
ผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่รายงานว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อกลุ่มเกษตรกรและพ่อค้าแม่ค้า ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ณตลาดเมืองใหม่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นตลาดค้าปลีกและค้าส่งพืชผลทางการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือพบว่า บรรยากาศเป็นไปอย่างซบเซา เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ราคาผลผลิตหน้าสวนกลับตกต่ำจนน่าใจหาย
จากการสอบถามเกษตรกรรายหนึ่งที่นำกะหล่ำปลีใส่รถกระบะบรรทุกเต็มคันรถมาส่งที่ตลาดเมืองใหม่ เปิดเผยว่า ปัจจุบันราคากะหล่ำปลีหน้าสวนวิกฤตหนัก โดยพ่อค้าคนกลางรับซื้อเพียงกิโลกรัมละ 1 บาทกว่าเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่แทบไม่เห็นกำไรเมื่อเทียบกับ ค่าปุ๋ย ค่าแรง และค่าดูแลรักษา
นอกจากราคาสินค้าจะตกต่ำแล้ว เกษตรกรยังได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากราคาดีเซลที่พุ่งสูงขึ้น โดยปกติค่าเติมน้ำมันรถขนส่งทั้งขาไปและขากลับจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 บาท แต่ตอนนี้ขยับขึ้นไปถึง 2,000 บาทต่อเที่ยวแล้ว ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาถึงเที่ยวละ 500 บาทนี้ ทำให้กำไรที่ควรจะได้จากการขายกะหล่ำปลีหายไปเกือบหมด
สถานการณ์ที่ตลาดเมืองใหม่ในขณะนี้ สะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรภาคเหนือซึ่งเป็นแหล่งผลิตพืชเมืองหนาวรายใหญ่ของประเทศ กำลังเผชิญกับภาวะ "รายได้ลดแต่รายจ่ายพุ่ง" หากรัฐบาลยังไม่มีมาตรการเข้ามาแทรกแซงราคาพืชผล หรือควบคุมต้นทุนขนส่งอย่างเป็นรูปธรรม คาดว่าจะมีเกษตรกรจำนวนมากที่ต้องแบกรับภาระขาดทุนจนไม่สามารถทำอาชีพต่อได้ในฤดูกาลถัดไป
Advertisement