Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
Crash Test คืออะไร เจาะมาตรฐานความปลอดภัยและการทดสอบการชนรถยนต์

Crash Test คืออะไร เจาะมาตรฐานความปลอดภัยและการทดสอบการชนรถยนต์

29 เม.ย. 69
16:00 น.
แชร์

การทดสอบการชนหรือ Crash Test คือกระบวนการทางวิศวกรรมที่สำคัญที่สุดในการประเมินความปลอดภัยของยานพาหนะก่อนออกวางจำหน่ายสู่ท้องตลาด การทดสอบนี้จำลองสถานการณ์อุบัติเหตุในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อวัดประสิทธิภาพของโครงสร้างตัวถังและระบบนิรภัยในการปกป้องผู้โดยสาร ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้น โดยมีหน่วยงานกลางทำหน้าที่ให้คะแนนความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้ผู้บริโภคใช้เป็นเกณฑ์ในการเลือกซื้อรถยนต์ที่มั่นใจได้ในทุกการขับขี่

ความสำคัญของ Crash Test ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์

การทดสอบการชนไม่ได้เป็นเพียงการทำลายรถยนต์เพื่อดูความเสียหายภายนอก แต่เป็นการเก็บข้อมูลผ่านเซนเซอร์จำนวนมหาศาลที่ติดตั้งไว้บนหุ่นจำลองตัวแทนมนุษย์หรือที่เรียกว่า Crash Test Dummy ข้อมูลเหล่านี้จะบอกถึงแรงกระแทกที่เกิดขึ้นกับอวัยวะสำคัญ เช่น ศีรษะ หน้าอก และขา ซึ่งวิศวกรจะนำค่าที่ได้ไปคำนวณเพื่อปรับปรุงถุงลมนิรภัย เข็มขัดนิรภัย และจุดยุบตัวของรถยนต์ (Crumple Zone) ให้ทำงานสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

รูปแบบการทดสอบการชนมาตรฐานสากล

หน่วยงานทดสอบความปลอดภัยส่วนใหญ่จะมีรูปแบบการชนที่เป็นมาตรฐานเพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลระหว่างรถแต่ละรุ่นได้อย่างยุติธรรม โดยมีหัวข้อหลักดังนี้

  • การชนด้านหน้าแบบเต็มหน้าจด (Full Width Rigid Barrier) เป็นการวิ่งเข้าชนกำแพงตรง ๆ เพื่อวัดประสิทธิภาพเข็มขัดนิรภัยและถุงลมนิรภัย
  • การชนด้านหน้าแบบเยื้อง (Offset Frontier Crash Test) การจำลองการชนที่มุมด้านหน้า ซึ่งเป็นลักษณะอุบัติเหตุที่พบบ่อยและสร้างความเสียหายต่อห้องโดยสารได้สูง
  • การชนด้านข้าง (Side Impact Test) ทดสอบความแข็งแกร่งของเสากลางรถและคานเหล็กนิรภัยในประตู รวมถึงการทำงานของม่านถุงลมนิรภัย
  • การทดสอบการชนเสา (Pole Test) จำลองกรณีรถเสียหลักหลุดโค้งไปฟาดกับต้นไม้หรือเสาไฟฟ้าเพื่อดูการปกป้องส่วนศีรษะ
  • การทดสอบความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน (Pedestrian Protection) ประเมินความรุนแรงหากรถพุ่งชนคนเดินถนน โดยดูจากความอ่อนนุ่มของฝากระโปรงและกันชนหน้า

สเปกและอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในการทดสอบ Crash Test

ในการทดสอบแต่ละครั้งมีองค์ประกอบทางเทคนิคที่ต้องควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานดังนี้

  • หุ่นจำลองมนุษย์ประกอบด้วยเซนเซอร์วัดแรงกระแทกมากกว่า 40 จุดทั่วร่างกาย
  • กล้องความเร็วสูง (High Speed Camera) ที่บันทึกภาพได้มากกว่า 1,000 เฟรมต่อวินาที
  • ความเร็วในการทดสอบมาตรฐานมักอยู่ที่ 50 ถึง 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขึ้นอยู่กับประเภทการชน
  • ระบบเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมต่อกับตัวรถเพื่อวัดความหน่วงของความเร็ว (Deceleration)
  • การใช้สิ่งกีดขวางแบบยุบตัวได้ (Deformable Barrier) เพื่อจำลองคู่กรณีที่เป็นรถยนต์จริง

หน่วยงานระดับโลกที่กำหนดมาตรฐานความปลอดภัย

ในปัจจุบันมีองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ทดสอบการชนและให้คะแนนเป็นจำนวนดาว (Star Rating) ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยแต่ละภูมิภาคจะมีหน่วยงานดูแลเฉพาะส่วน เช่น

  • Euro NCAP สำหรับรถยนต์ที่จำหน่ายในทวีปยุโรป
  • IIHS และ NHTSA สำหรับรถยนต์ที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา
  • ASEAN NCAP สำหรับรถยนต์ที่จำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย
  • ANCAP สำหรับรถยนต์ที่จำหน่ายในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

งบประมาณและค่าใช้จ่ายในกระบวนการทดสอบ

การทดสอบ Crash Test มีต้นทุนที่สูงมากเนื่องจากต้องสละรถยนต์ใหม่ทั้งคันเพื่อการทำลาย โดยค่าใช้จ่ายในการทดสอบหนึ่งรุ่นอาจมีราคาตั้งแต่ 5,000,000 ถึง 20,000,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนคันที่ต้องใช้และประเภทของการทดสอบที่ละเอียดซับซ้อน ซึ่งรวมถึงค่าจ้างวิศวกรผู้เชี่ยวชาญและการใช้ห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย

การทดสอบการชนเป็นดัชนีชี้วัดความรับผิดชอบของผู้ผลิตที่มีต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคอย่างแท้จริง มาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้นช่วยลดอัตราการบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างมีนัยสำคัญ การเลือกซื้อรถยนต์ที่มีผลการทดสอบ Crash Test ในระดับดีเยี่ยมจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อคุ้มครองชีวิตของคุณและคนที่คุณรัก

แชร์
Crash Test คืออะไร เจาะมาตรฐานความปลอดภัยและการทดสอบการชนรถยนต์