สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. โดยนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้เปิดเผยรายงานสถิติตัวเลขภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย สถานการณ์ในเดือนนี้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวครั้งสำคัญของโครงสร้างตลาดรถยนต์ในประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยกระแสความนิยมในรถยนต์พลังงานทางเลือก ท่ามกลางปัจจัยท้าทายรอบด้านจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศ
ภาพรวมยอดการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศ
ตัวเลขการผลิตยานยนต์ของไทยในเดือนนี้มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ โดยมีรายละเอียดแยกตามประเภทและสัดส่วนโครงสร้างการผลิตดังนี้
- จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 มีทั้งสิ้น 114,214 คัน ภาพรวมลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้ายอดร้อยละ 17.94
- ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ยอดผลิตเพื่อขายในประเทศมีสัดส่วนมากกว่ายอดผลิตเพื่อส่งออก
- ตัวเลขการผลิตรถยนต์สะสมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 587,759 คัน ปรับตัวลดลงเล็กลงร้อยละ 1.13
- รถยนต์นั่งในเดือนพฤษภาคมผลิตได้ 47,407 คัน แบ่งเป็นกลุ่มเครื่องยนต์สันดาปภายใน Internal Combustion Engine หรือ ICE จำนวน 14,019 คัน กลุ่มรถยนต์นั่งไฟฟ้า Battery Electric Vehicle หรือ BEV จำนวน 6,185 คัน กลุ่มยอดผลิต Plug-in Hybrid Electric Vehicle หรือ PHEV จำนวน 4,197 คัน และกลุ่มยอดผลิต Hybrid Electric Vehicle หรือ HEV จำนวน 23,006 คัน
- รถยนต์บรรทุกในเดือนพฤษภาคมผลิตได้ทั้งหมด 66,807 คัน และมียอดสะสม 5 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 383,753 คัน
- รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเดือนพฤษภาคมผลิตได้ทั้งหมด 65,314 คัน โดยมียอดผลิตสะสม 5 เดือนรวม 376,604 คัน ซึ่งในจำนวนนี้แบ่งเป็นรถกระบะบรรทุก 61,939 คัน รถกระบะดับเบิลแค็บ 234,920 คัน รถกระบะดับเบิลแค็บ BEV จำนวน 1,831 คัน และรถกระบะ PPV จำนวน 77,914 คัน
- รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตันไปจนถึงมากกว่า 10 ตัน ในเดือนพฤษภาคมผลิตได้ 1,493 คัน และมียอดสะสม 5 เดือนแรกอยู่ที่ 7,149 คัน
- ยอดผลิตรถจักรยานยนต์รวมในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 230,691 คัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป หรือ CBU จำนวน 187,591 คัน และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ หรือ CKD จำนวน 43,100 คัน
โครงสร้างการผลิตแยกสัดส่วนเพื่อการส่งออกและจำหน่ายในประเทศ
เมื่อเจาะลึกไปที่แผนการผลิตเพื่อตอบสนองต่อตลาดแต่ละภาคส่วน ทาง ส.อ.ท. ได้ระบุข้อมูลและตัวเลขเชิงสถิติดังนี้
- ยอดผลิตเพื่อส่งออกในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 55,694 คัน ปรับตัวลดลงร้อยละ 36.20 ส่วนยอดสะสม 5 เดือนแรกอยู่ที่ 372,299 คัน ปรับตัวลดลงร้อยละ 4.56
- รถยนต์นั่งผลิตเพื่อการส่งออกในเดือนพฤษภาคมมีจำนวน 13,661 คัน ส่วนยอดสะสม 5 เดือนแรกอยู่ที่ 81,636 คัน
- รถกระบะขนาด 1 ตัน ผลิตเพื่อการส่งออกในเดือนพฤษภาคมมีจำนวน 42,033 คัน ยอดสะสม 5 เดือนรวม 290,663 คัน แบ่งเป็นรถกระบะบรรทุก 30,856 คัน รถกระบะดับเบิลแค็บ 202,626 คัน และรถกระบะ PPV จำนวน 57,181 คัน
- ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 58,520 คัน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.78 ยอดสะสม 5 เดือนแรกอยู่ที่ 215,460 คัน เติบโตร้อยละ 5.41
- รถยนต์นั่งผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศในเดือนพฤษภาคมมีจำนวน 33,746 คัน ยอดสะสม 5 เดือนแรกอยู่ที่ 122,370 คัน
- รถกระบะขนาด 1 ตัน ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศในเดือนพฤษภาคมมีจำนวน 23,281 คัน ยอดสะสม 5 เดือนแรกอยู่ที่ 85,941 คัน แบ่งเป็นรถกระบะบรรทุก 31,083 คัน รถกระบะดับเบิลแค็บ 34,125 คัน และรถกระบะ PPV จำนวน 20,733 คัน
