ใช่วันนี้จะเป็นวันข้างหน้า แต่หากเป็น 3 ฝ่ายเข้ามาช่วยกันดูแล จะทำให้การบริหารจัดการเหล่านี้ง่ายขึ้น รวมทั้งเอาปัญหา 2 ปัญหาข้างต้น ซึ่งสร้างความผันผวนให้ตลาด และส่วนต่างราคาน้ำมัน ก็ควรจะเข้าไปแก้ไขปัญหาจัดการ จึงเป็นข้อเสนอในเบื้องต้น
นายอภิสิทธิ์ ยังอยากให้รัฐบาล เตรียมล่วงหน้าสำหรับเรื่องเม็ดพลาสติกและปุ๋ยซึ่งจะระทบกระเทือนกับภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมต่อไป
ส่วนจะมีการยื่นหนังสือถึงรัฐบาลโดยตรงหรือไม่เพื่อเป็นการสื่อสาร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า โดยข้อเท็จจริงแล้ว กำลังรอดูอยู่ว่าหลังจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีวันพรุ่งนี้ ทางประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเรียกประชุมตามปกติหรือไม่ซึ่งหากมีการทำเช่นนั้น พรรคก็จะสามารถใช้กลไกของสภาฯ เปิดโอกาสให้กับพรรคการเมืองอื่นๆและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ช่วยกันนำเสนอต่อรัฐบาลในแง่มุมของปัญหาต่างๆได้หลากหลายมากขึ้น จึงอยากให้ใช้กลไกทางสภาฯให้เป็นประโยชน์
เมื่อถามว่าการให้ธุรกิจโรงกลั่นช่วยจ่ายเข้ากองทุนน้ำมันจะมีความยากง่ายอย่างไร นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า จริงๆโดยหลักที่ตนพูดมีลักษณะของภาษีลาภลอย กับสถานการณ์เช่นนี้ที่เกิดขึ้น เพียงแต่อาจจะมีความยุ่งยากในขั้นตอนต่างๆ หากจำได้เมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้วเคยเกิดสถานการณ์แบบนี้ และตอนนั้นรัฐบาลในขณะนั้นก็มีการเรียกผู้ประกอบการเข้าไป และตกลงว่าจะแบ่งเบาภาระด้วยการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มเติม ก็สามารถทำได้ เพียงแต่ทำในระยะเวลาสั้นๆ และ ตนไม่เห็นเหตุผลเลยว่า เมื่อเคยทำได้แล้วจะไม่สามารถทำได้อีก ซึ่งตัวเลขต่างๆก็ปรากฏชัดเจนอยู่แล้วว่าความเหมาะสมน่าจะเป็นอย่างไร
Advertisement