ตามคาด! ราคาน้ำมันพุ่ง หลังเหตุบึมโรงกลั่นซาอุฯ-รมว.พลังงานไทยเตรียมถกป้องฉุกเฉิน

เกิดความกังวลต่อสถานการณ์ราคาน้ำมัน หลังเกิดเหตุระเบิดที่โรงกลั่นใหญ่ที่สุดของโลกในซาอุดิอาระเบีย ซึ่งล่าสุด ราคาน้ำมันพุ่งกระฉูดหลังเปิดตลาดเช้านี้ เหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันอารัมโค่ ซึ่งเป็นโรงกลั่นขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในซาอุดิอาระเบียส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบที่โรงงานแห่งนี้ผลิตได้ลดลงถึง 5 เปอร์เซนต์ของปริมาณส่งออก ทำให้เกิดความกังวลว่าราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นนั้น ปรากฎว่า ในการเปิดตลาดเมื่อช่วงเช้า (16 ก.ย.) ที่ผ่านมา สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าในต่างประเทศทำสถิติสูงที่สุดในรอบ 4 ปี โดยที่ตลาดลอนดอน พุ่งขึ้น 19 เปอร์เซนต์ ที่อเมริกา พุ่งขึ้น 15 เปอร์เซนต์ ในส่วนของประเทศไทย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ระบุว่าน่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะส่วนที่เสียหายตั้งอยู่ไกลจากคลังน้ำมันที่ส่งให้ไทย อย่างไรก็ตาม เตรียมเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์ และเตรียมแผนสำรองไว้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน.

สาวซาอุฯ เปิดใจหลังลี้ภัยไปแคนาดา เผยเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่า

จากกรณีนางสาวราฮาฟ โมฮัมเหม็ด อัล กูนุน วัย 18 ปี ที่ได้ลี้ภัยจากประเทศซาอุอาระเบีย และถูกกักตัวไว้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนที่ทางเจ้าหน้าที่ไทยจะส่งตัวให้สำนักงานของหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เป็นผู้ดำเนินการ โดยเธอถูกส่งตัวให้ไปลี้ภัยที่แคนาดานั้น ล่าสุดนาวสาวราฮาฟได้ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับสื่อของแคนาดาเป็นครั้งแรก หลังเดินทางถึงเมืองโตรอนโตในฐานะผู้ลี้ภัยเพื่อหนีครอบครัวที่ทำร้ายและข่มเหงเธอ นางสาวราฮาฟ บอกว่า การตัดสินใจหนีออกจากครอบครัวถือเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่า และเธอก็รู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่ในแคนาดา ซึ่งเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญและเคารพเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยเธอตั้งใจที่จะหางานทำ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ พร้อมกับหวังว่าเรื่องราวของเธอจะทำให้คนทั่วโลกเข้าใจสิ่งที่ผู้หญิงซาอุอาระเบียต้องเผชิญ เพราะผู้หญิงซาอุดิอาระเบียมักถูกปฏิบัติเหมือนกับทาส หรือสิ่งของ ไม่มีอิสระในใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเลือกคู่แต่งงาน การเรียน หรืออาชีพ นางสาวราฮาฟ ยังได้ระบุในบทสัมภาษณ์ด้วยว่า ครอบครัวเคยกักบริเวณเธอนานถึง 6 เดือน เพียงเพราะเธอตัดผมของตัวเอง และหลายครั้งที่คนในครอบครัวทำร้ายเธอถึงขั้นเลือดตกยางออกด้วย ทั้งนี้เรื่องของนางสาวราฮาฟเป็นที่สนใจไปทั่วโลก หลังเธอโพสขอความช่วยเหลือผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัว เมื่อถูกกักตัวไว้ที่สนามบินสุวรรณภูมิและถูกยึดหนังสือเดินทางขณะพยายามต่อเครื่องบินเพื่อเดินทางไปลี้ภัยในออสเตรเลีย โดยเธอเกรงว่าหากทางการไทยส่งตัวเธอกลับไปหาครอบครัว เธออาจถูกฆ่าตายได้ จนในที่สุดสหประชาชาติได้เข้ามาช่วยเหลือ และทำเรื่องรับรองสถานะผู้ลี้ภัยให้กับเธอ ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