สถิติยอดขายรถยนต์ภายในประเทศและการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนพฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 57,765 คัน เติบโตขึ้นจากเดือนก่อนหน้าร้อยละ 19.36 และเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 10.60 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและการฟื้นตัวของภาคการผลิต โดยข้อมูลยอดขายแยกตามประเภทรถยนต์มีดังต่อไปนี้
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มียอดขายรวม 40,907 คัน แบ่งเป็นระบบสันดาปภายใน ICE จำนวน 8,435 คัน รถยนต์นั่งไฟฟ้า BEV จำนวน 18,034 คัน รถยนต์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก PHEV จำนวน 1,663 คัน รถยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะ Range-Extended Electric Vehicle หรือ REEV จำนวน 73 คัน และระบบไฮบริด HEV จำนวน 12,702 คัน
- รถกระบะ มียอดขายรวม 11,171 คัน เติบโตขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.21 โดยแบ่งเป็นรถกระบะไฟฟ้า BEV จำนวน 201 คัน รถกระบะ REEV จำนวน 5 คัน และรถกระบะ HEV จำนวน 4 คัน
- รถประเภทอื่นๆ ประกอบด้วยรถ PPV มียอดขาย 3,164 คัน รถบรรทุกขนาด 5 ถึง 10 ตัน จำนวน 1,496 คัน รถบรรทุก 5 ถึง 10 ตันไฟฟ้า BEV จำนวน 35 คัน และรถยนต์ประเภทอื่นๆ อีกจำนวน 782 คัน
- ยอดขายรถจักรยานยนต์ภายในประเทศในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 169,724 คัน เติบโตขึ้นร้อยละ 3.08 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- ภาพรวมยอดขายสะสม 5 เดือนแรกของปีนี้ รถยนต์มียอดขายรวม 288,242 คัน เติบโตขึ้นร้อยละ 14.10 และรถจักรยานยนต์มียอดขายสะสมรวม 775,325 คัน
มูลค่าและสถานการณ์ภาคการส่งออกยานยนต์สำเร็จรูป
ภาคการส่งออกได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ส่งผลให้ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนพฤษภาคมทำได้ 59,434 คัน ลดลงร้อยละ 26.69 โดยโครงสร้างมูลค่าการส่งออกในส่วนต่างๆ มีข้อมูลรายละเอียดดังต่อไปนี้
- มูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนพฤษภาคมมีมูลค่ารวม 41,723,090,000 บาท
- มูลค่าการส่งออกเครื่องยนต์ในเดือนพฤษภาคมมีมูลค่ารวม 4,467,790,000 บาท
- มูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่ารวม 15,804,650,000 บาท
- มูลค่าการส่งออกอะไหล่รถยนต์มีมูลค่ารวม 2,044,200,000 บาท
- ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปสะสม 5 เดือนแรกทำได้ 339,618 คัน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกรถยนต์สะสมรวม 230,947,900,000 บาท
- ยอดส่งออกรถจักรยานยนต์ในเดือนพฤษภาคมมีจำนวน 81,396 คัน คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวมชิ้นส่วนและอะไหล่อยู่ที่ 5,987,980,000 บาท
- ภาพรวมมูลค่าการส่งออกสินค้ายานยนต์ทั้งหมดในเดือนพฤษภาคมคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 70,027,710,000 บาท และยอดสะสม 5 เดือนแรกมีมูลค่ารวม 362,765,620,000 บาท
สถิติข้อมูลการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงและยอดสะสมสะท้อนเทรนด์ตลาด
ความนิยมในยานยนต์พลังงานไฟฟ้าสะท้อนผ่านสถิติตัวเลขการจดทะเบียนใหม่ป้ายแดงและการจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รวบรวมข้อมูลจำแนกตามประเภทเชื้อเพลิงดังนี้
- ยอดจดทะเบียนป้ายแดงประเภท BEV ในเดือนพฤษภาคมมีจำนวน 21,619 คัน เติบโตร้อยละ 55.14 ส่งผลให้ยอดสะสมรวมของรถ BEV ในประเทศขยับขึ้นไปอยู่ที่ 468,757 คัน โดยกลุ่มรถยนต์นั่งมีจำนวนสูงสุดที่ 354,122 คัน
- ยอดจดทะเบียนป้ายแดงประเภท HEV ในเดือนพฤษภาคมมีจำนวน 15,153 คัน ส่งผลให้ยอดจดทะเบียนสะสมรวมในประเทศของระบบไฮบริดอยู่ที่ 680,068 คัน
- ยอดจดทะเบียนป้ายแดงประเภท PHEV ในเดือนพฤษภาคมมีจำนวน 2,437 คัน และมียอดจดทะเบียนสะสมรวมในระบบอยู่ที่ 89,132 คัน
ตัวเลขสถิติอุตสาหกรรมยานยนต์ในเดือนพฤษภาคม 2569 แสดงให้เห็นถึงทิศทางตลาดรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเนื่องจากแรงหนุนของปัจจัยด้านราคาน้ำมันโลกและมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐ อย่างไรก็ดี ยอดส่งออกที่ชะลอตัวลงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกำลังการผลิตให้สมดุลกับสถานการณ์ในอนาคตต่อไป