
ผ่าตัดกระเพาะ...ไม่ได้จบแค่ที่ห้องผ่าตัด การรักษาโรคอ้วนที่มากกว่าความสวยงาม กับภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเฝ้าระวัง
สภาวะโรคอ้วนระดับรุนแรงในปัจจุบัน ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงปัญหาด้านภาพลักษณ์หรือพฤติกรรมส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นโรคเรื้อรังที่ซับซ้อนและเป็นต้นเหตุของวิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุขทั่วโลก ข้อมูลทางการแพทย์สมัยใหม่ชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยโรคอ้วนระดับรุนแรงจะมีจุดตั้งรับน้ำหนัก (Body Weight Set Point) ที่ผิดปกติ ซึ่งถูกควบคุมโดยระบบประสาทส่วนกลางและฮอร์โมนในทางเดินอาหาร การพยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีปกติจึงมักล้มเหลวเนื่องจากร่างกายจะมีกลไกตอบสนองเพื่อรักษาน้ำหนักเดิมไว้เสมอ การผ่าตัดกระเพาะอาหารจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนจุดตั้งรับนี้ผ่านกระบวนการทางฮอร์โมนและกายวิภาค
ซึ่ง การผ่าตัดกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาโรคอ้วน (Bariatric Surgery) คือ การศัลยกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบทางเดินอาหาร โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือมีโรคแทรกซ้อนที่อันตราย สามารถลดน้ำหนักลงได้ หลักการทำงานของการผ่าตัดมี 2 กลไกสำคัญ คือ
1. การจำกัดพื้นที่การรับประทาน (Restriction) ทำให้กระเพาะเล็กลง อิ่มเร็วขึ้น
2. การลดการดูดซึม (Malabsorption) ทำทางเบี่ยงให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารและแคลอรีได้น้อยลง
โดยวิธีที่นิยมมากในปัจจุบันคือการทำ Sleeve Gastrectomy ตัดกระเพาะออกให้เหลือรูปทรงคล้ายแขนเสื้อ และ Roux-en-Y Gastric Bypass การตัดกระเพาะและทำทางเบี่ยงลำไส้
ทางการแพทย์ถือว่าการผ่าตัดนี้เป็นการรักษาโรค ที่มากกว่าความสวยงาม เนื่องจากช่วยให้
การผ่าตัดกระเพาะโดยปกติแพทย์จะพิจารณาจากเกณฑ์ดังนี้
ข้อดีของการผ่าตัดกระเพาะ
ระยะสั้น
ระยะยาว
ข้อเสียและความเสี่ยง
ระยะสั้น
ระยะยาว
ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหลังผ่าตัด
หลังผ่าตัดหากผู้เข้ารับการผ่าตัดไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเครีงครัด อาจเกิดผลเสียงตามมาดังนี้
การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารอาจเป็นทางเลือกสุดท้ายของผู้ป่วยโรคอ้วน เป็นเพียง "เครื่องมือช่วย" เท่านั้น แต่ความสำเร็จไม่ได้จบลงที่น้ำหนักที่หายไป เพราะมีทั้งภาวะขาดสารอาหาร การรั่วซึม และการปรับตัวที่ต้องอาศัยวินัยไปตลอดชีวิต
อ้างอิง : Bariatric surgery โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
Advertisement