ตม.ไทยผลักดัน สาวซาอุฯ หนีครอบครัวกลับประเทศ

สื่อต่างประเทศหลายสำนักต่าง รายงานว่า ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของไทยกำลังหาทางเร่งส่งตัวนางสาวราฮาฟ โมฮัมเหม็ด อัล กูนูน หญิงชาวซาอุดิอาระเบียวัย 18 ปีกลับประเทศ หลังจากที่นางสาวราฮาฟถูกเจ้าหน้าที่ซาอุดิอาระเบียและคูเวตสกัดกั้นไว้สนามบินสุวรรณภูมิ และถูกยึดเอกสารสำคัญและหนังสือเดินทาง โดยนักท่องเที่ยวสาวรายดังกล่าวกำลังเดินทางจากไทย และจะเดินทางต่อไปยังออสเตรเลียเพื่อขอลี้ภัย เนื่องจากเธอต้องการหลบหนีครอบครัวของเธอที่ทำร้ายเธอทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยนักท่องเที่ยวซาอุดิอาระเบียรายนี้ยังบอกด้วยว่าหากเธอถูกส่งตัวกลับไปซาอุดิอาระเบีย ครอบครัวจะฆ่าเธออย่างแน่นอน ขณะที่สถานทูตซาอุดิอาระเบียในไทยออกมาระบุว่านางสาวราฮาฟไม่ได้ถูกยึดหนังสือเดินทาง เธอก็ยังคงมีหนังสือเดินทางอยู่กับตัวด้วย โดยยืนยันว่าทางสถานทูตซาอุดิอาระเบียไม่มีอำนาจในการกักตัวเธอไว้ที่สนามบินของไทย พร้อมกับระบุว่าสาเหตุที่เธอถูกกักตัวไว้ที่สนามบินเป็นเพราะเธอไม่มีตั๋วเดินทางกลับ รวมทั้งหลักฐานการจองโรงแรม หรือหลักฐานที่ชี้ว่าเธอเป็นนักท่องเที่ยว โดยนางสาวราฮาฟจะต้องถูกส่งตัวกลับไปหาครอบครัวของเธอที่ขณะนี้อาศัยในคูเวต ด้านพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของไทยยืนยันว่าไม่ได้รับการติดต่อจากทางการซาอุดิอาระเบีย ก่อนที่นางสาวราฮาฟจะเดินทางมาไทย พร้อมกับระบุว่านักท่องเที่ยวชาวซาอุดิอาระเบียรายนี้ต้องการหนีการแต่งงาน ซึ่งถือเป็นปัญหาภายในครอบครัว และเธอก็ไม่มีวีซ่าเข้าประเทศไทย เจ้าหน้าที่จึงต้องกักตัวเธอไว้ที่สนามบิน ในเวลานี้นางสาวราฮาฟยังคงปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศ ซึ่งตามกำหนดเดิมเธอจะต้องถูกนำตัวขึ้นเครื่องบินของสายการบินคูเวต แอร์เวย์สในเวลา 11 นาฬิกา 15 นาทีของวันนี้(7 ม.ค. 62) แต่เธอก็ยังคงเก็บตัวอยู่ในห้องพักของโรงแรมในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยคุมอยู่บริเวณด้านนอกห้องพัก ขณะที่กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนในนครนิวยอร์กระบุว่าทางการไทยไม่ควรส่งตัวนางสาวราฮาฟให้กับครอบครัว และเรียกร้องให้ไทยยุติขั้นตอนการส่งตัวเธอในทันที หรือไม่ก็ส่งตัวเธอไปลี้ภัยในออสเตรเลีย ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

น้ำท่วมฉับพลันกลางทะเลทรายซาอุฯ ดับกว่า 35 ราย-ปชช.เร่งอพยพ

เกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันกลางทะเลทรายหลายจุดของซาอุดิอาระเบีย ทั้งในกรุงริยาด และเมืองต่าง ๆ หลังเกิดพายุทรายพัดถล่มและฝนตกหนักในหลายพื้นที่ เหตุน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งคนและอูฐต้องเดินลุยน้ำท่วมกลางทะเลทราย และมีรถยนต์หลายคันถูกน้ำท่วม ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องสั่งอพยพประชาชนมากกว่า 4,000 คนออกจากพื้นที่ โดยในเวลานี้ เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้มากกว่า 2,500 คน และมีผู้ประสบภัยอาศัยอยู่ตามศูนย์พักพิง ที่ทางการจัดเตรียมไว้ให้กว่า 2,530 คน ด้านสำนักงานป้องกันภัยพลเรือนของซาอุดิอาระเบียระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมฉับพลันอยู่ที่ 35 ราย โดยเมืองเมกกะเป็นพื้นที่ ซึ่งพบผู้เสียชีวิตมากที่สุดถึง 11 ราย และคาดว่าสภาพอากาศจะยังคงเลวร้ายต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

เปิดฉายาทีมฟุตบอลโลก 2018! กลุ่ม A ‘รัสเซีย-ซาอุฯ-อียิปต์-อุรุกวัย’

