
(24 สิงหาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภาว่า เกิดประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองและฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อ ศ.ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จังหวัดกาฬสินธุ์ (ชุดปี 2543–2549) ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนอดีตสมาชิกรัฐสภา แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อกรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านเงินสวัสดิการจากกองทุนสำหรับผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยระบุว่าเป็นการกระทำที่ขาดจริยธรรม มุ่งหวังเพียงคะแนนเสียงทางการเมือง และสร้างความเข้าใจผิดให้แก่สังคม
ศ.ดร.วิบูลย์ เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงด้านสถานะของอดีตสมาชิกรัฐสภา โดยยกตัวอย่างกรณีตนเองที่เคยรับราชการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมา 23 ปี ก่อนลาออกมาทำหน้าที่ สว. ทำให้เวลาราชการไม่ครบ 25 ปี จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญข้าราชการ และเมื่อพ้นจากตำแหน่ง สว. อายุเกิน 60 ปี ก็ไม่สามารถกลับเข้ารับราชการต่อได้ ขณะที่ระเบียบปัจจุบันไม่สามารถนับอายุราชการปกติรวมกับเวลาการดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ส่งผลให้อดีต สว. หลายคนที่อุทิศตนตรากฎหมายสำคัญ ต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือยังชีพจากกองทุนฯ เพียงเดือนละ 15,000 บาท ซึ่งถือเป็นสวัสดิการตามกฎหมาย ไม่ใช่เงินบำนาญอย่างที่ถูกกล่าวหา
นอกจากนี้ ศ.ดร.วิบูลย์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในต่างประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต่างมีระบบสวัสดิการตอบแทนอดีตสมาชิกรัฐสภาอย่างสมเกียรติ ขณะที่ นพ.วรงค์ ซึ่งเป็นอดีต สส. และมีสิทธิรับเงินดังกล่าวเช่นกัน กลับออกมาคัดค้านกฎหมายที่รัฐสภาตราขึ้น ทั้งที่หากไม่เห็นด้วยควรใช้กระบวนการเสนอญัตติแก้ไขกฎหมายตามช่องทางรัฐสภาอย่างถูกต้อง พร้อมกันนี้ ได้เสนอแนวทางเคลื่อนไหว 3 ข้อ ได้แก่
ยื่นฟ้องร้อง นพ.วรงค์ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือศาลรัฐธรรมนูญ ฐานกระทำการที่อาจขัดต่อกฎหมายและผิดจริยธรรมนักการเมือง
ผลักดันการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้นับเวลาราชการปกติรวมกับเวลาการดำรงตำแหน่งทางการเมือง สำหรับการคำนวณบำนาญอย่างเป็นธรรม
เรียกร้องให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกองทุนอย่างเคร่งครัด หากละเว้นอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ทั้งนี้ ศ.ดร.วิบูลย์ ได้แสดงความขอบคุณบุคคลในแวดวงรัฐสภา อาทิ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา, นายภราดร ปริศนานันทกุล และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ที่เข้าใจและร่วมสนับสนุนหลักการของกองทุนสวัสดิการดังกล่าวในการพิจารณางบประมาณที่ผ่านมา
Advertisement