องค์การอนามัยโลก เตือนยอดผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมพุ่ง แนะนำเลิกบุหรี่-แอลกอฮอล์

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO  เปิดเผยข้อมูลว่า ปัจจุบัน โรคสมองเสื่อม ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลกราว 50 ล้านคน โดยพบว่ามีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นเกือบ 10 ล้านคนในแต่ละปี และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3 เท่าภายในปี 2593 ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม จะพุ่งทะลุกว่า 63 ล้านล้านบาทภายในปี 2573 องค์การอนามัยโลก แนะนำให้เลิกสูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และหลีกเลี่ยงการใช้บริโภคแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายคือวิธีการป้องกันที่ดีที่สุด และรายงานระบุด้วยว่า การรักษาโรคความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง และเบาหวาน ยังช่วยลดความเสี่ยงสมองเสื่อมด้วย ผู้เชี่ยวชาญ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า งานศึกษาชิ้นนี้ ยังไม่ได้พิจารณาการเสพกัญชา และยังไม่รวมปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม แม้จะมีหลักฐานบางอย่างที่เผยให้เห็นว่าโรคสมองเสื่อมมีความเชื่อมโยงกับมลพิษ และมีหลักฐานที่ชี้ว่าโรคนี้ เชื่อมโยงกับการนอนหลับไม่เพียงพอน้อยเกินกว่าที่จะระบุในคำแนะนำ ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 

เปิดปริมาณอาหารแปรรูปที่เรากินกัน ซึ่ง WHO ยืนยันว่า…แค่นี้ก็เสี่ยงมะเร็งแล้ว!!

อย่างที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกประกาศเตือนอย่างเป็นทางการถึงอันตรายที่จะมาพร้อมกับ อาหารประเภทเนื้อสัตว์แปรรูป ซึ่งมีสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ หากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป จนทำให้เกิดความตื่นตัวในเรื่องของการเลือกรับประทานอาหารประเภทที่ว่านี้มากขึ้น ซึ่งจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกที่ระบุว่าการทานอาหารประเภทนี้เพียงวันละ 50 กรัม ก็สามารถทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ และจากตัวเลขนั้นอาจยังไม่สามารถทำให้เห็นภาพว่า ปริมาณอาหารแค่ไหนที่ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ งั้นลองมาดูปริมาณตัวอย่างของอาหารกลุ่มเสี่ยงปริมาณที่องค์การอนามัยโลกกำหนดว่าเป็นอันตรายกันดีกว่า – มีทบอลที่ซื้อมาจากร้านค้าเกือบๆ สองลูก ก็ทำให้เสี่ยงมะเร็งได้ – แฮมรมควันสองชิ้นก็เกินพอแล้ว – ไส้กรอกโชริโซได้เต็มที่ 10 ชิ้น – แฮมหมักแค่ชิ้นครึ่งแบบสไลด์บางๆ ก็เป็นอันตรายตามประกาศขององค์การอนามัยโลก – ตามประกาศขององค์การอนามัยโลก แค่ฮอทด็อกครึ่งชิ้นก็เสี่ยงแล้ว – ไก่ปรุงรสที่ซื้อมาจากร้านค้า แค่ 1 ใน 8 ของบรรจุภัณฑ์ก็เป็นอันตรายได้

