
การประชุม NATO หรือองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ จัดขึ้นที่ตุรกี แม้ตามปกติแล้ว การประชุมดังกล่าวจะถูกจับตาในฐานะเวทีแสดงความเป็นเอกภาพของชาติตะวันตก แต่ปีนี้กลับเปิดฉากด้วยความตึงเครียด และคนที่จุดปัญหาความร้อนระอุขึ้นมาก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ
หากถามว่า ทรัมป์ทำอะไรบ้างในที่ประชุมดังกล่าว เริ่มต้นจากการจุดชนวนโจมตีสเปนอย่างดุเดือด พร้อมขู่ตัดความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งหมด ต่อด้วยการประกาศว่า MoU สันติภาพกับอิหร่านจบลงแล้ว เพราะคุยไปก็เสียเวลาเปล่า แถมท้ายด้วยการรื้อฟื้นประเด็นการอ้างสิทธิ์เหนือเกาะกรีนแลนด์ขึ้นมาอีกครั้ง ส่งผลให้ประเด็นเหล่านี้กลายเป็นจุดสนใจของการประชุม แทนที่วาระหลักซึ่งยุโรปหวังใช้แสดงความสามัคคีของพันธมิตร
Spotlight รวบรวมมาให้ว่า สรุปแล้ว ทรัมป์มาประชุม NATO ทำไม
นอกจากโจมตีสเปนแล้ว ทรัมป์ยังประกาศเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน หลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางทหารรอบใหม่ และเพิกถอนใบอนุญาตที่เคยอนุญาตให้อิหร่านส่งออกน้ำมัน เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำ
เมื่อถูกถามว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า สำหรับเขามันจบลงแล้ว เขาไม่อยากเจรจาอีก เพราะอิหร่านเป็นคนป่วยที่ถูกนำโดยคนป่วย
ทรัมป์ยังรื้อฟื้นประเด็นการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก โดยย้ำว่า เกาะแห่งนี้มีความสำคัญต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ พร้อมอ้างว่า ในช่วงที่เดนมาร์กถูกนาซียึดครองในสงครามโลกครั้งที่ 2 เดนมาร์กเคยร้องขอให้สหรัฐฯ ดูแลกรีนแลนด์
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี เมตเต เฟรเดอริกเซน ของเดนมาร์ก ยืนยันว่า กรีนแลนด์ "ไม่ใช่สิ่งที่จะหยิบยกมาต่อรองหรือครอบครองได้"
นอกเหนือการประชุม ทรัมป์ยังส่งสัญญาณพร้อมรื้อฟื้นความร่วมมือด้านกลาโหมกับตุรกี โดยเปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาขายเครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35 ให้กับตุรกี แม้จะยอมรับว่าการดำเนินการดังกล่าวยังติดข้อจำกัดทางกฎหมาย และอาจเผชิญแรงต้านจากรัฐสภาสหรัฐฯ
ทรัมป์กล่าวชื่นชมตุรกีว่า เป็นประเทศที่ "ภักดีต่อสหรัฐฯ มากกว่าหลายประเทศที่เราคิดว่าจะเป็นพันธมิตรเสียอีก" พร้อมย้ำว่า F-35 เป็นเครื่องบินขับไล่ที่ดีที่สุดในโลก และเป็นข้อเสนอที่รัฐบาลพร้อมนำมาพิจารณา
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเดินหน้ายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่ใช้กับตุรกี โดยระบุว่า "ถึงเวลาแล้ว เราไม่ควรคว่ำบาตรประเทศที่เป็นมิตร" พร้อมเผยว่า รัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีคลังของสหรัฐฯ กำลังเร่งดำเนินการในเรื่องดังกล่าว
ท่าทีของทรัมป์สร้างความกังวลให้กับอิสราเอลทันที โดยนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู เตือนว่า หากสหรัฐฯ ตัดสินใจขาย F-35 ให้ตุรกีจริง อาจทำลายสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม หลังการประชุมแบบปิดสิ้นสุดลง ทรัมป์กลับเปลี่ยนน้ำเสียงอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่า การหารือเป็นไปอย่างราบรื่น เต็มไปด้วย "ความรัก" และ "ความเป็นเอกภาพ"
ด้านแหล่งข่าวที่อยู่ในการประชุมเปิดเผยว่า ทรัมป์ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ชาติสมาชิกเหมือนที่ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อ แต่กลับย้ำว่า สหรัฐฯ ยังต้องการอยู่ร่วมกับนาโตต่อไป
อีกประเด็นที่น่าจับตา คือการพบหารือระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ซึ่งเป็นไปอย่างเป็นมิตร ต่างจากการปะทะคารมอย่างดุเดือดที่ทั้งคู่เคยมีต่อกันที่ทำเนียบขาวเมื่อปีก่อน
ทรัมป์ยังส่งสัญญาณสนับสนุนยูเครนเพิ่มเติม โดยระบุว่า สหรัฐฯ จะอนุญาตให้ยูเครนผลิตขีปนาวุธ Patriot ภายใต้ใบอนุญาตของสหรัฐฯ เพื่อเสริมศักยภาพการป้องกันภัยทางอากาศ ท่ามกลางการโจมตีของรัสเซียที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง เปิดเผยว่า เขาไม่เห็นทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อชาติพันธมิตรระหว่างการประชุม ส่วน มาร์ก รุตเตอ ยืนยันว่า นาโตในวันนี้ "เป็นหนึ่งเดียวกันมากกว่าที่เคย"
แม้ก่อนหน้านี้การประชุมจะเต็มไปด้วยถ้อยคำโจมตีและความตึงเครียด แต่สุดท้ายชาติสมาชิกนาโตก็ร่วมกันออกแถลงการณ์ยืนยันคำมั่นที่จะปกป้องกันและกัน ภายใต้มาตรา 5 ของสนธิสัญญานาโต ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของพันธมิตร พร้อมประกาศจัดสรรความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนมูลค่า 70,000 ล้านยูโร หรือราว 2.6 ล้านล้านบาท ตลอดปี 2026
อย่างไรก็ตาม คำพูดของทรัมป์ก่อนหน้านี้ได้กลบความพยายามของบรรดาชาติยุโรป ที่ต้องการแสดงให้เห็นว่า พวกเขาเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างจริงจัง โดยเพียงวันแรกของการประชุม มีการประกาศโครงการด้านกลาโหมรวมมูลค่ากว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