ในประเทศไทย การขับขี่ขณะมึนเมาเป็นความผิดร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยบนท้องถนน บทความนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำที่อาจเกิดขึ้นเมื่อถูกเจ้าหน้าที่เรียกตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ และผลทางกฎหมายที่ตามมา
หลีกเลี่ยงการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์
เมื่อผู้ขับขี่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกให้หยุดรถเพื่อทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ มีหลายวิธีที่อาจถูกนำมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ การกระทำเหล่านี้ถือเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และมีบทลงโทษที่รุนแรง ตัวอย่างพฤติกรรมที่เข้าข่าย ได้แก่
- ปฏิเสธการเป่า ผู้ขับขี่ปฏิเสธที่จะเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
- แกล้งเป่าลมไม่เข้า ผู้ขับขี่แกล้งทำเป็นเป่าลมไม่ถูกช่องหรือเป่าลมไม่แรงพอ เพื่อให้เครื่องวัดไม่สามารถบันทึกค่าได้
- แกล้งเป็นลมหรือหมดสติ ผู้ขับขี่อ้างว่ามีอาการป่วยหรือหมดสติ เพื่อหลีกเลี่ยงการเป่า และให้เจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาล
- วิ่งหนีหรือขับรถหลบหนี ผู้ขับขี่พยายามขับรถหนีหรือวิ่งหนีออกจากจุดตรวจ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจวัด
บทลงโทษทางกฎหมายสำหรับการปฏิเสธการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์
ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2568 มาตรา 142/2 และมาตรา 154 การปฏิเสธการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ถือเป็นการกระทำความผิดที่มีบทลงโทษเทียบเท่ากับการขับรถในขณะมึนเมา บทลงโทษที่ผู้กระทำผิดจะต้องเผชิญ ได้แก่
- จำคุก ไม่เกิน 1 ปี
- ปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 20,000 บาท
- หรือทั้งจำทั้งปรับ
- พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
สิ่งที่ควรระวัง
- ปริมาณแอลกอฮอล์ กฎหมายกำหนดให้ผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ยกเว้นผู้ที่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ใหม่ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์
- สิทธิในการขอตรวจเลือด ในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่สามารถเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ได้ เจ้าหน้าที่มีสิทธิส่งตัวผู้ขับขี่ไปตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่โรงพยาบาล และผู้ขับขี่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตรวจนั้น
- อุบัติเหตุ หากการปฏิเสธการเป่าแอลกอฮอล์เกิดขึ้นหลังจากการขับรถชนผู้อื่น ผู้ขับขี่จะถูกดำเนินคดีในข้อหาเมาแล้วขับและทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ข้อมูลข้างต้นเป็นไปตามกฎหมายปัจจุบันและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น การปฏิบัติตามกฎหมายจราจรเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนน