
บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด เผยผลการศึกษาวิจัยประสบการณ์ลูกค้าด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทยประจำปี 2569 พบว่าความพึงพอใจต่อตัวรถเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มแบรนด์ใหม่ที่เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างต่อเนื่อง การวิจัยครั้งนี้ครอบคลุมความเห็นจากเจ้าของรถยนต์ 14 ยี่ห้อชื่อดัง โดยวัดจาก 9 ประเด็นหลักที่ส่งผลต่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่ารถยนต์ญี่ปุ่นยังคงรักษามาตรฐานความพึงพอใจได้ดีกว่ารถยนต์สัญชาติจีนในภาพรวม ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้ายังคงมีจุดอ่อนสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาคือระบบการจัดการแบตเตอรี่และโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่ยังไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานเท่าที่ควร
ผลการศึกษาวิจัยประสบการณ์ลูกค้าด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทย หรือ Product CXI Study พบว่าค่าเฉลี่ยความพึงพอใจของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปีนี้อยู่ที่ 890 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน โดยแบรนด์ที่สามารถคว้าอันดับหนึ่งไปครองได้แก่ GWM ด้วยคะแนน 896 คะแนน ตามมาด้วยอันดับต้นๆ ของตารางดังนี้
ข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่ารถยนต์ญี่ปุ่นมีคะแนนความพึงพอใจโดยรวมสูงกว่ารถยนต์จีนที่ 890 ต่อ 886 คะแนน และเมื่อแยกตามประเภทเครื่องยนต์ พบว่าเจ้าของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) และรถยนต์ไฮบริด มีความพึงพอใจสูงกว่ากลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) โดยมีคะแนนอยู่ที่ 891 ต่อ 884 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังคงมีความกังวลและพบปัญหาในมิติของแบตเตอรี่และการชาร์จไฟ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ฉุดคะแนนความพึงพอใจโดยรวมให้ต่ำลงเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน
การวิจัยแบ่งเกณฑ์การให้คะแนนออกเป็น 9 มิติหลัก ครอบคลุม 52 คุณสมบัติย่อย เพื่อให้เห็นภาพรวมของผลิตภัณฑ์อย่างรอบด้านประกอบด้วย
ลูกค้าให้คะแนนความพึงพอใจสูงสุดในด้านการออกแบบภายนอก รวมถึงฟีเจอร์ภายในห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยม โดยจุดที่ได้รับคำชมมากที่สุดคือความสวยงามของไฟประดับภายในห้องโดยสาร ความสะดวกของช่องชาร์จอุปกรณ์พกพา และประสิทธิภาพของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) นอกจากนี้วัสดุตกแต่งภายในที่ประณีตและการเลือกใช้โทนสีที่กลมกลืนยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาผู้บริโภคชาวไทย ทำให้เกิดความมั่นใจและการตอบสนองที่ดีในการขับขี่
ในทางกลับกัน ปัจจัยที่ยังทำคะแนนได้น้อยและเป็นสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังให้มีการปรับปรุงคือ การป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก ความเงียบภายในห้องโดยสาร และการป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ สำหรับกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า BEV ปัญหาเรื่องระยะเวลาในการชาร์จ ความสะดวกของเครื่องชาร์จที่บ้าน และความเพียงพอของสถานีชาร์จสาธารณะยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ ซึ่งหากแบรนด์รถยนต์สามารถแก้ไขจุดเหล่านี้ได้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและเปลี่ยนลูกค้ากลุ่มปกติให้กลายเป็นผู้แนะนำแบรนด์ (Promoter) ที่พร้อมจะบอกต่อความประทับใจให้กับคนรอบข้าง
บทสรุปของงานวิจัยชี้ชัดว่าการสร้างประสบการณ์ผลิตภัณฑ์ที่น่าพึงพอใจเป็นรากฐานสำคัญของความจงรักภักดีต่อแบรนด์ โดยดีไซน์และความปลอดภัยยังคงเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งที่คนไทยพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ หากผู้ผลิตสามารถพัฒนาจุดอ่อนด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่และความสุนทรีย์ภายในห้องโดยสารให้ดียิ่งขึ้น จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปสู่อีกขั้นของความพึงพอใจสูงสุด