ใกล้ฟุตบอลโลก 2018 เข้ามาแล้ว สำหรับครั้งนี้จัดขึ้นที่ประเทศรัสเซีย โดยมีทีมเข้าร่วมการแข่งขันมากถึง 32 ทีม จาก 6 ทวีปทั่วโลก ซึ่งในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่แล้วในปี 2014 ทางด้านสำนักข่าวยักษ์ใหญ่ในวงการกีฬาอย่าง ESPN โดย Cristiano Siqueria ได้ตั้งฉายาของแต่ละทีมไว้อย่างน่าสนใจ วันนี้มาดูกลุ่ม A กันหน่อยว่าประเทศไหนมีฉายาอะไรกันบ้าง รวมถึงสื่อไทยเองก็มีฉายาเรียกเฉพาะด้วยเช่นกัน Russia สำหรับฉายาของทีมชาติรัสเชีย ทีมเจ้าภาพในการแข่งขันปีนี้ แม้จะที่มาสั้นๆ และเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความเข้มแข็งและพละกำลัง เพราะ “Sbornaya” หมายถึง ทีมชาติ ในภาษารัสเซียนั่นเอง ขณะที่บ้านเราให้ฉายาว่า “หมีขาว” Saudi Arabia หลังจากหายหน้าหายตาไปถึง 2 ครั้ง (2010, 2014) ในปีนี้ เบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ ได้ปลุกชีพ “สิงห์ทะเลทราย” หรือทีมชาติ ซาอุดิอาระเบีย กลับสู่สนามโลกอีกครั้ง ด้วยนักเตะมากประสบการณ์อย่าง โอซามะ ฮอว์ซาวี, ไทเซอร์ อัล จัสซิม รวมถึงศูนย์หน้าระดับพระกาฬของเอเชียอย่าง โมฮัมหมัด อัล-ซะห์ลาวี […]

เกาะติดข่าวบอลโลก กับ ต.โต้ง-คุณฉุย : จับตา’อุรุกวัย’อดีตแชมป์โลก 2 สมัย แข็งแกร่งสุดในกลุ่มเอ

“เกาะติดข่าวบอลโลก” กับ 2 กูรูชื่อดัง ต.โต้ง อิสรพงษ์ ผลมั่ง และคุณฉุย สมศักดิ์ สงวนทรัพย์ นับถอยหลังอีก 13 วัน จะเข้าสู่มหกรรมกีฬาฟุตบอลที่ทุกคนทั่วโลกรอคอย กับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ( FIFA World Cup 2018) รอบสุดท้าย ที่ประเทศรัสเซีย ระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม 2561 สำหรับ 32 ชาติที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย จะมีทีมชาติไหนที่น่าจับตามองและมีความแข็งแกร่งมากที่สุดในทัวร์นาเมนต์นี้ ต้องติดตาม! วิเคราะห์กลุ่มเอ ประกอบด้วย 4 ทีมชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มของเจ้าภาพ มีความน่าสนใจคือ เป็น 4 ทีมชาติ จาก 4 ทวีป ได้แก่ รัสเซีย ทวีปยุโรป, อียิปต์ ทวีปแอฟริกา, ซาอุดีอาระเบีย ทวีปเอเชีย และ อุรุกวัย ทวีปอเมริกาใต้ ซึงหากดูขุมกำลังในกลุ่มเอ อุรุกวัย เป็นทีมที่ดูดีและมีดีกรีมากที่สุด อีกทั้งยังเคยคว้าแชมป์โลก 2 […]

ซาอุฯ เตรียมเปิด ‘โรงภาพยนตร์’ ครั้งแรกในรอบ 35 ปี หลังปิดตัวเหตุกลุ่มเคร่งศาสนาต่อต้าน

ทางการซาอุดีอาระเบียเตรียมเปิดโรงภาพยนตร์แห่งแรกในรอบมากกว่า 35 ปี หลังรัฐบาลซาอุดีอาระเบียบรรลุข้อตกลงกับบริษัทเอเอ็มซี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ โฮลดิงส์ จากสหรัฐฯ รายงานข่าวระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวระบุว่า ทางการซาอุฯ อนุญาตให้ทางบริษัทเอเอ็มซีเปิดโรงภาพยนตร์แบบที่ไม่มีการแบ่งแยกที่นั่งชาย-หญิง ในซาอุดีอาระเบียได้ถึง 40 แห่งภายในระยะเวลา 5 ปีจากนี้ โดยที่โรงภาพยนตร์แห่งแรกจะเปิดในกรุงริยาดห์ เมืองหลวงของประเทศในวันที่ 18 เม.ย. 61 นี้ โดยจะฉายภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่อง “แบล็ค แพนเธอร์” เป็นเรื่องแรก ก่อนหน้านี้ในช่วงทศวรรษ 1970 ซาอุดีอาระเบียเคยมีโรงภาพยนตร์ในประเทศหลายแห่ง แต่โรงภาพยนตร์ทั้งหมดต้องปิดตัวลงเพราะถูกต่อต้านอย่างหนักจากบรรดากลุ่มเคร่งศาสนาและพวกหัวอนุรักษ์นิยมในประเทศ โดยความเปลี่ยนแปลงล่าสุดเป็นผลจากนโยบายปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจของทางการซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากกว่า 32 ล้านคน และส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี

วงการอูฐก็ไม่เว้น! ซาอุฯ แบนอูฐฉีด ‘โบท็อกซ์’ เข้าประกวดอูฐงาม

ซาอุดิอาระเบียได้สั่งตัดสิทธิ์อูฐ ที่ฉีดโบท็อกซ์ห้ามเข้าประกวดอูฐสวยงามในงานเทศกาลอูฐประจำปี โดยคณะผู้จัดการเทศกาลอูฐประจำปีในซาอุดิอาระเบียได้ตัดสิทธิ์อูฐ 12 ตัวออกจากการประกวดอูฐงามในปีนี้ โดยบรรดาเจ้าของบางส่วนได้นำอูฐไปฉีดโบท็อกซ์บริเวณปาก ทั้งส่วนบนและล่างให้สวยงามได้รูป รวมทั้งมีการฉีดจมูกและกรามเพื่อให้อูฐมีโครงหน้าที่สวยงามกว่าอูฐตัวอื่นๆ ทั้งนี้การประกวดอูฐงามถือเป็นการสะท้อนมรดกทางวัฒธรรมของซาอุดิอาระเบีย เพราะอูฐถือเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญกับชีวิตของชาวซาอุดิอาระเบียมาหลายร้อยปี ทั้งใช้เป็นอาหาร ยานพาหนะ ใช้ในยามสงคราม และเป็นสัตว์เลี้ยง โดยในปีนี้ซาอุดิอาระเบียได้ทุ่มเงินจัดเทศกาลอูฐเป็นเงินถึง 213 ล้านริยาล หรือกว่า 1,800 ล้านบาท

พิธีฮัจญ์ปีนี้เริ่มแล้ว…คาดมีผู้แสวงบุญจากทั่วโลกเข้าร่วมมากกว่า 2 ล้านคน

บรรดาผู้แสวงบุญชาวมุสลิมจำนวนแสนคนจากทั่วโลก ทยอยเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมสวดภาวนายามค่ำคืนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบพิธีฮัจญ์ประจำปีนี้ ณ มัสยิดอัลฮะรอม หรือ “แกรนด์มัสยิด” ที่ได้ชื่อว่า เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในนครเมกกะของซาอุดีอาระเบีย ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการฮัจญ์และอุมเราะห์ของทางการซาอุดีอาระเบีย ระบุว่า ผู้แสวงบุญชาวมุสลิมชุดแรกจำนวนหลายแสนคนจากหลายประเทศได้ทยอยเดินทางมาถึงยังนครเมกกะอันศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนของผู้แสวงบุญจากทั่วโลกที่คาดว่าจะเดินทางมาร่วมพิธีฮัจญ์ที่ซาอุดีอาระเบียในปีนี้ คาดว่า อาจมีจำนวนทั้งหมดมากกว่า 2 ล้านคน ในปีนี้ ทางการซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้นำมุสลิมฝ่ายสุหนี่ ต้องเปิดบ้านให้การต้อนรับการกลับมาของผู้แสวงบุญชาวมุสลิมนิกายชีอะห์จากอิหร่านอีกครั้ง หลังจากที่ทางการอิหร่านประกาศคว่ำบาตรไม่ส่งผู้แสวงบุญเข้าร่วมพิธีฮัจญ์เมื่อปีที่แล้ว (2016) หลังเกิดเหตุผู้แสวงบุญ “เหยียบกันตาย” ในนครเมกกะเมื่อปี 2015 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 2,300 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้แสวงบุญจากอิหร่าน 464 ราย ทั้งนี้ การเดินทางไปร่วมประกอบพิธีฮัจญ์ที่ซาอุดีอาระเบีย ถือเป็น 1 ในเสาหลัก 5 ประการตามหลักศาสนาอิสลาม ที่ชาวมุสลิมจะต้องถือปฏิบัติให้ได้อย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงชีวิต

keyboard_arrow_up