หายห่วง! องค์การอนามัยโลก ยันผลการศึกษาฯ คลื่นจากเสาสัญญาณมือถือไม่กระทบสุขภาพ

ผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก ส่งหนังสือแจ้งเลขาธิการ กสทช. ยืนยันผลการศึกษาระบุการปล่อยคลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือจากเสาสัญญาณไม่กระทบต่อสุขภาพ  นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ว่า ดร.อีมิลี ฟาน เดเวนเตอร์ หัวหน้าคณะรังสีวิทยา องค์การอนามัยโลกทำหนังสือตอบกลับ กรณีสำนักงาน กสทช.ได้สอบถามในประเด็นความปลอดภัยจากคลื่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่งสัญญาณผ่านสถานีฐานจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนหรือไม่ (ขอความชัดเจน ‘องค์การอนามัยโลก’ หลัง ปชช.วิตก! ผลกระทบสุขภาพจากเสาสัญญาณมือถือ) โดย ดร.เดเวนเตอร์ ยืนยันผลการศึกษาช่วงระยะ 10 ปี ระหว่างปี 2539-2549 ระบุไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถชี้ได้ว่า การส่งสัญญาณในคลื่นความถี่ระหว่าง 0-300 กิกกะเฮิร์ตซ์ จากสถานีฐานและการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มีผลร้ายแรงต่อสุขภาพ และยังระบุในจดหมายว่าในปี 2553 คณะนักวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก ได้ศึกษากรณีการส่งคลื่นสัญญาณเฉพาะโทรศัพท์เคลื่อนที่จากสถานีฐานก็ยังไม่พบหลักฐานว่าคลื่นความถี่มีผลต่อสุขภาพ ซึ่งทางองค์การอนามัยโลกยังศึกษาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันถึงความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพร่างกายกับการปล่อยคลื่นความถี่จากอุปกรณ์ไร้สายและสถานีส่งสัญญาณคลื่นโทรศัพท์ ไม่พบว่ามีความสัมพันธ์ใดๆ อีกเช่นกัน “องค์การอนามัยโลกจะจัดประชุมในประเด็นคลื่นความถี่จากโทรศัพท์มือถือกับสุขภาพของผู้คนอีกครั้งในเดือนมิถุนายน 2562 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ องค์การอนามัยโลกเชิญตัวแทน กสทช.ไปร่วมประชุมด้วย” นายฐากร กล่าว อย่างไรก็ดี […]

แฝดปรสิต : อีกหนึ่งชีวิตที่ซ่อนอยู่ในร่างกายมนุษย์ และถูกจัดเป็นมะเร็งชนิดหนึ่ง

ด้วยโอกาสเกิดเพียง 1 ใน 500,000 ของของการตั้งครรภ์ และเคยมีบันทึกการพบเห็นเพียงแฝดปรสิต (Parasitic Twin) เพียง 200 เคสทั่วโลก แต่เรื่องราวของร่างส่วนเกินที่สิงสู่อยู่กับร่างกายมนุษย์นั้น ก็สร้างความสยดสยองและเป็นภาพสะเทือนได้ทุกครั้งที่เป็นข่าว และหลายคนมักเกิดคำถามตามมาเสมอว่า…เหตุการณ์แบบนี้มันมีที่มาที่ไหนอย่างไร จุดเริ่มต้นของการเกิดแฝดปรสิตนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่การตั้งครรภ์ได้เริ่มขึ้น และมีสาเหตุมาจากตัวอ่อนของแฝดร่างใดร่างหนึ่งในครรภ์ได้หยุดเจริญเติบโต ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่มักจะตายตั้งแต่ตอนนั้น แต่เนื่องจากไม่สามารถแยกตัวออกมาจากคู่เอ็มบริโอได้ จึงทำให้เกิดการถูกดูดผ่านทางสายสะดือไปอยู่ในร่างของคู่แฝดที่แข็งแรงกว่า แม้จะบอกว่าหยุดพัฒนาการไปแล้ว แต่จากการถูกดูดซึมเข้ามาในร่างกายของแฝดเจ้าของร่าง ทำให้แฝดปรสิตยังคงได้รับสารอาหาร และมีพัฒนาการต่อไปพร้อมๆ กับร่างหลัก จึงทำให้บางกรณีร่างของแฝดส่วนเกินนั้นพัฒนาจนมีเส้นผม และฟันงอกออกมา ทั้ง อยู่ในร่างกายของแฝดปกติ แม้จะน่าสงสาร แต่เพราะความผิดปกติที่ร้ายแรงเกินไปจนสามารถเป็นอันตรายต่อร่างหลักได้ ทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ปรสิตแฝดมีลักษณะเป็นอาการของมะเร็งชนิดหนึ่ง เนื่องจากแฝดปรสิตนั่นสามารถสร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรงต่อร่างกายมนุษย์ได้ และมีกรณีที่พบว่าแฝดปรสิตนั้นเติบโตอยู่ในกะโหลกศีรษะ หรือในในถุงอัณฑะของร่างหลัก ซึ่งถ้าหากไม่ได้รับการรักษา ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

keyboard_arrow_up